มาต่อกันกับบทแปลนิยาย Final Fantasy XIII : Episode Zero -Promise- ตอนที่ 2-4 ที่เผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์หลักของตัวเกม เนื้อหาดังกล่าวได้รับการแปลภาษาอังกฤษโดย http://mushinoko.livejournal.com/ และแปลเป็นภาษาไทยอีกทีโดยน้อง taepoppuri ที่เจียดเวลามาแปลต่อให้แล้ว!

=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=

ตอนที่ 4 มุมมองของโฮป

พวกเค้าไม่ควรจะเข้าทางเข้านี้ไปเพื่อใช้เส้นทางหลัก พวกนักวิจัยคงจะเริ่มเก็บกวาดพื้นที่กันอยู่ ดังนั้นพวกเค้าจึงเลือกทางเสริมที่ไม่ใช่ทางหลักแทนเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกจับได้ แล้วค่อยอ้อมไปเข้าทางหลัก ........ถึงจะไม่แน่ใจก็ตามว่าที่เดินอยู่มันใช่ทางเสริมรึเปล่า....

"ไปทางนี้คงจะถูกนะ....ใช่มั้ย" เอลิด้าถามแบบกังวลๆ

"น่า......เรามาถูกทิศแล้วแหล่ะ ถ้าไปทางนี้เรื่อยๆเดี๋ยวก็เจอทางหลักเองล่ะ" พวกเค้าอยู่ไม่ห่างจากชาดหาดมากเท่าไหร่ แต่กลับได้ยินเสียงของนักเรียนคนอื่นๆห่างออกไปมากๆ โฮปคิดในใจ...นี่อาจจะไม่ใช่ทางที่ถูกก็ได้

"ขากลับเราไปทางหลักกันดีกว่า"

"แต่ถ้าพวกเค้าจับพวกเราได้ที่ทางเข้าจะแย่นะ"

"ไม่ต้องห่วงน่า ป่านนั้นเค้าคงเก็บกวาดกันเรียบร้อยหมดแล้ว"

"แต่คุณครูก็อาจจะเฝ้าอยู่ก็ได้นี่"

ป่ารอบๆตัวพวกเค้าเงียบมาก...จนทำให้พวกเค้าต้องพูดดังขึ้นเพื่อไม่ให้มันเงียบจนน่ากลัวที่อยู่กันแค่ 3 คนแบบนี้

"ดูนี่ดิ! เหมือนผลไม้อะไรซักอย่าง" เอลิด้าชี้ไปที่กิ่งไม้ที่มีผลที่เหลืองแดง ผลมันใหญ่มากกว่าไซส์ที่ขายกันในซูเปอร์ทั่วๆไปเยอะเลย

"กินได้มั้ยนะ?"

"เธอเด็ดมันไม่ได้นะเอลิด้า..ให้ตาย เธอนี่มือบอนจัง"

"ไม่เด็ดหรอกน่า!"

"ก็จริงที่สีมันสวยนะแต่..."

"ก็บอกว่าไม่เด็ดไง!"

"เฮ้ พวกนาย ไม่รู้สึกว่าสีมันคุ้นๆเหรอ มันคล้ายๆกับไอ้นั่นเลย.....ตัวอะไรนะที่เค้าบอกว่ากินได้น่ะ..."

แล้วโฮปก็นึกออก สีมันเหมือนกับสัตว์ประหลาดที่เห็นใกล้ๆทางสายรุ้งเลย แล้วเขาก็จำได้ด้วยว่าตอนที่เห็นนั้นมันไม่ห่างจากทางหลักเท่าไหร่

ทันใดนั้นแผ่นดินเบื้องหน้าก็พุ่งขึ้นสูง เหมือนกับกำแพงสีแดง มันคือมอนสเตอร์ตัวนั้น ผิวโปร่งๆ สีแดงของมันกระเพื่อมขึ้นลง เจ้า Vegetapudding โฮปรู้สึกกลัวและเริ่มวิ่งหนีก่อนที่จะรู้ตัวซะอีก

"มันตามพวกเรามา!" เอริดะกรีดร้องดูและเหมือนเธอกำลังจะร้องไห้ ....โฮปวิ่งช้าที่สุดในจำนวนคนทั้งสาม เค้าพยายามวิ่งให้เร็วที่สุด ไม่มีเวลาหันไปมองข้างหลังแล้ว ถ้ามันไม่ตามมาแล้วก็ดีสิ พวกเค้ากำลังวิ่งไปตราบเท่าที่ยังหายใจทัน...... ไปยังที่ไหนก็ไม่รู้ และแล้วพวกเค้าก็เจอหินก้อนใหญ่ที่พอจะใช้หลบได้ ทั้งสามคนเข้าไปหลบใต้เงาของหินก้อนนั้น โฮปเหนื่อยมากจนรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นแรงซะแทบจะกระดอนออกมาทางปาก...

“มัน....มันไม่ได้ตาม...เรามาแล้ว” ไคพูดพร้อมกับชะโงกไปมองข้างหลัง โฮปรู้สึกหมดแรงแข้งขาอ่อน....ทั้งสามคนนั่งหายใจหอบอยู่สักพัก...โชคดีที่ หนีมันมาได้

“ว่าแต่....ตอนนี้พวกเราอยู่ที่ไหนกันล่ะเนี่ย?”

เมื่อตะกี้พวกเค้าคิดว่าถ้าเดินไปแล้วไม่สามารถเชื่อมกับทางหลักได้ก็แค่หันหลังกลับ....แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว

"แถวนี้ดูไม่เหมือนที่ผ่านๆมาเลยนะ"

ใช่ มันไม่มีต้นไม้ดกครึ้มรอบๆอีกแล้ว สองด้านนั้นเป็นแค่หน้าผาโล้นไม่มีต้นไม้ หญ้าที่พื้นก็หร็อมแหร็ม.....เป็นที่แห้งแล้งที่ดูเหมือนจะถูกปล่อยร้างไว้

“แล้ว....ทางไหนที่เราวิ่งมากันล่ะ?”

พวกเค้าพยายามที่จะกลับไปยังทางที่วิ่งแต่ทั้งสามคนก็ไม่รู้เลยว่าด้านไหน ของหินกันแน่ที่พวกเค้าวิ่งมา ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นแต่หินแล้วก็หน้าผาเท่านั้น

“เอาน่า ทางที่ถูกก็น่าจะเป็นทางที่เห็นสายรุ้งน่ะแหล่ะ...”

แต่หน้าผาก็สูงซะจนบังทัศนวิสัยแทบจะทั้งหมด

“ชั้นว่าทางนี้นะ”

“ไม่อ่ะ ทางนี้มากกว่า”

ไคกับเอริดะชี้ไปคนละทางเลย....โฮปเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทางไหนกันแน่ที่ถูกต้อง

“งั้น...ก็เดินไปเรื่อยๆแล้วกัน”

“แต่เราไม่ควรจะเคลื่อนที่ไปไหนเมื่อเราหลงทางนะ”

“ก็อาจจะเป็นแบบนั้นในสถานการณ์อื่นนะ ถ้ามีแบบไอ้ตัวเมื่อกี้โผล่มาอีกตัวล่ะ เราจะหนีไปที่ไหนกัน”....ทางเดินนั้นขรุขระมากๆ ถ้ามีมอนสเตอร์ที่รวดเร็วกว่านั้นโผล่มาล่ะก็พวกเค้าคงหนีไม่รอดแน่ๆ

“ถ้าเราหาจุดที่มองเห็นได้ทั่วๆล่ะก็เราก็จะเห็นทะเลสาป และก็จะได้รู้ว่าทิศไหนที่เราควรจะไปไง”

“อืม เราก็แค่หลุดออกมาจากทางแค่นิดเดียวแหล่ะน่า ถ้าแค่เราเห็นทะเลสาปทุกอย่างก็เรียบร้อย” ไคเห็นด้วยกับเค้า ส่วนเอริดะถึงจะพยักหน้าแต่ก็ดูลังเลอยู่นิดหน่อย

“เอ้อ จริงด้วย รอแป๊บนะ” โฮปพูดแล้วหยิบก้อนหินคมๆขึ้นมาก้อนนึงแล้วก็ขูดหน้าผาข้างๆเป็นรูปตัว X “โอเค ไปกันเถอะ อย่างน้อยถ้าเราไปผิดก็ยังกลับมาที่นี่แล้วไปทางซ้ายแทนได้”

“ว้าว โฮป! นายฉลาดว่ะ”

“พ่อสอนชั้นไว้น่ะ เค้าบอกว่าถ้าหลงทางในที่ๆไม่รู้จักล่ะให้หาวิธีที่ทำให้มั่นใจได้ว่าจะสามารถกลับมาที่จุดเดิม”

“แหม งั้นก็พ่อเธอน่ะสิที่ฉลาด” เอริดะแซวพร้อมหัวเราะ แต่การที่เพื่อนชมพ่อของเค้าทำให้เค้าปลื้มมากกว่าชมเค้าเองซะอีก

“รีบไปกันเถอะ คนอื่นคงใกล้จะกลับกันแล้ว”

ทั้งสามคนจึงเริ่มเดินต่อไป ถึงแม้ว่ามันยังเป็นเวลาเที่ยงอยู่ แต่แสงในซอกหน้าผานี้ก็มีแค่จางๆเท่านั้น พวกเค้าเดินกันเงียบมากเพราะว่ากลัวมอนสเตอร์ที่หูดีจะได้ยิน ไม่มีใครพูดอะไรแต่ทั้งสามคนก็จับมือกันไว้เดินไปในทางที่ไม่รู้จัก ทำแบบนี้แล้วก็รู้สึกเหมือนจะมั่นใจขึ้น ....

บางส่วนของชะง่อนผาสะท้อนประกายสีน้ำเงินจางๆสวยงาม ถ้าพวกเค้าไม่ได้หลงทางอยู่ล่ะก็จะชื่นชมไปกับความงามของธรรมชาติ แต่ตอนนี้แสงจางๆก็ดูยังกะลางร้ายยังไงไม่รู้ สายลมอุ่นๆพัดผ่ายรอยแยกตามซอกผา

...........โฮปไม่รู้ว่าเค้าเดินมาไกลเท่าไหร่แล้ว หน้าผายังคงทอดยาวต่อไปเรื่อยๆ ขณะนั้นเอง พวกเค้าก็เห็นอะไรสักอย่างคล้ายๆเครื่องจักรในระยะไกลออกไป ทั้งสามหันมามองหน้ากัน พยักหน้า แล้วก็วิ่ง ทุกคนหวังว่าตรงนั้นจะสามารถส่งข้อความออกไปหรือโทรเรียกคนอื่นได้ ถ้ามันเหมือนกับเครื่องใช้ที่บ้านน่ะนะ พวกเค้าก็จะสามารถโทรไปบอกคุณครูได้......แต่พอพวกเค้าเข้าไปใกล้ๆก้พบว่า มันไม่ใช่แบบเดียวกับที่ใช้ในบ้าน มันดูไม่เหมือนอะไรที่เด็กจะใช้เป็นด้วยซ้ำ...

“ลองกดปุ่มดูกันเถอะ”

“อย่าเลย ถ้าเราทำมันพังล่ะก็...” แต่ก็ช้าไปซะแล้ว เอริดะกดที่แผงควบคุม แล้วมันก็ลอยขึ้นมา

“เห็นม้า เราทำได้แหล่ะน่า” เอริดะพูดแบบภูมิใจ แต่ทันใดนั้นไฟบนแผงควบคุมก็ดับลงแล้วเครื่องก็หยุดทำงาน

“อ้าว ไม่ได้ผลเหรอเนี่ย งั้นลองทำแบบที่แม่สนชั้นมั้ยล่ะ” เอริดะชูกำปั้นขึ้นมา ทั้งโฮปและไคต้องรีบจับมือเธอเอาไว้คนละข้าง ทั้งคู่รู้ดีว่าวิธีการแบบที่แม่สอนของเอริดะเป็นยังไง

“ไม่มีทาง!ทำหยั่งงั้นมันก็เจ๊งอ่ะดิ !”

“มีแต่พวกแม่ๆ เท่านั้นล่ะที่เปิดเครื่องต่างๆให้ติดได้ด้วยการทุบน่ะ!”

“งั้นเราจะทำยังไงดีล่ะ?”

“ลองเดินไปอีกนิดแล้วกัน การที่มีเครื่องจักรอยู่แถวนี้อาจจะมีคนดูแลอยู่แถวนี้ก็ได้” ถึงทางจะยังขรุขระอยู่แต่การที่มีความหวังว่ามีคนอยู่ใกล้ๆนั้นทำให้พวกเค้ารีบรุดหน้าต่อ ไป

“เฮ้ นายว่านี่มันอะไรน่ะ?”

พวกเค้าโผล่ออกมาที่อีกฝั่งของอุโมงค์ ตอนที่โฮปเห็นอะไรแปลกลอยอยู่ตรงหน้าเค้า มันคล้ายกับลูกบอลที่ส่องแสงได้ ขนาดของมันประมาณได้กับศรีษะคน มันดูเหมือนกับว่าทำขึ้นจากน้ำเลย แล้วมันก็ลอยโคลงเคลงอยู่หน้าพวกเค้า

“อืมม ดูเหมือนมันไม่ใช่มอนสเตอร์นะ มันไม่ทำร้ายเราหรอก”

“เฮ้ย อย่าจับมันนะ!” โฮปและไคตะโกนขึ้นมาพร้อมกันแต่ก็สายไปแล้ว เอริดะใช้่มือสัมผัสมัน ทันใดนั้นสายลมก็หนาวเย็นขึ้น เมฆบนฟ้าก็เริ่มตั้งเค้าดำทะมึน ละอองน้ำเริ่มโปรยปรายลงมา แล้วก็กลายเป็นฝนห่าใหญ่ ตอนนี้พวกเค้ารู้แล้วว่าลูกบอลนั้นคืออะไร มันคือเครื่องควบคุมฝน แล้วพวกเค้าก็วิ่งเข้าไปในอุโมงค์เพื่อหลบฝน

“เอาน่า อย่างน้อยตอนนี้เราก็รู้แล้วว่าต้องไปทางไหน เค้าบอกว่ามีเครื่องทำฝนหรืออะไรสักอย่างใกล้ๆกับทางสายรุ้งใช่ม้า? งั้นก็แปลว่ามันอยู่อีกฝั่งนึงของผานี่ไง”

“ก็ฟังดูดีนะ.....แต่กับฝนนี่ล่ะจะเอาไง?”

โฮปกำลังจะห้ามทั้งสองคนไม่ให้เถียงกัน แต่แล้วเค้าก็นึกขึ้นมาได้ ที่เจ้าหน้าที่นักวิจัยคนนั้นพูดเอาไว้ตอนอยู่ที่ทางสายรุ้ง "มีมอนสเตอร์ที่ชอบฝนอยู่เหมือนกันนะคะ" .....งั้นที่นี่ก็คือบริเวณที่มีไว้เพื่อศึกษามอนสเตอร์ประเภทนั้นน่ะสิ

เราต้องไปทำให้ฝนหยุดตกโฮปคิดแล้ววิ่งไป แต่แทบจะทันทีที่วิ่งออกมา เขาก็หยุดและค่อยถอยไปช้าๆ ด้านหน้าเค้ามีมอนสเตอร์คล้ายกบสีเหลืองอยู่ ข้างหลังมันก็มีอยู่เป็นฝูงเลยด้วยสีต่างๆกัน มันมีกรงเล็บแหลมคมที่ปลายตีนด้วย โฮปรู้สึกกลัว เค้าหันหลังวิ่งหนีแต่ก็สะดุดขาตัวเองล้มลง เค้ารู้ว่าเค้าต้องรีบหนีแต่ก็ยืนไม่ขึ้น แล้วเค้าก็ได้ยินเสียงร้องจากข้างหลัง ข้างๆ เอริดะก็มีมอนสเตอร์เช่นกัน เสียงของเธอดังสุดๆจนแสบแก้วหู โฮปหวังนิดๆว่ามอนสเตอร์จะตกใจเสียงนี้และล่าถอยไป

เจ้าสัตว์ประหลาดหยุดชะงักไปเพียงชั่วครู่....มันไม่มีทางอยู่แล้วที่สัตว์ประหลาดจะหนีไปเพียงเพราะเสียงร้องของเด็ก แล้วมันก็เคลื่อนที่เข้ามาใกล้ โฮปเห็นเขี้ยวคบกริมเรียงเป็นแถวในปากของมัน ถูกกินแน่ โฮปคิด

เค้าหลับตาลงพร้อมขดตัวจนกลมดิก....แต่ก็ไม่รู้สึกว่ามอนสเตอร์จะโจมตีเค้าซะที เค้าจึงค่อยๆลืมตาขึ้น ฝนหยุดแล้ว มอนสเตอร์กำลังล่าถอยจากไป ต้องมีใครบางคนบังคับเครื่องควบคุมฝนให้ฝนหยุดตก

“ฟัลชี่ที่นี่ควบคุมฝนนี่นา....”บางทีฟัลชี่อาจจะเป็นคนช่วยพวกเค้าไว้ก็ได้

“ดูนั่น! เรือเหาะนี่!” เอริดะร้อง

ไครีบตะโกนส่งเสียงเรียก พวกเค้าเห็นเรือเหาะผ่านรอยแยกของหน้าผา บางทีมันอาจจะกำลังออกหาพวกเค้าอยู่ แล้วมันก็หยุดบินวนอยู่กลางอากาศ ฟัลชี่ต้องเป็นคนเรียกเรือเหาะมาช่วยพวกเค้าแน่ๆ ไควิ่งออกมาพร้อมกับโบกมือและตะโกนเสียงดัง

“ลุกไหวมั้ย?” เอริดะช่วยฉุดเค้าให้ยืนขึ้น โฮปมองไปรอบๆแต่เค้าไม่เห็นนักจิวัยสักคนหรืออะไรที่ดูจะเป็นฟัลชี่ได้เลย

“เร็วเข้า โฮป!” โฮปพยักหน้ารับเสียงเรียกของเพื่อนแล้วก็วิ่งตามไปพร้อมๆ กับโบกมือไปด้วย

พอขึ้นไปบนเรือเหาะพวกเค้าก็ถูกจับไปซักถามแยกห้องกันว่าเกิดอะไรขึ้น ต่อจากนั้นก็เป็นคุณครูที่เข้ามาต่อว่า ว่ามอนสเตอร์ในซันเรสน่ะอันตรายขนาดไหน

แล้วไคก็ได้กล้องของเล่นของเค้าคืนมาอย่างน่าอัศจรรย์ เจ้าหน้าที่นักวิจัยพบมันหล่นอยู่ตอนที่เก็บกวาดพื้นที่แล้วก็นำมาส่งให้ที่ เรือเหาะ ความจริงแล้วทั้งสามคนไม่จำเป็นต้องออกไปหาเลยแท้ๆ พวกเค้าควรจะนั่งรอจนหมดเวลาพัก

ชั้นไม่น่าพูดเลยว่ากลับไปหากล้องกันเถอะ โฮปคิด เค้ารู้สึกผิด ไม่รู้เหมือนกันว่าไคกับเอริดะคิดอะไรอยู่ แต่ก็ดูเหมือนทั้งสองคนไม่ได้โกรธเค้าเลย

“ฟัลชี่ช่วยหยุดฝนให้พวกเราเหรอคะ?” เอริดะถามคุณครู เธอคงจะคิดแบบเดียวกับเค้า มีแต่ฟัลชี่เท่านั้นที่จะหยุดฝนแบบนั้นได้

“คงจะเป็นเจ้าหน้าที่นักวิจัยที่ควบคุมมันอยู่ที่สถานีอื่นน่ะ แต่ดูเหมือนจะเป็นฟัลชี่นะ ที่ตัดสินใจให้หยุดเครื่องผลิตฝน”

แล้วก็ไม่ใช่ฟัลชี่เหมือนกันที่เป็นคนเรียกเรือเหาะ มันเป็นเพราะเอริดะไปกดแผงควบคุมอันนั้นตะหากถึงทำให้เจ้าหน้าที่รู้ว่ามี ใครบางคนเปิดเครื่องจักรขึ้นที่บริเวณนี้ แล้วก็เลยรู้ว่ามีคนบุกรุกเข้าไปใน"หุบเขาฝน"

“เค้าบอกว่ามันต้องใช้ฝีมือมากๆ เลยนะ การลงจอดที่นี่น่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะนักบินเค้าเชี่ยวชาญมากล่ะก็พวกเราคงจะยังเดินหลงทางอยู่ในหุบเขาอยู่เลย.....เดี๋ยวเราน่าจะไปขอบคุณนักบินกันนะ ”

ในที่สุดพวกเค้าก็ได้กลับมานั่งที่

“ไค....เอ่อ” ขอโทษนะที่ทำให้พวกเราต้องเจอเรื่องยุ่งๆ โฮปอยากจะพูดแบบนี้

“ที่ทำไปน่ะเจ๋งชะมัดเลย” ไคหัวเราะ ตบหลังเค้าเบาๆ โฮปพยักหน้าแล้วก็ยิ้ม

“ไค! ตั้งกล้องเร็วเข้า!” เอริดะชี้ออกไปนอกหน้าต่าง ตอนนี้ก็เย็นแล้ว มีประะกายแสงมากมายสะท้อนแสงอาทิตย์ที่กำลังจะเลือนหายไป มันเป็นแสงของแม่น้ำที่อยู่ข้างๆ รันเวย์เรือเหาะของซันเรส ไครีบเก็บภาพอย่างรวดเร็ว สุดท้ายเนื้อที่ความจุของกล้องก็หมดลง แล้วก็มีสัญญาณเตือนว่าข้อมูลกำลังถูกส่งออกไป ภาพที่ไคสัญญาไว้กับฮัล รูปสุดท้ายนั่นเป็นรูปของยามค่ำคืนที่ซันเรส

ที่มา : taepoppuri

เว็บไซต์หลักของ Final Fantasy XIII ฝั่งทวีปอเมริกาเหนือ ได้อัพเดทข้อความลึกลับที่เรียกว่า "Anagram" ลงไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งเจ้าข้อความนั้นมีความว่า "A Henchmen Inventor Tent Unto" ฟังดูแล้วก็ไม่รู้ว่ามันเป็นภาษาอะไรหรือหมายถึงอะไร แต่ที่แน่ๆ มันต้องไม่ใช่ข้อความธรรมดา หากแต่เป็นรหัสปริศนาที่รอยอดนักสืบมาเปิดเผย

หลังจากสาส์นดังต่อได้ถูกแพร่กระจายออกไปทั่วโลกไซเบอร์ แฟนๆ Final Fantasy XIII ในบอร์ดต่างๆ ทั้งหลายก็ได้ช่วยกันถอดความดังกล่าวออกมา ก็มีคนแกะเป็นข้อความประหลาดๆ มากมาย ซึ่งมันก็ไม่น่าจะใช้ทั้งนั้น จนมาถึงข้อความของคนหนึ่งที่เขาเอาตัวรหัสอักษรดังกล่าวไปสลับเป็นข้อความใหม่ได้ว่า "Announcement Nov Thirteenth" หรือ "ประกาศวันที่ 13 พ.ย." ทุกๆ คนจึงเห็นพ้องต้องกันว่านี่น่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายที่ถูกต้องที่สุดสำหรับการถอดรหัสอันนี้แน่

จะเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 13 พฤศจิกายน.... รหัสดังกล่าวจะถอดออกมาได้ถูกต้องแล้วหรือไม่ ไว้ดูกันศุกร์หน้าครับ!

ป.ล. ส่วนใหญ่เดากันว่า จะมีการประกาศวันวางจำหน่ายเกมในวันที่ 13 นั่นแล

หลังจากที่ผมได้ปล่อยให้ Winning Eleven ยึดพื้นที่หัวข่าวมา 1 วันเต็ม ก็ถึงเวลาที่จะเอาข่าว FFXIII ที่แอบลักพาไปซ่อน กลับขึ้นมาไว้ที่บนหน้าข่าวกันซักที โดยข่าวล่าสุดนั้นมีที่มาจากนิตยสาร VJump ฉบับล่าสุดที่พึ่งจะวางจำหน่ายที่ญี่ปุ่นไปสดๆ ร้อนๆ เนื้อหาข่าวได้กล่าวถึงการเปิดเผยสัตว์อสูรประจำตัวของโฮป ซึ่งก็คืออสูร Alexander เจ้าของธาตุศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง ขณะที่อีกหน้าหนึ่งก็เผยถึงระบบการขี่โจโคโบะในโลกพัลส์ ซึ่งเจ้านกสีเหลืองภาคนี้ก็มีหน้าตาเหมือนแม่ไก่ซะเหลือเกิน ใครใคร่ชอบก็ชอบ ใครใคร่ชังก็ชังครับแบบนี้

นอกจากนี้ในส่วนท้ายของรูปแรก ยังมีการเปิดเผยภาพวิวริมทะเลสาบซันเรส รวมทั้งป่าซันเรสที่พวกโฮปเคยไปทัศนศึกษากันด้วย ดูแล้วแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าจะยังมีสถานที่สวยๆ แบบนี้อยู่ในโลกของโคคูนด้วย

สุดท้ายในสแกนหน้าแรกส่วนล่าง ยังมีลงข่าวไว้ว่าใครที่ซื้อ FFXIII จะได้แคมเปญโค้ดของ FFXIV ซึ่งเป็นรหัสผ่านเอาไว้ใช้เพื่อเข้าร่วมการทดสอบเกม FFXIV งานนี้ไม่รู้ว่าจะแจกเฉพาะแผ่นโซน 2 รึเปล่า ไว้ต้องติดตามกันครับ

ป.ล. ภาคนี้ชื่อ Alexander เขียนด้วยคาตาคานะว่า A-le-ki-sa-n-da ไม่เหมือนปกติที่เขียน A-le-ku-sa-n-da

ที่มา : FF-Reunion

บูชาความเมพกับ Winning Eleven 2010

posted on 06 Nov 2009 15:13 by ffplanet

คำกล่าวหนึ่งบอกไว้แต่โบราณ อันชายใดไม่เล่นวินนิ่ง ชายนั้นหาได้เป็นยอดชายไม่.....

.......................................................................................................................

หลังจากที่ Winning Eleven 2008 หน้าปกเจ๊ดโด้บรรลัยกัลป์ได้สร้างความทุกข์ระทมให้กับผมด้วยระบบออนไลน์อันกากตด เหตุเพราะผมเล่นไปก็แลคไป บอลอยู่ตำแหน่งนึง แต่ภาพลูกบอลที่ปรากฏให้ผมเห็นดันดีเลย์ไปอยู่อีกตำแหน่งหนึ่ง ทำให้ผมต้องสวมวิญญาณนิวไทป์เข้าเล่น ถึงแม้การสำแดงเพลงแข้งของผมเพื่อต่อสู้กับเหล่าวินนิ่งเออร์จากทั่วเอเชียจะเป็นไปอย่างสูสี แต่ไอ้อาการแลค อาการดีเลย์ที่ว่า มันก็ทำให้เกมเสียอรรถรสไปมากเหลือหลาย จนแทบจะไม่เป็นเกมเอาซะเลย

ในปีถัดมา ผมจึงเปลี่ยนไปคบหากับ Pro Evolution Soccer 2009 ซึ่งถือเป็นเครือญาติหนึ่งของเกมสิบเอ็ดผู้มีชัย ด้วยความหวังว่าระบบออนไลน์ของทางโปรฯ นั้นมันจะดีกว่าวินนิ่ง แต่หารู้มั้ยว่าในที่แห่งนี้ ในการฟาดแข้งออนไลน์กับเหล่าวินนิ่งเออร์จากทั่วยุโรปนี้ ผมได้พบประสบการณ์แลคนรกจนแทบจะเล่นไม่ได้ แล้วก็แทบจะต้องเขวี้ยงคอนโทรลเลอร์ทิ้งกันเลยทีเดียว

ดังนั้นในปีล่าสุดนี้ เมื่อ Winning Eleven 2010 ได้ออกวางจำหน่าย ผมจึงได้กลับไปซื้อเกมแบรนด์นี้อีกครั้ง ด้วยความหวังว่าขอให้เซอร์เวอร์มันแลคน้อยลงซักกะนิดก็ยังดี ผมเฝ้าสวดภาวนาเช่นนั้นทุกวันจนถึงวันที่เกมจำหน่าย..

การเล่นออนไลน์ของเกมภาคนี้มีความสะดวกดีขึ้นมากเหลือเกิน จากเดิมที่เหล่าวินนิ่งเออร์ทั้งหลายต้องมานั่งตั้งค่าพอร์ทอะไรให้ยุ่งยาก มาถึงภาคนี้แต่ปรับเป็นออโต้ก็จบ แล้วจากเดิมที่ต้องสมัคร Konami ID และเอารหัสที่อยู่ภายในกล่องมาลงทะเบียนเพื่อสมัคร Account ของเกมแล้ว ความยุ่งยากดังกล่าวได้มลายสิ้นไปจนหมด บัดนี้เพียงเราใส่แผ่นเกมเข้าไป แล้วกดเล่นโหมดออนไลน์ เราก็จะเข้าสู่การออนไลน์ฟาดแข้งกับคนทั่วเอเชียได้โดยไม่ต้องลงทะเบียนบ้าบออะไร

ที่สำคัญคือ... การโหลดข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการกดดู Profile ของวินนิ่งเออร์คนอื่นๆ การกดดู Room ทั้งหมด การตั้งห้อง การเข้าและออกจากเกม ทุกอย่างทำได้ไหลลื่นรวดเร็วเหนือกว่าภาคที่ผ่านๆ มาอย่างเห็นได้ชัด

และเหนือสิ่งอื่นใด ทันทีที่ผมได้ลงฟาดแข้งออนไลน์แมตช์แรกกับญี่ปุ่น เมื่อโยโรชิขุ โอเนไกชิมัซกันเรียบร้อยแล้ว ขาของผมที่สัมผัสอยู่บนฟลอร์หญ้าก็สัมผัสได้ถึงความแตกต่าง ผมไม่รู้ว่านั่นเป็นความรู้สึกที่คิดเองรึเปล่า ทว่าวินาทีที่ผมเริ่มออกวิ่ง และทะยานเข้าไปตัดบอลจากฝ่ายตรงข้ามได้ ผมก็รู้ว่าผมไม่ได้ฝันไป...

ความรู้สึกที่ผมสัมผัสได้ก็คือ........ "มันลื่นครับ"

ไม่มีอาการหน่วงอีกต่อไปแล้ว.... ไม่มีการดีเลย์อีกต่อไปแล้ว.....

เกมเพลย์ดำเนินไปอย่างไหลลื่น ราวกับเล่นอยู่บนเครื่องเดียวกัน....

=[]=!! "....เมพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพ!!!!!!!!!!!!!..............."

ผมสุขอุราราวกับไม่เคยมีความสุขขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ความสุขนั้นทำให้ผมโลดเล่นเฉิดฉายไปบนสังเวียนฟาดแข้งได้อย่างเต็มที่ จากนั้นผมก็เล่นยาว.... ไปเลิกอีกทีเอาตอนเช้าหลังจากฟาดแข้งไปแล้ว 7 แมตช์

ถ้าไก่ไม่ขันผมก็คงไม่ได้เลิกเล่นครับ.... นี่แหละคือพลานุภาพที่แท้จริงของอารยธรรม Winning Eleven

ผลการแข่งออนไลน์ 7 นัดแรก ผมชนะไป 4 เสมอ 2 แพ้ 1

แมตช์ที่แพ้คือ.... ดันใส่เสื้อสีขาวเหมือนกันทั้งสองฝั่ง แล้วก็เล่นกันแบบมึนๆ ด้วยกันทั้งคู่ ผมเผลอไปส่งบอลให้เค้าบ้าง เค้าเผลอส่งบอลให้ผมบ้าง อนาถกันสุดๆ แต่แล้วก็เป็นอีกฝ่ายที่ส่งบอลมั่วๆ เข้าไปตุงตะข่ายของผมได้ เจ้าตัวเค้าก็ยอมรับครับว่ามันเป็นลูกฟลุ้ค ผมเองก็รู้ดีแก่ใจครับว่ามันฟลุ้ค ถึงจะอยากแก้คืน... แต่ก็แก้ไม่ได้ครับ พอส่งบอลไปหาคนที่ใส่ชุดสีขาวเหมือนกัน มันก็ดันเป็นอีกฝ่ายซะงั้น ม่ายยยย

หลังจากนี้ผมก็คงจะเล่นวินนิ่งต่อไปอีกทุกๆ คืน ในฐานะของวินนิ่งเออร์คนหนึ่งที่มีความภักดีต่อซีรียส์นี้อย่างแรงกล้า ใครที่อยากมาโม่แข้งกับผม ก็ต้องรีบไปหา Winning Eleven 2010 มาเล่นกัน แล้วไว้มาดูกันครับว่าไอ้เจ๊ตโด้ของ ID BoN_Final จะตะลุยกำแพงระดับโลกไปได้ซักแค่ไหน....!!

นี่เป็นรวมเทรลเลอร์เด่นๆ ที่ออกมาตั้งแต่ปลายปี 2002 จนถึงปัจจุบันนะครับ จริงๆ ก็อยากจะรวมมันให้ครบทุกภาค แต่พิจารณาไปมาแล้วบางภาคมันก็ไม่มีเทรลเลอร์ไหนที่ดูน่าถูกใจเลยซักอัน ผมก็เลยคัดมาแต่อันที่คิดว่าคนที่เคยดูมาก่อนน่าจะชอบใจกัน ดูเสร็จแล้วก็อย่าลืมไปโหวตเทรลเลอร์ที่ชอบที่สุดที่มุมซ้ายล่างของเว็บด้วยนะครับ แล้วมาดูกันว่าเทรลเลอร์ของภาคไหนจะกระแทกใจผู้ชมได้มากที่สุด ^^!
 
Final Fantasy X-2


Final Fantasy X-2 International + Last Mission


Final Fantasy VII -Advent Children-


Crisis Core -Final Fantasy VII-


Dirge of Cerberus -Final Fantasy VII-


Final Fantasy XII


Final Fantasy XII -Revenant Wings-


Final Fantasy III


Final Fantasy IV


Final Fantasy VII -Advent Children Complete-


Dissidia -Final Fantasy-


Final Fantasy Crystal Chronicles -The Crystal Bearers-


แถมพิเศษอีกตัว...เป็น TVCM ของ The Crystal Bearers ตัวล่าสุดที่พึ่งฉายครับ


Final Fantasy XIII


และปิดท้ายด้วยเทรลเลอร์เกมที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับ FF แบบแอบๆ....ซึ่งก็คือ Subarashiki Kono Sekai เกมที่ผมชอบที่สุดนั่นเอง


ดูจบแล้ว...รำลึกความแก่ เอ้ย..ความหลังกันเรียบร้อยแล้ว....

อย่าลืมไปโหวตเทรลเลอร์ที่ชอบที่สุดด้วยครับ~..... (ให้คะแนนจากเทรลเลอร์นะครับ...ไม่ใช่ตัวเกม~...)

มาต่อกันกับบทแปลนิยาย Final Fantasy XIII : Episode Zero -Promise- ตอนที่ 2-3 ที่เผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์หลักของตัวเกม เนื้อหาดังกล่าวได้รับการแปลภาษาอังกฤษโดย http://mushinoko.livejournal.com/ และงวดนี้คนที่แปลเป็นภาษาไทยอีกต่อก็คือ BoN.... ไปดูกันเลยว่าเนื้อหามันจะยาวเหยียด ทรมานใจคนแปลซะแค่ไหน

=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=

ตอนที่ 3 มุมมองของโฮป

เสียงภายในเรือเหาะดังอื้ออึงขึ้นด้วยความตื่นตาตื่นใจ ที่เบื้องล่างของพวกเขานั้นประกายแสงสีขาวได้ส่องระยับขึ้นจากผิวน้ำของทะเลสาบ มันส่องแสงแวววับ ทุกๆ สิ่งล้วนปกคลุมไปด้วยสีเขียวเฉดต่างๆ พวกเขาพึ่งบินผ่านเขตที่พักอาศัยของซันเรส ซึ่งถัดไปก็จะเป็นผืนป่าที่กว้างใหญ่ที่สุดในโคคูน

"นั่นคือทะเลสาบเชล่าใช่มั้ยน่ะ"

"เฮ้... ต้นไม้ใหญ่ด้านโน้นคืออะไรเหรอ"

"นั่นเป็นภูเขาใช่รึเปล่า?"


เสียงของเด็กๆ เหล่านั้นดังกระหึ่มขึ้นมาก จนแทบจะทลายกระจกยานเหาะได้เลยทีเดียว

"เอาล่ะ ทุกคนช่วยเงียบกันได้แล้วนะ!"

เสียงของคุณครูดังกึกก้องขึ้นรอบพวกเขา ด้วยความเจนจัดที่ต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้มากว่าสิบปีแล้ว ทำให้คุณครูคนดังกล่าวไม่มีแม้แต่จะกระพริบตาเพื่อแสดงความแปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทว่าสตาฟฟ์ของเรือเหาะนั้นกลับมองเด็กๆ ด้วยความแปลกใจ ปกติแล้วเรือลำนี้จะให้โดยสารแก่ลูกค้าที่มีกำลังทรัพย์จ่ายพวกเขาในราคาสูง นั่นจึงหมายความว่าสตาฟฟ์เหล่านี้เคยดูแลแต่คนจากคนจากรัฐบาลที่เดินทางไปเจรจาธุรกิจสำคัญๆ เท่านั้น การได้มาดูแลเด็กๆ ในที่แบบนี้จึงเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนื่อความคุ้นชินของพวกเขา

การจะเข้าไปในเขตอนุรักษ์ธรรมชาตินั้นต้องเดินทางผ่านทางเข้าพิเศษซะก่อน ซึ่งที่นั่นก็มีการจ้างพลเรือนมาทำงานชั่วคราวเวลามีทริปในแต่ละครั้ง ด้วยเหตุนี้ทางสตาฟฟ์ของเรือเหาะจะได้มาที่นี่เพียงแค่สองครั้งต่อปีเท่านั้น นั่นจึงทำให้พวกเขาไม่ค่อยคุ้นกับที่นี่มากนัก

ยานเหาะนั่นค่อยๆ ลดระดับเพดานบินลงมา และทะเลสาบเชล่าจึงใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ภาพวิวผิวน้ำของทะเลสาบเริ่มเข้ามาปกคลุมเต็มบานกระจก และเด็กๆ ก็เริ่มพูดคุยกันอย่างตื่นเต้นอีกครั้ง ตอนนั้นเองคุณครูจึงเริ่มปรบมือและพูดเสียงดังขึ้นว่า "ตั้งใจฟังนะคะ!" ก่อนที่เสียงของทุกๆ คนจะเงียบลง

"ยานเหาะกำลังจะลงจอดแล้ว เราคงไม่ลงจอดเทียบข้างทะเลสาบกัน แต่จะไปจอดที่จุดจอดยานที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้งานชั่วคราว ทุกคนไม่ต้องกังวลนะคะ ถ้าใครเข้าใจแล้วให้ยกมือขึ้นค่ะ!"

"ค้าบบบ!" เสียงประสานของเด็กทุกคนดังขึ้นพร้อมกับมือที่ถูกยกขึ้นอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในตอนนั้นเองโฮปก็ได้ยินเสียงเพื่อนชายที่นั่งอยู่ข้างๆ ตัวเขาดังขึ้นว่า "โอ้ ว้าวววว..." นั่นคือเสียงของไคนั่นเอง โฮปยังคงยกมือของเขาขึ้นสูงและถามเพื่อนคนนั้นไปอย่างเบาๆ ว่า

"มีอะไรเหรอ?"

"การลงจอดในที่ๆ ไม่มีลานบินน่ะเป็นเรื่องที่ยากสุดๆ เลยนะ"

"เหอ?"

"และยานเหาะลำนี้มันก็ใหญ่ไม่ใช่น้อยเลย เฉพาะนักบินที่เชี่ยวชาญมากเท่านั้นแหละถึงจะลงจอดในที่แห่งนี้ได้"

ที่จริงแล้วโฮปก็ไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่ไคพูดเท่าไหร่นัก ไคเองต้องการเป็นนักบินของกองทัพเมื่อเข้าโตขึ้น ดังนั้นเขาจึงรอบรู้เรื่องพวกนี้มากพอควร ตรงข้ามกับโฮปที่ไม่ได้รู้อะไรกับเค้าเลย แต่ถ้าไคพูดว่านักบินจะต้องเก่งมากๆ แน่ๆ มันก็คงเป็นความจริงแหละนะ

"เธอสองคนกำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่น่ะ?" เอริดะที่ยืนอยู่ข้างๆ ตัวไคถามขึ้น

"พูดดังไปแล้ว" ไคหันไปพูดกับเธอด้วยหน้านิ่วคิ้วขมวด เอริดะนั้นเป็นคนที่ร้องเพลงเก่งที่สุดในห้อง แต่ขณะเดียวกันเธอก็เป็นคนที่เสียงดังที่สุดด้วย

พวกเขาได้รู้จักกันตั้งแต่ช่วงพิธีปฐมนิเทศในตอนที่เข้าโรงเรียนประถมมาครั้งแรก คุณครูก็ได้จัดให้พวกเขาอยู่ด้วยกัน แล้วพวกเขาก็เลยนั่งเกาะกลุ่มกันในห้องเรียน จนค่อยๆ สนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ และก็มักทำอะไรด้วยกันอยู่เสมอ

พวกเขาอาจมีความสนใจ ความชอบ และนิสัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่บางครั้งความใกล้ชิดสนิทสนมในภายนอกก็เป็นสิ่งที่อยู่เหนือความนึกคิดภายในจิตใจ พวกเขาอยู่อย่างใกล้ชิดกัน และมักกลับบ้านด้วยกันอยู่เสมอ โฮปกับเอริดะนั้นเป็นลูกโทนของครอบครัว แต่ไคนั้นมีน้องชายที่อายุน้อยกว่าเขา 3 ปี น้องคนนั้นมีชื่อว่าฮัล พวกเขาทั้งสี่คนชอบเล่นด้วยกันประจำ เวลาผ่านไปหลายๆ ปี แต่พวกเขาก็ยังได้เรียนอยู่ห้องเดียวกันประจำ ถึงแม้จะไม่ได้นั่งติดกัน แต่เวลาได้ออกเดินทางไปไหนหรือเวลามีเหตุการณ์อะไร พวกเขาก็จะจับกลุ่มกันแบบนี้แหละ

"เขาบอกว่านักบินต้องเจ๋งมากๆ น่ะ" โฮปเอื้อมตัวเข้าหาเอริดะเพื่อกระซิืบหูของเธอ

"เจ๋ง? หมายความว่าไงน่ะ?" เอริดะเอียงคอของเธอไปด้านข้างเพื่อแสดงความสงสัย ไคเลยพยายามจะอธิบายรายละเอียดให้เธอฟัง แต่คุณครูก็พูดขัดขึ้นมาเสียก่้อน

"นี่ พวกเธอตรงนั้นน่ะ! หยุดคุยและเอามือลงได้แล้ว"

ในตอนนั้นมีเพียงพวกเขาสามคนเท่านั้นที่ยังคงยกมือขึ้นค้างไว้กลางอากาศ พวกเขารีบเอามือลงด้วยความเขินอาย ก่อนที่เสียงขำขันของทุกๆ คนจะดังขึ้น

"ทั้งหมดเป็นความผิดของพวกนายนั่นแหละ!" เอริดะพูดด้วยใบหน้าที่มุ้ยตุ้ย ในตอนนั้นเองทิวทัศน์ด้านนอกก็หยุดนิ่งลง พวกเขาไม่รู้สึกถึงความสั่นสะเทือนเลยแม้แต่น้อยในตอนที่ยานลงจอดกับพื้นดิน แม้ว่าโฮปจะไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับเรือเหาะ แต่กระทั่งเขาก็ยังสามารถบอกได้ว่านักบินคนนี้เยี่ยมยอดทีเดียว

"ยอดเลย เห็นมั้ยล่ะ?" ไคพูดราวกับว่าเขาเป็นคนเอายานลงจอดซะเอง

สิ่งแรกที่สายตาของเด็กทุกคนต้องจับจองหลังจากที่พวกเขาได้ก้าวลงมาจากยานเหาะก็คือสภาพพื้นดินใต้เท้าของพวกเขาพวกเขาไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลย ที่พาลัมโพลัมนั้นเต็มไปด้วยถนนลาดยางอยู่ทุกหนแห่ง กระทั่งในสวนสาธารณะก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่าดินให้เห็นเพียงแค่หย่อมเล็กๆดังนั้นตอนนี้พวกเขาจึงรู้สึกแปลกใจกับสิ่งที่อยู่ใต้เท้าของพวกเขามาก แต่เมื่อพวกเขามองไปรอบๆ ดีๆ พวกเขาก็ยิ่งแปลกใจมากขึ้นไปอีก แค่หญ้ากับต้นไม้ก็แปลกมากพอแล้ว แต่นี่พวกเขาอยู่ท่ามกลางหมู่พืชพันธู์และก้อนหินน้อยใหญ่ พวกเขาไม่เคยอยู่ท่ามกลางความเีขียวขจีเท่านี้มาก่อนเลย

"เอาล่ะ ทุกคนฟังนะคะ! ใครจำกฎในการเที่ยวทริปที่ครูสอนไปเมื่อวานนี้ได้บ้าง?"

ทุกคนยกมือขึ้นพร้อมกัน

"โอเค งั้นอะไรคือ 'ข้อห้าม' สามอย่างคะ ไหนทุกคนพุดพร้อมกันสิคะ!"

"ห้ามวิ่ง ห้ามเล่นกัน และห้ามผลักกัน"

"ดีมากค่ะ! ที่นี่ไม่เหมือนในเมืองนะคะ มันค่อนข้างลื่นดังนั้นทุกคนจึงไม่ควรวิ่ง มอนสเตอร์ที่นี่ก็ซุ่มกันเงียบมาก ถ้าพวกเธอตะโกนหรือทำเสียงดังขึ้นมา พวกมันจะตกใจและอาจเข้ามาทำร้ายพวกเธอได้ ฉะนั้นอยู่กันอย่างเงียบเชียบเอาไว้ เข้าใจนะคะ?"

ที่จริงนับตั้งแต่ตอนที่พวกเขารู้ว่าได้รับเลือกให้มาทริป ก็มีการพูดเรื่องพวกนี้ให้ฟังไปหลายครั้งแล้ว พวกเขารู้ดีว่าการบอกให้เด็กๆ เงียบนั้นบางทีมันอาจไม่ได้ผลอะไรเลย ก็เลยต้องมีการพร่ำสอนกันหลายครั้งจนกว่าจะจำฝังเข้าไปในหัวได้ มีการส่งทหารเข้าไปขับไล่มอนสเตอร์อันตรายให้พ้นไปจากเส้นทางที่เด็กๆจะเข้าไปสำรวจแล้ว พวกที่เหลืออยู่ก็คือมอนสเตอร์ที่อยู่กันอย่างเงียบๆ เชื่องๆ ซึ่งก็มีการห้ามพวกมันไม่ให้เข้าไปยุ่งกับแขกผู้มาเยือนอยู่ดี

การทำแบบนี้เป็นอะไรที่กินเวลามากกว่าฆ่ามอนสเตอร์เยอะเลย แต่ที่ซันเรสนั้นเค้ามีการศึกษาเรื่องมอนสเตอร์ พวกเขาจึงไม่ฆ่ามอนสเตอร์กัน โฮปได้ยินมาจากพ่ออย่างนั้นน่ะนะ

"และมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ทุกคนต้องจำให้ดี ที่นี่มีห้วยลึกและหน้าผาที่อันตรายมากมาย วันนี้พวกเขามีเตรียมยกพื้นและเชือกไว้ให้กับพวกเรา แต่เฉพาะในเส้นทางที่กำหนดไว้เท่านั้นนะคะ ดังนั้นทุกคนห้ามออกนอกเส้นทางสำรวจเด็ดขาด! ทีมนักสำรวจจะนำทางเราเอง ทุกคนต้องฟังทุกสิ่งที่พวกเขาพูดให้ดี เข้าใจนะคะ?"

ทุกคนยกมือขึ้นในขณะที่โฮปจ้องมองไปยังเส้นทางที่พวกเขาต้องเดินทางไป เบื้องหลังป่าทึบนั้นมีเชิงหน้าผาสูงชัน และหินที่ดูคมอยู่มากมาย เขาเริ่มรู้สึกกังวลเล็กๆ กับการเดินเข้าไปในสถานที่ๆ ว่ากันว่า "โคตรอันตราย"

ตามแผนที่วางไว้ตั้งแต่แรก พวกเขาจะเดินทางจากทะเลสาบเชล่าผ่านไปยังเส้นทางสายรุ้ง จากนั้นก็เดินท่องเข้าไปในป่าก่อนที่จะเดินทางกลับ เมื่อเดินกลับมาถึงทะเลสาบก็จะรับประทานอาหารกลางวันกัน จากนั้นก็เป็นช่วงเวลาอิสระ โฮปคิดว่าเค้าน่าจะให้เฉพาะคนที่อยากเดินได้เดิน ส่วนใครที่ไม่อยากเดินก็น่าจะให้พักอยู่ที่นี่น้า~

บริเวณลุ่มทะลสาบเชล่านั้นแลดูงดงามมาก มีดอกไม้หลากสีสันต์งอกเงยขึ้นไปทั่ว ใกล้ๆ นั้นยังมีต้นไม้ใหญ่หลายต้น ซึ่งมันได้ให้ร่มเงาที่ดูร่มเย็นและเงียบสงบทีเดียว

โฮปนั้นชอบเล่นอยู่ในที่ร่มมากกว่าการออกไปวิ่งเล่นด้านนอก เขาชอบการเล่นเกมอยู่บ้าน หรือไม่ก้อไปบ้านไคเพื่อดูภาพอาวุธและเครื่องจักรต่างๆ โชคร้ายที่ไคกับเอริดะเป็นพวกชอบออกไปเล่นข้างนอกบ้าน ดังนั้นพวกเขาเลยจะเล่นในบ้านเฉพาะวันที่ฝนตก และวันที่ฮัลรู้สึกป่วยจนออกไปเล่นนอกบ้านไม่ไหวเท่านั้น

"เอาล่ะ จากนี้ไปเราจะแบ่งกลุ่มกัน เนื่องจากทางเดินนั้นค่อนข้างแคบ ดังนั้นให้ทุกคนจัดแถวตอนเรียงเดี่ยวค่ะ"

แต่ละกลุ่มจะมีนักสำรวจคอยนำทางให้ พวกเขาไม่เหมือนกับพวกครู นักสำรวจนั้นไม่ชินกับการที่ต้องตะเบ็งเสียงหรอกนะ พวกเขาจึงต้องมีโทรโข่งอันเล็กติดตัวกันไว้คนละอัน

แถวเดินของเด็กๆ ค่อยๆ เคลื่อนที่ไปอย่างเชื่องช้า แต่ละแถวจะมีคนอยู่เกือบร้อยคน ทำให้มันดูยาวพอควร

"ดอกไม้พวกนี้สวยจังเลย" เอริดะเอื้อมมือของเธอไปยังดอกไม้สีแดงอ่อน แต่โฮปกลับหยุดเธอไว้

"ไม่ได้นะ เค้าบอกว่าห้ามเราหยิบจับพืชพันธุ์ใดๆ ทั้งนั้น เค้ายังบอกอีกว่ามันจะทำให้ผื่นขึ้นได้ด้วย"

"รู้แล้วน่า ฉันก็แค่จะถ่ายภาพเท่านั้นแหละ" เอริดะพูดพลางหยิบกล้องถ่ายรูปเด็กเล่นของเธอออกมาจากกระเป๋า

"คุณแม่จะชอบภาพดอกไม้มั้ยนะ..."

โฮปหยิบกล้องเด็กเล่นของเขาขึ้นมา กล้องนั่นจะส่งข้อมูลออกไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งก็เหมาะกับสถานการณ์เช่นนี้มาก เมื่อเทียบกับกล้องทั่วไปแล้ว กล้องของเล่นจะมีความจุข้อมูลน้อยกว่า เมื่อไหร่ที่เราใช้ความจำในกล้องจนหมดแล้ว ข้อมูลในกล้องจะถูกส่งไปยังศูนย์คอมพิวเตอร์ที่อยู่ใกล้ที่สุด หลังจากนั้นภายในวันเดียวกัน ภาพถ่ายทั้งหลายก็จะถูกส่งมายังบ้านของเรา กล้องของเล่นนั้นมีราคาถูกและสร้างมาเพื่อให้ใช้แล้วทิ้งได้เลย ดังนั้นมันจึงเหมาะสำหรับเด็กที่ชอบทำของตกมาก ยิ่งการที่มันสามารถใช้ความจำทั้งหมดให้หมดลงได้ในวันเดียวก็ยิ่งเป็นการดียิ่งขึ้นไปอีก

โฮปเล็งกล้องของเขาไปยังดอกไม้สีแดงอ่อน นอกจากนี้เขายังถ่ายภาพดอกไม้สีขาวที่อยู่ถัดไปด้วย ภาพกลีบบางๆ ของมันที่แตกกระจายไปกับสายลมอ่อนๆ ก็ถูกเขาถ่ายเก็บไว้ ด้วยความหวังว่าภาพมันจะออกมาดี มีดอกไม้หลายชนิดเหมือนกันที่เราไม่สามารถหาดูได้จากในเมือง ไม่ใช่แค่ดอกไม้เท่านั้น มอนสเตอร์ที่อยู่ในถิ่นไกลแบบนี้ยังช่วยเพิ่มสเน่ห์ให้กับซันเรสอีกด้วย

โฮปเริ่มเข้าสู่ภวังค์ส่วนตัว เขากดบันทึกภาพ ภาพแล้วภาพเล่า จนเขาแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองเผลอเดินขึ้นเนินไปแล้ว

"นี่ รู้สึกมั้ยว่าสายลมที่นี่มันส่งกลิ่น...แปลกๆ ?" เอริดะบอกกับเขา ตัวโฮปเองก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน เมื่อพวกเขาออกจากทะเลสาบแล้วเดินไปตามเส้นทาง เขาก็ได้กลิ่นนั้นอีกครั้ง

"กลิ่นเหมือนกับพวกยาเลย" ไคสูดอากาศเข้าไปลึกๆ แล้วทำหน้าบูดเบี้ยว

"ไม่ใช่ยา แต่น่าจะเหมือนพวกสมุนไพรมากกว่าล่ะมั้ง?"

"ใช่ๆ เหมือนกับพวกของที่คุณปู่คุณตาเค้าดื่มกัน"

คงเพราะได้ยินบทสนทนาดังกล่าวเข้าให้ นักสำรวจหญิงที่อยู่ด้านหน้าพวกเขาจึงหันกลับมาแล้วส่งยิ้มให้

"นั่นเป็นกลิ่นของพืช กลิ่นของดินและหญ้าน่ะค่ะ"

เด็กๆ ทั่วบริเวณนั้นชำเลืองมองหน้ากันไปมาด้วยความฉงน ในเมืองมันก็มีดินนี่หว่า แจกันดอกไม้ก็มี พืชที่งอกเงยขึ้นมาจากดินก็มี แต่ทำไมพวกเขาถึงไม่เคยได้กลิ่นแบบนี้มาก่อนเลย

"ดินที่ไม่บริสุทธิ์และไม่ได้รับการดูแลรักษาจะส่งกลิ่นแบบนี้แหละค่ะ พืชที่โตมากับดินก็ส่งกลิ่นแบบนี้เช่นกัน"

ว่าแล้วโฮปก็เริ่มคิดว่าดอกไม้ที่นี่ก็ส่งกลิ่นประหลาดเหมือนกัน ไม่ใช่ประหลาดสิ แต่เป็นส่งกลิ่นแรงกว่า เขาแค่เข้าไปใกล้ในระดับที่พอจะถ่ายรูปได้ กลิ่นหอมหวลของดอกไม้ก็โชยมาแตะจมูกเขาแล้ว นั่นก็ทำให้เขาแปลกใจมาก และเขาก็สงสัยว่านั่นเป็นเพราะดินของที่นี่งั้นรึ

"ระวัง! เจ้ามอนสเตอร์!" ใครบางคนแผดเสียงร้องขึ้นมา เมื่อโฮปกวาดสายตาไป เขาก็เห็นอะไรบางอย่างกำลังคลานอยู่บนขอบผาของหุบเขา มันดูโปร่งแสงและนิ่มๆ เหนอะๆ เป็นมอนสเตอร์ที่แปลกอะไรเช่นนี้

"นั่นเป็นตัว Vegetapudding ค่ะ เอาไปปรุงทานได้ด้วยรู้มั้ยล่ะคะ"

ทุกคนร้องเหวอออกมาด้วยความตกใจและไม่อยากเชื่อ

"ไม่ขอบอกละกันนะว่าพวกเค้าเอาพวกมันไปทำอะไรต่อบ้าง เพราะถ้าเด็กๆ รังเกียจแล้วไม่ยอมทานมัน ก็คงเป็นปัญหาใหญ่มากแน่ๆ ค่ะ" เธอพูดพลางขยิบตาอย่างขบขัน

การออกสนามครั้งนี้เลยกลายเป็นการถกกันว่าเจ้า Vegetapudding จะถูกเอาไปทำเป็นอาหารอะไรได้บ้าง เด็กๆ ก็ถกกันไปเรื่อยๆ จนมาถึงเส้นทางสายรุ้ง การที่เป็นแบบนี้ บางทีมันอาจจะเป็นแผนการที่นักสำรวจวางไว้ตั้งแต่ตอนที่เธอเริ่มพูดถึงเจ้า Vegetapudding แล้วล่ะมั้ง

เมื่อพวกเขาไปถึงปลายทาง ทิวทัศน์เห็นได้ลบเลือกความคิดเรื่องมอนสเตอร์ออกไปจนหมด สายรุ้งที่วาดโค้งอยู่บนฟากฟ้า แสงแดดที่เฉิดฉายผ่านหมูเมฆลงมา โฮปได้ยินเสียงบันทึกภาพจากกล้องของใครซักคน เสียงนั้นเป็นสัญญาณที่เตือนให้ทุกคนรู้ว่าพวกเขาต่างก็เอากล้องมา ว่าแล้วทุกคนก็หยิบกล้องของตนออกมาและรีบถ่ายภาพบรรยากาศที่อยู่หน้าพวกเขา

"ยังมีที่ๆ สวยงามอยู่อีกมากนะคะ ยังไงก็อย่าลืมเผื่อเนื้อที่ในกล้องเอาไว้ด้วยค่ะ"

คำพูดนั้นทำให้เสียงบันทึกภาพค่อยๆ หยุดไป โฮปเองก็พึ่งจะหยุดถ่ายภาพไปได้แป็ปเดียว ซึ่งเขาก็ใช้เนื้อที่ไปจนเกือบหมดแล้ว

"ถ้าเอากล้องอีกตัวมาได้ด้วยก็คงดี" เอริดะพูดอย่างเศร้าใจ บางทีทุกๆ คนก็อาจกำลังคิดในสิ่งเดียวกัน แต่พวกเขามีกฎว่าแต่ละคนจะสามารถเอากล้องมาได้แค่ตัวเดียวเท่านั้น

"เอาล่ะทุกคน มาดูทางนี้หน่อยค่ะ" นักสำรวจได้พูดผ่านโทรโข่งของเธอ เธอต้องรอจนทุกคนถ่ายภาพเสร็จแหนะถึงจะเริ่มพูดประโยคนี้ขึ้นมาได้

"อย่างที่ทุกคนทราบกันดีค่ะว่าภูมิอากาศในโคคูนนั้นถูกควบคุมโดยฟัลซิ ซึ่งก็มีกฎทั่วไปว่าฟัลซิจะไม่บอกตารางสภาพอากาศล่วงหน้าให้กับมนุษย์เป็นอันขาด"

แต่มันก็มีข้อยกเว้นอยู่บ้าง สำหรับพายุ ฟ้าผ่า ลมแรง และอากาศวิบัติในแบบอื่นๆ ฟัลซิจะส่งคำเตือนมายังรัฐบาลก่อน แล้วรัฐบาลจะเตือนประชาชนให้เตรียมระวังภัย การประกาศจากฟัลซินั้นถูกต้องเสมอ ไม่เคยผิดพลาด

เมื่อเทียบกับสิ่งที่เรียกว่า "พยาการณ์อากาศ" ที่เกิดจากการรวบรวมข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของมนุษย์แล้ว พยากรณ์อากาศนั้นแม่นยำทีเดียว แต่ก็ยังคงเป็นแค่การทำนาย และบางครั้งก็ผิดพลาดได้

"อากาศในซันเรสนั้นถูกควบคุมโดยฟัลซิส่วนตัวของมัน ดังนั้นอากาศที่นี่จึงต่างจากที่อื่นๆ ในโคคูน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพวกเราได้ทำการศึกษาเรื่องผลกระทบของลมฝน และอากาศแบบอื่นที่มีต่อพืชและมอนสเตอร์ค่ะ"

เอริดะยกมือขึ้นเพื่อถามข้อสงสัยของเธอ

"มีมอนสเตอร์ที่เกลียดฝนด้วยมั้ยคะ?"

ตัวเอริดะเองนั้นเกลียดฝน นั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอถามคำถามนี้ขึ้นมา

"แน่นอนค่ะ แต่ก็มีมอนสเตอร์ที่ชอบฝนอยู่เหมือนกันนะ"

เอริดะได้ยินก็เริ่มรู้สึกเสียหน้า หน้าของเธอเหมือนกับจะบอกว่ารู้แบบนี้เธอไม่ถามคำถามนี้ออกมาดีกว่า โฮปและไคเห็นดังนั้นก็เลยต้องกลั้นหัวเราะกันเล็กๆ

"วันนี้เราจะไม่ได้ไปทัวร์ที่นั่นกันนะคะ แต่รู้ไว้ละกันว่าถัดจากผาทางโน้นไปจะมีหุบเขาที่เราใช้กักเก็บมอนสเตอร์ที่ชอบและเกลียดฝนอยู่ พวกเราได้ควบคุมฝนในดินแดนแห่งนั้น และคอยตรวจสอบปฏิกิริยาที่มอนสเตอร์ตอบสนองออกมา นี่ก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมพวกน้องถึงสามารถเห็นสายรุ้งจากเส้นทางแห่งนี้ได้บ่อยๆ ค่ะ"

คุณพ่อพูดไว้รึเปล่านะว่าแสงที่หักเหกับละอองน้ำในอากาศทำให้เกิดสายรุ้งน่ะ? โฮปครุ่นคิดในใจอยู่คนเดียว เขาคิดต่อไปว่าเขาน่าจะถามเรื่อง Vegetapudding ที่กินได้กับพ่อด้วย พ่อต้องรู้แน่ๆ

"เอาล่ะ ไปยังเขตต่อไปกันดีกว่าค่ะ ด้านหน้านั้นมีสถานที่ๆ เรียกว่า 'ทางร่มเงาไม้' ที่นั่นมีพืชประหลาดที่ไม่ชอบแสงแดดงอกเงยอยู่เต็มไปหมด ซึ่งมันค่อนข้างลื่นนะคะ ดังนั้นเวลาถ่ายภาพก็ต้องระวังตัวด้วยนะคะ" นั่นคือสิ่งที่นักสำรวจพูดก่อนที่เธอจะปิดสวิตซ์โทรโข่งไป

พวกเขาตัดแถวกันอีกครั้ง และเริ่มมุ่งหน้าลงไปตามเส้นทาง ทางจะทะเลสาบไปยังยอดของเส้นทางสายรุ้งน้นเป็นเนินชันขึ้น แต่ตอนนี้ทุกคนต้องเดินกลับทางที่ลาดลงทีละน้อย ถึงแม้จะทีละน้อยก็เหอะ แต่ก็ทำให้เดินได้ลำบากอยู่ดี โฮปไม่เคยรู้เลยว่าดินและหญ้าที่ชุ่มฉ่ำจะชวนให้ลื่นได้ถึงขนาดนี้ ทั้งที่ทางก็ราบเรียบ ไม่มีก้อนหินระเกะระกะ แต่ก็ชวนล้มอยู่หลายครั้ง พอล้มลงไปจริงๆ ก็เปรอะโคลนไปหมด ก่อนมาทริปก็มีการแจ้งแล้วว่า "ให้นำร้องเท้าที่ใช้เดินได้คล่อง และเสื้อผ้าที่ถึงจะเลอะก็ไม่เป็นไรมาใช้" ตอนนี้โฮปรู้แจ้งแล้วว่าไอ้ความที่ว่าน่ะหมายถึงอะไร

เมื่อมองไปรอบๆ แล้ว โฮปยังดีใจที่เขาพอมีที่ว่างเหลืออยู่ในกล้องเด็กเล่นของเขา ความอ่อนล้าได้หายไปทันทีเมื่อเขาได้เก็บภาพแสงแดดอ่อนๆ ที่ส่องลงมาประทบหมู่หินที่อยู่กลางทุ่งหญ้า มันส่องประกายราวกับคริสตัลเลยทีเดียว

พอทุกคนมาถึงปลายทาง โฮปก็ได้ถ่ายรูปสุดท้ายออกไปพอดี แสงจากกล้องกระพริบบอกว่าข้อมูลได้ถูกส่งออกไปจากเครื่องแล้ว และมันก็ปิดตัวลง ตอนนี้กล้องตัวนี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากกล่องที่ว่างเปล่าแล้ว เขาเก็บมันลงไปในกระเป๋า แล้วก็เริ่มรู้สึกเคว้งคว้างใจ ก็ตอนนี้ไม่มีอะไรจะทำแล้วนี่เนอะ

ถึงแม้จะเป็นเส้นทางเดิม แต่มันกลับทำให้ใครต่อใครรู้สึกเดินยากขึ้นเรื่อยๆ ขาของเขาเริ่มหนักขึ้นๆ

"เฮ่ออ... ขอกลับบ้านเลยได้มั้ยเนี่ย?" โฮปบ่นออกมาเล็กน้อย

"เข้มแข็งหน่อยสิ" เอริดะพูดแบบจะหมดลมหายใจ

"เดี๋ยวพอกลับถึงทะเลสาบเชล่า เราก็จะมีเวลาพักแล้วนะ!"

ไคยังคงเป็นคนเดียวที่ดูมีพลังเต็มถังอยู่ แต่แล้วเขาก็ลื่นล้มลงไป เขาดูไม่เป็นไรนักแม้ว่าเสื้อผ้าและมือของเขาจะเลอะไปหมดแล้ว

"ระวังหน่อยสิไค เดี๋ยวเป็นอะไรไปขึ้นมาจะแย่นะ?"

ไคบอกว่าเขาไม่เป็นไร เขาเอี้ยวตัวไปทางด้านหลัง ก่อนจะกระโดดขึ้นมาเดินต่อแบบสบายๆ

"ถ้าเขาบอกว่าไม่เป็นไร ก็คือไม่เป็นไรจริงๆ แหละ" เอริดะพูดแล้วก็ถอนหายใจ

หลังจากรับประทานข้าวเที่ยงและพักผ่อนกันเล็กน้อย โฮปรู้สึกว่าความอ่อนล้าในตัวเขาได้หายไปจนหมดสิ้นแล้ว พอเขาได้กลับมาถึงชายฝั่งทะเลสาบ เขาก็เริ่มคิดว่าตัวเขาเองไม่อยากเดินไปไหนอีกแล้ว

"ทำอะไรกันดีล่ะ? ยังมีเวลาเหลืออีกเยอะเลยนะ"

ในที่แห่งนี้พวกเขาสามารถวิ่งไปมาและตะโกนร้องป่าวกันได้ตามใจชอบ ไม่มีใครมาว่าพวกเขาแน่นอน

"ไปปีนต้นไม้ใหญ่ทางด้านโน้นกันเถอะ ฉันอยากเก็บภาพจากยอดของมันน่ะ"

"ยังถ่ายรูปไม่เสร็จอีกเหรอไค? เห็นปกติจะถ่ายให้เสร็จไปเลยทีเดียวนี่" เอริดะพูดแบบนี้ออกมาอย่างน่าประหลาดใจ โฮปเริ่มรู้สึกได้ว่ามันจะต้องมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นแน่ๆ เขาต้องพยายามเข้ามาห้ามก่อนที่อะไรบางอย่างจะเกิดขึ้นซะแล้ว

"พวกเราปีนต้นไม้หรือก้อนหินไหนๆ ไม่ได้หรอกนะ ถ้าปีนขึ้นไปแล้วตกลงมา มีแต่ตายกับตาย"

ไม่ว่าไคหรือเอริดะ ต้องมีใครคนหนึ่งพูดอะไรขัดออกมาในเวลาที่อีกคนหนึ่งกำลังกระดี๊กระด๊ากับอะไรบางอย่างอยู่ แล้วโฮปก็ต้องเข้าไปหยุดพวกเขาทุกที

"แล้วจะปีนยังไงล่ะ? ฉันไม่คิดว่านายจะปีนได้หรอกนะ"

"แต่ฉันสัญญากับฮัลไว้แล้ว ฉันบอกเขาว่าจะถ่ายภาพเจ๋งๆ มาฝากเขาให้ได้"

โฮปคิดว่านั่นสินะ..ฮัลอยากมาทริปนี้ด้วย แต่ก็มาไม่ได้เพราะเขาไม่ใช่นักเรียนของที่นี่ ไคเองต้องใช้เวลานานมากกว่าจะปลอบใจฮัลได้ เขาได้พยายามคิดหาทางชดเชยส่วนที่ฮัลไม่สามารถมาได้ บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาสัญญากับฮัลว่าจะถ่ายภาพเจ๋งๆ มาให้ได้

"แล้วทำไมไม่ถ่ายมาซะตั้งแต่ตอนอยู่บนยอดส้นทางสายรุ้งล่ะ..."

"ถ่ายแล้ว แต่มันยังไม่พอหรอก ฉันถ่ายภาพของมอนสเตอร์มาด้วยนะ แต่มันยังดูเจ๋งไม่พอเข้าใจมั้ย? ดังนั้นสำหรับภาพสุดท้ายนี้ ฉันจึงอยากได้ภาพจากบนยอดของต้นไม้"

"นายทำไม่ได้หรอก โดยเฉพาะกับต้นนั้นน่ะ"

"ไม่ลองก็ไม่รู้หรอกน่า" ไคพูดขณะเอามือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง แล้วเขาก็ทำหน้าเครียด

"มีอะไรเหรอ?"

ไคไม่ตอบอะไร เขาเอามือไปล้วงกระเป๋าอีกด้านหนึ่ง โฮปจึงเริ่มไม่สบายใจแทน

"เกิดอะไรขึ้น? คงไม่ใช่ทำกล้องหล่นหายหรอกนะ?"

เขาดูกระเป๋าเสื้อนอกของเขา แล้วก็ดูในเป้ หลังจากดูมันทุกที่แล้วท้ายที่สุดเขาก็ยอมแพ้ แค่มองหน้า..โฮปกับเอริดะก็รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา

"ฉันว่ามันคงตกอยู่แถวๆ นี้ซักที่น่ะแหละ" โฮปกล่าว

ก็คงงั้นแหละ ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกัน ว่าแล้วก็ช่วยกันมองหาทั่วบริเวณนั้น แต่ก็ไม่พบอะไร

"ทำตกระหว่างเดินทางรึเปล่า? นายลื่นล้มด้วยนี่" เอริดะชี้ไปที่เข่าอันเปราะเปื้อนของไค

"ไม่ๆ ตอนขากลับฉันยังถือมันอยู่เลย ระหว่างเดินทางฉันก็มัวตัดสินใจอยู่ว่าจะถ่ายดีไม่ถ่ายดี ก็เลยรู้ว่าฉันยังพกมันติดตัวไว้จนมาถึงที่นี่"

ดังนั้นก็แปลว่ามันต้องตกอยู่ที่ไหนซักแห่งระหว่างเส้นทางสายรุ้งกับทะเลสาบ แต่พวกเขาก็กลับไปที่นั่นไม่ได้แล้ว ตอนพวกเขาออกมาเส้นทางเหล่านั้นก็ถูกปิดลงแล้ว เพราะนักสำรวจต้องการให้การรบกวนจากภายนอกลดลงให้น้อยที่สุดน่ะ

"นี่โฮป กล้องนายยังมีที่ว่างเหลืออยู่รึเปล่า?"

ปกติแล้วโฮปคงให้เขายืมกล้องไปแน่ๆ ไคกับเอริดะมักจะถ่ายรูปเร็วกว่าโฮปอยู่เท่าตัวเสมอ แล้วก็มักใช้เนื้อที่หมดก่อนประจำ โฮปเองก็คิดว่าพวกเขาน่าจะคิดก่อนถ่ายมากกว่านี้นะ แต่เมื่อเขาบอกกับทั้งสองไป ทั้งสองก็จะบอกว่าเขาคิดมากเกินไป ท้ายที่สุดกล้องของเขาก็จะเต็มไปหมดภาพของทั้งสามคน

แต่ว่าวันนี้...มันไม่ปกติน่ะสิ

"โทษทีนะ ข้อมูลถูกส่งออกไปแล้วน่ะ"

คงไม่มีใครคิดแล้วคิดอีกหากจะถ่ายภาพในที่แห่งนี้ ก็บรรยากาศในซันเรสมันออกจะงดงามสุดๆ เลยเป็นเรื่องแปลกที่ว่าทำไมไคถึงยังถ่ายภาพไม่เสร็จกันนะ

"ฉันก็หมดแล้วเหมือนกัน หมดตั้งแต่ตอนอยู่บนเส้นทางสายรุ้งแล้วล่ะ" เอริดะบอกเช่นนั้น

ไคได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจ

"งั้นก็คงต้องปล่อยเลยตามเลย"

"ไม่เป็นไรน่า เดี๋ยวฉันจะเอาภาพของฉันไปให้ฮัลดูด้วย" เอริดะพยายามพูดปลอบให้เขารู้สึกดีขึ้น "โฮปเองก็จะเอารูปไปให้ฮัลดูด้วยเหมือนกัน แค่นั่นก็น่าจะโอเคแล้วใช่มั้ย? ฮัลจะได้ภาพเยอะเป็นสองเท่าเลยนะ เขาต้องดีใจมากแน่นอน"

โฮปคิดเผื่อในส่วนของฮัลว่า...อย่างไรก็ตาม ภาพที่ว่าคงจะถูกส่งมาถึงบ้านพวกเขาในคืนนี้ ซึ่งกว่าฮัลจะได้ดูก็คงต้องรอวันพรุ่งนี้...ตอนหลังเลิกเรียน ปกติแล้วพวกเขาทั้งสี่คนมักจะได้เล่นด้วยกันหลังเลิกเรียน แต่ฮัลเป็นคนเดียวที่ไม่ได้มาทริปด้วย แล้วฮัลก็เคยพูดว่า "ทำไมเขาถึงอดไปล่ะ?"

ฮัลคงเสียใจแย่....

ไม่ได้... ต้องทำอะไรซักอย่าง พวกเขาต้องทำอะไรซักอย่างเพื่อฮัล

"ไปลองหาดูกันเถอะ"

ไคกับเอริดะได้ยินก็รู้สึกแปลกใจ

"จากที่นี่ไปถึงเส้นทางสายรุ้งก็ไม่ไกลนักหรอก เราจะช่วยกันหาจนกว่าจะหมดเวลาพัก"

"แต่พวกเราเข้าไปในเส้นทางนั้นไม่ได้นี่"

"ไม่เป็นไรหรอก เราก็แอบๆ เข้าไปซะสิ"

ทั้งสองมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ เพราะไม่คิดไม่คิดฝันมาก่อนเลยว่าโฮปจะพูดอะไรแบบนี้ออกมา

"พ่อบอกว่าเราไม่ควรผิดสัญญาโดดเด็ดขาด ไม่ว่าสัญญานั้นจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม"

พ่อของโฮปยังบอกด้วยว่าถึงแม้เราจะลืมสัญญาไป แต่อีกฝ่ายจะยังคงจำสัญญาของเราไว้ได้อย่างแน่นอน ไคอาจจะบอกได้ว่ามันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ แล้วก็ปล่อยเลยตามเลยไป แต่ฮัลคงตั้งตารอภาพอย่างตื่นเต้นมาทั้งวันแน่ๆ

"ไปหากันเถอะ" โฮปพูดอีกครั้ง ถึงแม้ฮัลจะไม่ได้มีอายุเท่ากับโฮป แต่ฮัลก็เป็นเพื่อนคนหนึ่ง เอริดะเองก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน

"ตกลง พวกเราเองก็ไม่อยากให้ฮัลต้องเสียใจ"

แล้วทุกคนก็ตกลงตามนั้น

นิตยสารแฟมิซือเล่มล่าสุดได้เปิดเผยคะแนนวิจารณ์เกม Final Fantasy Crystal Chronicles -The Crystal Bearers- เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งผลปรากฏว่าภาคต่อของซีรียส์ที่ทำแฟนๆ ไฟนอลจำนวนมากเข็ดหลาบกับความสนุกของมัน ก็สามารถเก็บคะแนนวิจารณ์ไปได้ 7/8/7/8 รวม 30/40 คะแนน!!

ในอดีตนั้นเกมในซีรียส์ Crystal Chronicles เคยได้รับคะแนนวิจารณ์จากทางแฟมิซือดังนี้

Crystal Chronicles (Gamecube) - 9/8/7/8 (32/40)
Ring of Fates (DS) - 9/8/9/9 (35/40)
Echoes of Time (DS) - 8/7/7/8 (30/40)
Echoes of Time (Wii) - 8/7/7/7 (29/40)

พิจารณาโดยรวมแล้วก็เห็นว่าคะแนนของภาค The Crystal Bearers ไม่ได้ทิ้งห่างคะแนนจากภาคอื่นเท่าไหร่ เรียกได้ว่าโดนแฟมิซือจัดชั้นวรรณะอยู่ในระดับเดียวกันเลย ก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจนะครับเพราะตัวผมเองก็ประเมินค่าของเกมภาคนี้เอาไว้สูง แล้วยิ่งเห็นภาคนี้ได้คะแนนน้อยกว่าภาค Ring of Fates อย่างลิบลับก็ยิ่งไม่สบายใจ ไม่รู้เหมือนกันว่าพักหลังนี้แฟมิซือเค้าเป็นอะไรของเค้า ถึงได้ให้คะแนนประหลาดถึงเพียงนี้ อย่างไรก็ตามเราก็คงไม่ควรรีบร้อนด่วนสรุปคุณค่าของเกมนี้จนเร็วไปนัก เอาไว้วันที่ 12 พฤศจิกายนค่อยมาดูกันดีกว่า ว่าเจ้าของวาจา "ปล่อยให้ชั้นจัดการเอง" จะเด็ดจริงสมคำร่ำลือรึเปล่า!?

หลังจากทนทุกข์มาเป็นเวลากว่า 77 วัน....

ในที่สุดเวลาแห่งการปิืดตำนานเกรียนเทพก็มาถึง....

มาสเตอร์แ์ห่งดิสซิเดีย ผู้กระจ่างแจ้งถึงความขัดแย้งที่แท้จริง

และเดธแมชชีน....สัญลักษณ์ของผู้ครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างในเกม...

151 มิสชั่นที่ถูกฟันฝ่ามาจนสมบูรณ์

สิบร้อยเครื่องใช้สอยที่ถูกกวาดซื้อไปจนสิ้น

แคตตาล็อคอันว่างเปล่า เหลือไว้แต่ความหลังอันงดงาม

และสหายผู้เข็มแข็งที่สำเร็จวิทยายุทธครบทุกอบิลิตี้แล้วทั้ง 22 คน

และสถิติอันเกรียงไกร......รบ 100 ครั้ง ชนะ 100 ครั้ง

ห๊ะ...!? ทำไมถึงเป็น 101 เหรอ..? คำตอบง่ายๆ เลยคือ "...การคุยโทรศัพท์ระหว่างเล่นเกม ทำให้สมรรถภาพในการนับเลขลดลง..." กว่าผมจะรู้ตัวอีกทีก็สู้เกินร้อยยกไปซะแล้ว....= =' แต่ก็แ่ค่ Airship Coure เท่านั้นแหละครับ เพราะคอร์สอื่นนั้น ผมทำสถิติไว้ดังนี้..

ถึงแม้จะทำมิสชั่นจนครบ 100%

ถึงแม้ตัวละครทุกตัวจะมาสเตอร์อบิลิตี้ครบทั้งหมด

แต่ผมก็รู้ดีว่าเซฟของผม ยังคงไม่อาจเรียกว่าเซฟสมบูรณ์ได้่ ตราบที่ผมยังไม่สามารถทำเป้าหมายสุดท้ายสำเร็จ

ซึ่งเป้าหมายสุดท้ายอันแสนไกลโพ้นที่ผมตั้งไว้ก็คือ... การทำสถิติชนะ Blackjack Course 100 ยกติดกัน...

แต่ปัจจุบันยังคงมีปัญญาทำได้แค่นี้ และยังห่างไกลจากเป้าหมายมากมายนัก...

และทุกวันนี้ผมก็ยังคิดไม่ตกว่าจะใช้วิธีการอย่างไร ถึงจะสามารถเอาชนะคอร์สนรกนี้ติดกันถึง 100 ครั้งได้...

แต่แล้วคิดไปคิดมาก็ได้ข้อสรุปว่า "ช่างมันละกัน" เอาเวลาไปทำมาหากินอย่างอื่นดีกว่า...

.............................................................................................

เป็นอันว่าตำนานโปรแท้ย่อมแพ้เกรียนที่แสนยาวนาน ก็จบลงแบบบอนๆ อย่างงี้เนี่ยแหละครับ

ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามกันมาแสนนาน แล้วไว้พบกันใหม่ "ในเกมถัดไป"

............................................................................................. 

ก่อนจากลากัน ขอแถมท้ายด้วยทฤษฎี "พลังทำลาย" ของท่าต่างๆ ใน Dissidia ที่น้อง Kriff เป็นคนคิดขึ้นครับ

ทฤษฎีดังกล่าวได้วางหลักไว้ว่า พลังทำลาย ของท่าต่างๆ ในเกม Dissidia นั้นแบ่งออกเป็น 4 ระดับด้วยกัน

ระดับพลังทำลายของท่าโจมตีต่างๆ

ระดับ 1 - หมายถึงท่าโจมตีเบรฟทั่วไป ซึ่งเป็นท่าที่มีมากที่สุดในเกม ท่าพวกนี้เมื่อใช้โจมตีใส่การ์ดธรรมดาแล้ว ผู้โจมตีจะเซซะเอง และนั่นก็เป็นการเปิดช่องให้ผู้ที่ใช้การ์ดธรรมดาพุ่งเข้ามาสวนกลับได้ ตัวอย่างท่าพวกนี้ก็คือท่าโจมตีธรรมดาๆ ของทุกตัวละคร

ระดับ 2 - หมายถึงท่าโจมตีเบรฟที่ทำให้การ์ดธรรมดากระเด็นได้ เมื่อท่าเหล่านี้กระทบใส่การ์ดธรรมดา ผู้ที่ตั้งรับก็จะกระเด็น และก็เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่ใช้ท่าโจมตีระดับ 2 สามารถเข้าโจมตีซ้ำได้ เดิมทีท่าประเภทนี้มีน้อยมากในตัวเกมภาคญี่ปุ่น แต่ถูกเพิ่มจำนวนไปในภาคอเมริกา ตัวอย่างเช่นท่าปาโล่ห์ของพี่แสง ท่าพุ่งจากพื้นดินของเคออส ท่าฮีลครัชของสคอลล์

นอกจากนี้ยังมีท่า โจมตี HP บางท่าที่มีพลังทำลายในระดับ 2 ได้แก่ท่าเวทมนต์ต่างๆ ของแชนท็อท ซึ่งเราสามารถกด R เพื่อใช้การ์ดธรรมดาๆ ป้องกันได้แต่จะเซไปพักหนึ่งด้วยนั่นเอง

ระดับ 3 - หมายถึงท่าโจมตีที่มีคุณสมบัติในการทะลุทะลวงการ์ดธรรมดาได้ พอใช้โจมตีใส่การ์ดธรรมดาแล้วจะขึ้น Defense Crush โดยมากแล้วจะเป็นท่าประเภทโจมตี HP ทั่วๆ ไป อย่างเช่น เฟทเซอร์เคิลของสคอลล์ เมลตันของทีน่า เมเทโอเรนของคลาวด์ บอลเกงกิของนางเมฆา อโพคาลิปส์ของอัลตี้ แต่ก็มีท่าโจมตีเบรฟบางท่าเหมือนกันที่มีพลังทำลายสูงในระดับนี้ เช่นท่าขว้างขวานของฟรีโอนีล รวมทั้งดาบของคลาวด์ในสภาพ EX Mode ด้วย

สำหรับ ท่าโจมตี HP นั้น บางท่าจะโจมตีจังหวะเดียวเพื่อลด HP โดยตรง แต่บางทีก็จะเป็นการโจมตี 2 จังหวะ คือมีจังหวะที่โจมตีลดเบรฟ ก่อนจะปิดด้วยจังหวะโจมตีเข้า HP... อันนี้ต้องแยกก่อนว่าจังหวะที่โจมตีเข้า HP นั้นมักจะมีพลังทำลายในระดับ 3 แต่จังหวะที่โจมตีลดเบรฟก่อนหน้านั้น อาจจะมีพลังทำลายในระดับ 2,3 ก็ได้... มันไม่แน่นอน ตัวอย่างเช่น

- เวททอร์นาโดของทีน่า ที่ตอนเริ่มปั่นๆ นั้นเราสามารถใช้ High Guard ป้องกันได้... แสดงว่าในส่วนที่เป็นการลดเบรฟนั้นมีพลังทำลายแค่ในระดับ 2 เท่านั้น

- ตัวอย่างของท่าที่มีพลังทำลายในระดับ 3 ทั้งจังหวะลดเบรฟและลด HP ก็อย่างเช่นท่าพาราดินฟอร์ซของเซซิล

ระดับ 4 - หมายถึงท่าโจมตีสุดพิเศษที่โกงที่สุดในเกม ท่าประเภทนี้มีจำนวนน้อยที่สุด และอยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ใดๆ จะว่าเกรียนก็เกรียน จะว่าโกงก็โกง จะว่าเมพก็เมพ.... ซึ่งมันก็คือท่าฟลัดของทีน่า ซึ่งสามารถทะลุออลการ์ดของเอกซ์เดธได้

ผลของการปะทะกันของท่าในระดับต่างๆ
- ท่าที่มีระดับเท่ากัน โจมตีใส่กันผู้โจมตีจะกระเด็นทั้งคู่
- ท่าที่มีระดับสูงกว่าโจมตีใส่ท่าที่ระดับต่ำกว่า ผู้ใช้ท่าที่มีระดับต่ำกว่าจะกระเด็นหรือถูกโจมตีทะลุใส่

ระดับพลังป้องกันของท่าป้องกันต่างๆ

ระดับ 1.5 - ได้แก่ท่าป้องกันที่เกิดจากการกดปุ่ม R ธรรมดาเนี่ยแหละ สามารถป้องกันท่าโจมตีระดับ 1 ได้ แต่จะกระเด็นเมื่อถูกโจมตีด้วยท่าโจมตีระดับ 2 และ Defense Crush เมื่อถูกโจมตีด้วยท่าโจมตีระดับ 3,4

ระดับ 2.5 - ได้แก่ท่าป้องกัน High Guard ของเอกซ์เดธ สามารถใช้กันท่าโจมตีระดับ 2 ได้ทุกท่า เรียกได้ว่าถูกสร้างมาให้ชนะทางแชนท็อทที่ไม่มีท่าโจมตีที่สูงกว่าระดับ 2 โดยเฉพาะ แต่ถ้าเจอท่าโจมตีระดับ 3 เข้าไปก็จะ Defense Crush นั่นเอง

ระดับ 3 - ได้แก่ท่าเจคท์บล็อค ซึ่งสามารถใช้ป้องกันท่าโจมตีในระดับ 3 ได้ แต่ทั้งผู้โจมตีและตัวเจคท์จะกระเด็นไปกันคนละทาง

ระดับ 3.5 - ได้แก่ท่าป้องกัน All Guard ของเอกซ์เดธ ท่านี้สามารถป้องกันการโจมตีได้แทบทั้งหมดในเกม แต่ก็ยังแพ้ต่อท่าขี้โกงอย่างฟลัด ซึ่งเป็นท่าโจมตีที่มีพลังทำลายในระดับ 4 อยู่นั่นเอง

ระดับ 4.5 - นี่คือที่สุดแห่งพลังที่ไม่มีพลังป้องกันและพลังทำลายในเกมสูงกว่านี้ไปอีก แล้ว ท่าที่มีพลังสูงที่สุดในเกม Dissidia นี้ก็คือท่าแปลงร่างเข้า EX Mode ซึ่งมีพลังป้องกันอยู่ในระดับ 4.5 สามารถใช้ปกป้องผู้เล่นจากการโจมตีทุกรูปแบบได้ รวมทั้งป้องกันฟลัดได้ด้วยนั่นเอง ใครที่โจมตีเข้าใส่ผู้ที่แปลงร่างเข้า EX Mode ก็จะกระเด็นออกไป แต่ในทางตรงข้ามถ้าคน 2 คนอยู่ติดกันแล้วกดแปลงร่าง ก็จะเซออกไปด้วยกันทั้งคู่นั่นเอง

ผลของการปะทะกันระหว่างพลังโจมตีและพลังป้องกันในระดับต่างๆ
- กรณีระดับพลังโจมตีเท่ากับระดับพลังป้องกัน จะกระเด็นด้วยกันทั้งสองฝ่าย
- กรณีระดับพลังป้องกันสูงกว่าระดับพลังโจมตี ฝ่ายที่โจมตีเข้ามาจะเซ ส่วนฝ่ายที่ป้องกันจะไม่เป็นไร
- กรณีระดับพลังโจมตีสูงกว่าระดับพลังป้องกัน ผู้ป้องกันจะกระเด็นหรือ Defense Crush และอาจถูกโจมตีต่อได้