Review : Final Fantasy Crystal Chronicles -The Crystal Bearers-

posted on 10 Feb 2010 00:10 by ffplanet

เมื่อพูดถึงเกมที่เสียเวลาลงทุนลงแรงไปนานหลายปี แต่สุดท้ายกลับประสานงากับความล้มเหลวอย่างจัง... ชั่วโมงนี้เกมที่เหมาะสมกับคำกล่าวที่ว่ามากที่สุดคงไม่ใช่เกมตีเต่าที่ทำยอดขายในแดนญี่ปุ่นไปแล้ว 1.8 ล้านชุด แต่เป็น Final Fantasy Crystal Chronicles -The Crystal Bearers- เกมแนว Action-Rpg บนเครื่อง Wii ที่กำกับโดยโทชิยูกิ อิตาฮานะ และเนื้อเรื่องโดยทีมงานรุ่นเก๋าอย่างอากิโตชิ คาวาซึ ซึ่งปัจจุบันเกมดังกล่าวพึ่งทำยอดขายทั่วโลกไปได้เพียง 1.6 แสนชุด ทั้งที่วางขายมาได้ 2 เดือนแล้ว และยังใช้เวลาพัฒนามานานพอๆ กับเกมตีเต่าด้วยซ้ำ

เนื้อเรื่องของเกมนี้เกิดขึ้นในโลกที่มีเผ่าพันธุ์ทั้ง 4 อาศัยอยู่ร่วมกัน แต่แล้ววันหนึ่งสันติภาพก็มาถึงจุดจบเมื่อเผ่าลิลตี้คิดตั้งตัวเป็นใหญ่และต้องการวางอำนาจอยู่เหนือทุกเผ่า มหาสงครามที่นำไปสู่การล่มสลายของเผ่ายูคจึงได้บังเกิดขึ้น โลกในเวลาต่อมาได้ถูกเผ่าลิลตี้ยึดครอง ทว่าเวลา 1,000 ปีต่อมาได้เกิดเหตุการณ์ลึกลับขึ้นชาวยูคที่น่าจะล่มสลายไปแล้วได้ปรากฏตัวขึ้นมาบนโลกอีกครั้ง ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะทวงสิทธิในการดำรงชีวิตบนโลกใบนี้กลับคืนให้เผ่าพันธุ์ของเธอ

"เล็วล์" ตัวเอกของเกมนี้ เป็นหนุ่มชาวกลาวัทที่ได้รับพลังพิเศษจากคริสตัลมาตั้งแต่เกิด เขามีความสามารถในการควบคุมแรงดึงดูดระหว่างตัวเขากับทุกสรรพสิ่ง ชาวยูคคนนั้นได้ตั้งใจจะใช้ตัวเอกของเกมนี้เป็นเครื่องมือไปสู่การคืนชีพให้กับเผ่าพันธุ์ของเขา ด้วยเหตุนี้ เล็วล์ จึงเป็นผู้ที่ต้องตัดสินว่าชาวยูคทั้งมวลจะได้กลับมาอาศัยบนโลกใบนี้หรือไม่ เขาจะจัดการกับปัญหาความขัดแย้งระหว่างเผ่าพันธุ์ทั้ง 4 ที่มีมาแต่ครั้งกาลได้อย่างไีร คำตอบทั้งหมดอยู่ในกำมือของคริสตัลแบร์เรอร์ผู้นี้แล้ว

สำหรับระบบการเล่นของเกมนี้ก็จะอิงตามพลังพิเศษของตัวเอก เราสามารถใช้วีโมทชี้ไปยังใครหรือวัตถุใดๆ ก็ได้ในฉาก เพื่อที่จะดึงสิ่งนั้นเข้ามาอยู่ใกล้ๆ และสามารถเขวี้ยงสิ่งนั้นออกไปยังเป้าหมายที่เราชี้ไว้ ด้วยเหตุนี้พื้นฐานการต่อสู้ในเกมนี้จึงเป็นการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ในฉากระดมขว้างไปยังตัวศัตรู

ทว่าศัตรูจำนวนมากในเกมนี้ไม่ได้ถูกออกแบบให้เราใช้วิธีแบบนั้นฆ่าได้โดยง่าย ศัตรูส่วนใหญ่จะมีทริคในการฆ่าอยู่ ซึ่งมีตั้งแต่การบังคับให้ศัตรูตัวหนึ่งโจมตีใส่ศัตรูอีกตัวหนึ่งเอง การล่อศัตรูให้เข้ามาติดกับ และยังมีการประยุกต์ใช้วัตถุที่มีอยู่ในฉากให้ได้ประโยชน์สูงสุด โดยรวมแล้วจึงจัดว่าเป็นเกมที่ต้องใช้ความคิดมาก งานนี้บอกได้เลยว่าใครที่ชอบลุยหน้าตั้งแบบไม่ต้องคิด คงได้อ่วมอรทัยและบอกว่าเกมไม่สนุกแน่ๆ ครับ

นอกจากการต่อสู้แล้ว ตัวเกมยังมีมินิเกมแทรกเข้ามาให้เล่นเรื่อยๆ ซึ่งมินิเกมที่มีอยู่ราว 10 เกมนั้นก็เล่นได้เพลินๆ เรื่อยๆ เมื่อผจญภัยไปถึงท้ายเกมแล้วเรายังสามารถเดินทางไปมาทั่วโลก ย้อนกลับไปยังสถานที่ต่างๆ ทั้งหมดเพื่อทำเควสที่มีอยู่กว่า 300 เควสรอบโลกได้ ฉากต่างๆ นั้นก็กว้างใหญ่ วิ่งกันทีลิ้นห้อย แต่ตัวเกมก็มีรถไฟให้ใช้ มีโจโคโบะให้ขี่ แล้วก็มีจุดวาร์ปที่คอยอำนวยความสะดวกให้กับผู้เล่นอย่างมากมาย

เมื่อจบเกมไปรอบหนึ่งแล้ว ตัวเกมจะสร้างเซฟให้เรานำไปใช้เล่นต่อรอบสองได้ ซึ่งในรอบสองนี้เราจะได้เห็นคัตซีนที่ไม่ได้เห็นในการเล่นรอบแรก อีกทั้งมินิเกมต่างๆ ก็จะมีลูกเล่นเพิ่มขึ้นจากรอบแรก ไอเทมใดๆ ที่เราสะสมไว้จากการเล่นรอบแรกก็ยังอยู่ครบ ปัจจัยทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ช่วยทำให้เกมนี้ควรค่าแก่การเล่นมากกว่าหนึ่งรอบขึ้นไปสุดๆ

ทางด้านกราฟฟิคของเกมนี้ ฉากแรกๆ ดูธรรมดาสุดๆ แต่เมื่อเล่นไปเรื่อยๆ ก็จะพบฉากที่ค่อยๆ สวยขึ้นเรื่อยๆขณะเดียวกันฉากอีเวนต์ต่างๆ ก็จะค่อยๆ ระทึกใจและเยี่ยมยอดมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ต้องบอกว่านี่เป็นเกมที่เครื่องร้อนช้าพอควร เพราะกว่าที่เราจะได้เห็นฉากสวยๆ กว่าจะได้เห็นการกำกับดีๆ กว่าจะได้ใช้พลังคริสตัลได้อย่างเต็มที่ ก็ต้องเลยครึ่งแรกของเกมไปแล้ว

ในส่วนของเพลงประกอบ แม้ไม่มีเพลงที่เพราะติดหู แต่โดยรวมแล้วก็ฟังได้เรื่อยๆ เพลงแต่ละเพลงก็บรรเลงเลงเข้ากับเหตุการณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่แต่อย่างใด

ฉากจบของเกม จะเป็นบทสรุปเส้นทางในการดำรงชีวิตต่อไปของตัวละครหลักทุกตัว การคงอยู่ของทั้ง 4 เผ่าพันธุ์ รวมทั้งเรื่องราวความรักแบบปากไม่ตรงกับใจของพระนางสุดยียวน ซึ่งก็จบได้อย่างเท่เดียว

ตัวเกมมีความยาวประมาณ 20 ชั่วโมงสำหรับการเล่นรอบแรก แต่หลังจบเกมแล้วผู้เล่นยังสามารถเล่นเกมต่อรอบสองเพื่อค้นหาเรื่องราวต่างๆ ที่ผู้เล่นไม่สามารถพบเห็นได้ในการเล่นรอบแรก นอกจากนี้ยังมีเควสอีกเยอะแยะมากมายบานตะไทให้ได้ทำกัน โลกของเกมนี้ก็กว้างใหญ่ใช้ได้ หากจะเปิดเกมนี้มาวิ่งรอบโลก ไล่สู้กับศัตรูไปด้วยก็เพลินๆ ดีครับ เพราะนี่เป็นเกมที่ต้องใช้สมอง ต้องอาศัยการเล็งเป้าอยู่ตลอด ไม่น่าเบื่อเหมือนเกมที่กดปุ่มเดียวรัวๆ ก็ชนะศัตรูได้แน่นอน

ข้อดี
+ บุคลิกที่แสนยียวนของคู่พระนาง ทำให้เกมเนื้อเรื่องธรรมดาๆ น่าติดตามขึ้นได้อย่างเหลืิอเชื่อ
+ เควสและมินิเกมที่มีอยู่มากมาย ไหนจะมอนสเตอร์ที่ต้องใช้ลูกเล่นในการต่อสู้ ทำให้ตัวเกมไม่น่าเบื่อ
+ มีระบบถ่ายสกรีนช็อตด้วย

ข้อเสีย
- กว่าจะได้เห็นฉากสวยๆ เกมเพลย์มันส์ๆ เนื้อเรื่องที่น่าตื่นตา ก็ต้องเลย 4-5 ชั่วโมงแรกขึ้นไป
- งานหลายๆ อย่างดูไม่ปราณีตเท่าที่ควร ฉากลูปก่อนเข้าเกมก็ไม่มี ฉากเปิดก็สุดแสนธรรมดา

ภาพ - 9/10
ดนตรี  - 8/10
เนื้อเรื่อง - 8/10
ระบบการเล่น - 9/10
การกำกับอีเวนต์ - 8.5/10

ความคุ้มค่า
- 8.5/10

สรุปแล้วเกมนี้ก็ไม่ได้แย่อย่างที่เค้าล่ำลือกัน การที่ยอดขายเกมนี้ตกต่ำ คงเป็นเพราะชื่อเสียที่ภาคก่อนๆ ของซีรียส์ Crystal Chronicles ได้สั่งสมมา ตัวเกมอาจจะไม่ถึงกับเยี่ยม แต่ให้ความรู้สึกที่ดี มีอะไรน่าเล่นน่าลองมากมาย ถ้าทางค่ายตั้งใจเข็นโปนเจคท์ Crystal Bearers นี้ให้เป็น Final Fantasy XIII ซะตั้งแต่แรก แล้วลงทุนกับกราฟฟิค และเพลงประกอบของเกมให้มากกว่านี้ ตัวเกมก็คงจะขายได้เกิน 2 ล้านชุดอย่างแน่นอน...

ในวันนี้เว็บไซต์หลักของ Square Enix ได้เปิดเผยตัวเลขผลประกอบการตลอดระยะเวลา 9 เดือนที่ผ่านมา นับสิ้นสุดที่วันที่ 31 ธันวาคม 2009 โดยผลประกอบการที่ออกมาก็เป็นที่น่าพอใจ เพราะรายได้จากธุรกิจเกมนั้นทำตัวเลขได้ถึง 18,100 ล้านเยน ซึ่งเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นถึง 99% เมื่อเทียบกับช่วงระยะเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้านี้ ขณะที่กำไรสุทธิจากการขายเกมนั้นพุ่งขึ้นสูงถึง 97% อีกเช่นกัน

โดยทั้งนี้เกมที่ช่วยกันกระหน่ำรายได้ให้กับทางค่ายในปีที่ผ่านมานั้นก็ประกอบด้วย Dragon Quest IX, Batman: Arkham Asylum, Kingdom Hearts 358/2 Days และ Final Fantasy XIII นอกจากนี้ Chrono Trigger, Dissidia -Final Fantasy- และThe Last Remnant ที่ขายมาตั้งแต่ปี 2008 ก็ยังเป็นกำลังหลักที่ช่วยทำรายได้ให้กับทางค่ายได้มากเช่นกัน

ทั้งนี้ทางบริษัทได้คาดการณ์ว่าทางบริษัทจะสามารถทำกำไรในไตรมาสที่ 4 นับจาก 1 มกราคม ถึง 31 มีนาคม 2010 ได้อีกราว 3,600 ล้านเยน ซึ่งก็หวังว่า Star Ocean: The Last Hope Internationa, Supreme Commander 2, Final Fantasy XIII, Just Cause 2, Kingdom Hearts -Birth by Sleep- และ Dragon Quest VI จะเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้ทางค่ายสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้

ใครที่สนใจจะดูกำไรสุทธิรวมของบริษัทในช่วงปีที่ผ่านๆ มา ซึ่งรวมเอารายได้จากธุรกิจเกม โทรศัพท์ สื่อบันเทิงและค่าลิขสิทธิ์อื่นๆ และหักลบค่าใช้จ่ายไปแล้ว ก็สามารถเช็คได้จากกราฟด้านล่างนี้ครับ

* ตัวเลขแถวล่างสุดคือปี ค.ศ. กับการบอกว่านับสิ้นสุดยอดที่เดือน 3

ที่มา : Square Enix

ราวๆ 1-2 สัปดาห์ก่อน Square Enix ได้เปิดเผยลงในนิตยสารกันกันว่าหนังสือคัมภีร์ Kingdom Hearts -Birth by Sleep- Ultimania จะวางจำหน่ายภายในเดือนมีนาคมแต่ยังไม่สามารถกำหนดวันได้ ล่าสุดมีข้อมูลจากทาง Amazon ออกมาแล้วว่าหนังสือเล่มดังกล่าว จะวางจำหน่ายในวันที่ 25 มีนาคม 2010 ภายใต้ราคา 1,995 เยนครับ

ใครที่ยังคิดวิธีปราบบอสลับง่ายๆ ให้กับเทอร์ร่าและอควอไม่ได้ก็ต้องรีบคิดซะแล้ว อีกไม่นานทางค่ายเค้าก็จะออกเฉลยมาแล้วนะครับ แล้วไว้ถึงตอนนั้นถ้าตัวหนังสือมีข้อมูลอะไรเด็ดๆ ผมจะนำมาเผยแพร่ให้ดูกันอีกแน่นอน

ที่มา : Amazon

อู้ไปซะนานกับบทแปลนิยาย Final Fantasy XIII : Episode Zero -Promise- ตอนที่ 4-3 ที่ยาวเป็นรถด่วน... จากหนังสือนวนิยาย เนื้อหาดังกล่าวได้รับการแปลภาษาอังกฤษโดย http://dilly-shilly.blogspot.com/ ครั้งนี้คนแปลคือ taepoppuri ค่ะ

STRANGER

ตอนนี้เป็นมุมมองของวานิลาค่ะ

=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=

"...นี่มันอะไรกันเนี่ย?"

"อืม น่าจะเป็นงานเทศกาลอะไรสักอย่างล่ะนะ?"

ตอนนี้ฟางกับวานิลาก็เริ่มชินกับการอยู่ท่ามกลางคนในโคคูนแล้ว ถึงแม้ทั้งคู่จะเดินผ่านผู้คนมากมายตามท้องถนนระหว่างทางจากซากโบราณสถานของพัลส์ แต่ก็ไม่มีใครโจมตีพวกเธอ หรือแม้แต่จะมองด้วยสายตาสงสัยเลยแม้แต่น้อย ...ตอนที่ทั้งคู่เดินเลียบท่าเรือไปก็พบกับเด็กสาววัยรุ่นใส่ชุดว่ายน้ำที่มีแฟชั่นคล้ายๆกับชุดของทั้งสองคนอยู่ อาจจะเพราะแบบนี้ก็ได้ทำให้คนในโคคูนนี้ก็ปฏิบัติกับพวกเธอตามปกติเหมือนกับคนอื่นๆมากมายที่มาจากเมืองต่างๆ ทั่วโคคูน ดังนั้นมันจึงเป็นการง่ายดายที่จะทำตัวกลมกลืนไปกับนักท่องเที่ยวทั้งหลาย และเพราะแบบนี้เองจึงทำให้ทั้งสองคนเบาใจได้เยอะ

แต่การที่ได้เห็นผู้คนแออัดยัดเยียดมากมายขนาดนี้ก็ทำให้ทั้งคู่ถึงกับต้อง อ้าปากค้างด้วยความทึ่งท่ามกลางฝูงชนที่เดินไปเดินมา ...ไปกันเถอะ ฟางพูดแล้วเอื้อมมือมาจับมือของวานิลา เพราะว่าทั้งคู่เป็นคนแค่สองคนที่ยืนอยู่เฉยๆไม่ได้ขยับเขยื้อนอะไรเลยท่าม กลางฝูงชน วานิลาจึงรีบวิ่งไปให้ทันฟาง...

ขณะที่เดินต่อไป ทั้งคู่ก็สังเกตเห็นว่าผู้คนส่วนใหญ่มาที่นี่ก็เพื่อซื้อของกันทั้งนั้น ทั้งสองข้างทางก็เต็มไปด้วยร้านรวงมากมาย

"ทั้งหมดนี่คือร้านค้าเหรอเนี่ย?"

แค่ร้านที่ขายเสื้อผ้าอย่างเดียวก็มีจำนวนมากมายแล้ว เสื้อผ้าในร้านเหล่านั้นก็ล้วนแต่มีสีสันต์และดีไซน์ที่หลากหลาย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมถึงไม่มีใครรู้สึกว่าวานิลากับฟางนั้นใส่เสื้อผ้าที่แปลกตา.... ร้านค้าอื่นๆนอกจากร้านเสื้อก็มีเช่นกันทั้งร้านเครื่องประดับ เครื่องเขียน ข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน หรือแม้แต่ร้านขายยานพาหนะ

ที่นี่มีทั้งหญิงสาวที่ลองเสื้อย่างสนุกสนาน เด็กๆที่ขอร้องให้พ่อแม่ซื้อของเล่นให้ คู่รักที่เลือกซื้อเครื่องประดับ ทุกคนดูจะมีความสุขเหลือล้นจริงๆกับการซื้อของ...

"ชั้นรู้สึกตาลายยังไงไม่รู้สิ..." คงจะเป็นเพราะต้องเดินไปพลางและก็จับตามองร้านรวงทั้ง2ข้างทางไปพลางน่ะแหล่ะ  ทั้งคู่เริ่มรู้สึกเหนื่อยแล้วทั้งๆที่เดินไปได้ไม่เท่าไหร่เลย

"นี่...ฟาง..."

วานิลากำลังจะบอกฟางว่าเธอเริ่มเหนื่อยแล้ว แต่เธอก็ต้องเงียบ... ฟางกำลังมองไปที่ฝูงชนเหล่านั้นด้วยสายตาดุร้ายเคียดแค้น "หัวขโมย" ฟางพึมพำกับวานิลา

วานิลารีบจับมือฟางเอาไว้ เธอเข้าใจดีว่าฟางรู้สึกอย่างไร เธอก็กำลังรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน แต่ตอนนี้ทั้งคู่กำลังอยู่ท่ามกลางศัตรูมากมาย และพวกเธอก็เอาแค่อาวุธเล็กๆติดมือมาเท่านั้น

"อย่านะ ฟาง"

"ชั้นรู้...แต่"

ฟางกำหมัดแน่น พยายามข่มตัวเองไม่ให้โมโหมากไปกว่านี้

"ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ ไม่ใช่ของที่พวกมันขโมยไปจากพวกเรารึไง แต่ดูพวกมันสิ..."

โคคูนก็เป็นเหมือนศัตรูเป็นเหมือนปีศาจร้ายสำหรับพวกเธอ ฟัลชี่ของโคคูนมักจะลงมายังแกรนพัลส์แล้วก็ขโมยทรัพยากรมากมายไป บางครั้งก็ถึงกับขโมยเมืองทั้งเมืองแล้วส่งขึ้นไปเป็นของโคคูน หรือไม่ก็ขโมยพืชผักไร่นาที่ชาวพัลส์ลงแรงปลูกเอาไว้ไปก่อนที่จะทันได้เก็บ เกี่ยวผลผลิต... เพราะความชั่วร้ายของฟัลชี่ของโคคูนแบบนี้เองที่ทำให้พวกเธอ คิดมาตลอดว่าชาวโคคูน ก็ต้องเป็นศัตรูของพวกเธอเหมือนกัน

แต่หลังจากได้เห็นคู่สามีภรรยาที่เจอเมื่อวันก่อน รวมถึงผู้คนที่เดินจับจ่ายใช้สอยอย่างสบายอกสบายใจในวันนี้ ฟางกับวานิลาก็ชักจะสงสัยแล้วว่าเนี่ยน่ะเหรอผู้คนที่เป็นศัตรูกับพวกเธอ? ผู้คนที่ดูมีท่าทางเป็นมิตรเหล่านี้เป็นคนพวกเดียวกับที่โจมตีและก็ขโมยของๆ แกรนพัลส์จริงๆรึ?

ยิ่งคิดวานิลาก็ยิ่งรู้สึกว่าถึงพวกเธอจะใส่เสื้อผ้าต่างจากพวกเค้า นก ปลาที่จับหรือพืชผักที่เก็บได้ก็รสชาติไม่เหมือนกัน... แต่แท้จริงแล้วมันก็ ไม่ได้มีอะไรต่างกันเลย....

"เป้าหมายของเราวันนี้คือการรวบรวมข้อมูลให้ได้มากขึ้นเท่านั้นนะ" วานิลากระซิบเบาๆที่หูของฟาง เธอไม่อยากต้องทำอะไรบุ่มบ่ามออกไปทั้งๆที่ยังไม่มีข้อมูลอะไรเลย ...

"...ก็ได้" ฟางตอบกลับมาด้วยเสียงขุ่นๆ แล้ววานิลาก็ได้ยินเสียงคนเรียกเธอจากข้างหลัง

"เฮ้ สาวๆ มาซื้อกันของกันเหรอจ๊ะ ไม่ใช่คนแถวนี้ใช่มั้ย"

ฟางสะดุ้งและก็รีบตั้งท่าตั้งรับพร้อมกับหันหลังกลับไปมอง มีชายหนุ่มอยู่สองคน วานิลามองแล้วก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ ผู้ชายสองคนนั้นส่งยิ้มกว้างมาให้เธอสองคน รอยยิ้มนั้นให้ความรู้สึกต่างกันมากเมื่อเทียบกับคู่สามีภรรยาที่เจอเมื่อ วาน บางทีพวกนี้อาจจะต้องการให้พวกเราประมาทก็ได้ จะได้จับพวกเราได้ง่ายๆหน่อย วานิลาคิด

"อ้ะ กลัวพวกเราเหรอ ไม่ต้องห่วง พวกเราไม่ใช่พวกคนประหลาดหรอก ฮ่าฮ่า"

ท่าทางกับคำพูดน่ะไปกันคนละเรื่องเลย วานิลาคิดพร้อมก้าวถอยหลัง ส่วนฟางเองก็ค่อยๆ เอื้อมมือไปจะหยิบอาวุธที่ซ่อนเอาไว้

"..อยากไปหาอะไรดื่มกันมั้ย? ไม่ก็ไปหาอะไรทานกัน ว่าไงจ๊ะ?"

หาอะไรทาน? ทั้งคู่หันมามองหน้ากันแบบงงๆ นั่นหมายถึงนั่งโต๊ะเดียวกันและก็กินอาหารด้วยกันน่ะเรอะ ดูเหมือนว่าพวกเค้าจะไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรแฮะ... พวกเธอนึกไม่ออกเลยว่าศัตรูจะมาพูดอะไรแบบนี้กับพวกเธอได้

"มีร้านดีๆอยู่แค่ตรงนี้เองนะ เดี๋ยวพวกผมนำไปเอง"

"ทานตอนนี้อาจจะเร็วไปหน่อย แต่อีกเดี๋ยวก็จะเที่ยงแล้วนา ถึงตอนนั้นคนจะแน่นจนหาร้านไม่ได้เลยแหล่ะ"

วานิลามองไปยังฟางอีกครั้ง ถึงแม้ฟางจะยังดูงงๆ อยู่แต่เธอก็อยู่ในท่าเตรียมพร้อมที่จะควักอาวุธออกมาได้ทุกเมื่อ วานิลาส่ายหน้าให้ฟางน้อยๆ ..อย่านะ เธอพยายามบอกฟางแบบนั้น

"รู้น่า.... งั้น.. ไปก็ได้"

ได้ยินแบบนั้นแล้วผู้ชายสองคนนั่นก็ยิ้มหน้าบานขึ้นมาทันที คราวนี้เป็นรอยยิ้มจริงๆ ไม่ใช่การเสแสร้งแบบครั้งที่แล้ว หรือว่าที่เราคิดว่าเค้ามีเจตนาร้ายนั้นจะเป็นการระแวงมากไปนะ ยังไงก็ตามการปฏิเสธที่จะไปทานข้าวด้วยคงจะเหมือนการประกาศสงคราม.... รึเปล่านะ? มันคงจะดูน่าสงสัยถ้าจะทำอะไรแบบนั้น และถ้านั่นนำไปสู่การต่อสู้ท่ามกลางศัตรูมากมายขนาดนี้ล่ะก็ไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดเลย การรวบรวมความทรงจำที่หายไปก็จะยิ่งยากมากขึ้นไปอีก

แล้วพวกเธอก็มาถึงร้านอาหารแห่งนึงที่มีคนแน่นขนัด ระหว่างทางที่เดินมาทั้งคู่ไม่ได้พูดกับชายสองคนนั้นหรือคุยกันเองเลย

"เอาล่ะ... งั้น สาวๆอยากทานอะไรกันครับผม?" ชายคนหนึ่งถามขึ้นมา ประหลาดจังเลย วานิลาคิด พวกเค้าเป็นคนชวนพวกเธอมาเองแต่ดันมาถามว่าอยากกินอะไรเนี่ยนะ?

"เมนูดูทางนี้เลย" เค้าชี้ไปที่ผนัง ยิ่งทำให้วานิลางงเข้าไปใหญ่ อืมม... มีอะไรเขียนอยู่บนนั้น.... น่าจะเป็นภาษาของโคคูนล่ะมั้งนะ มันอาจจะเขียนไว้ก็ได้ว่าพวกเธอต้องทำอะไรบ้างแบบที่คนที่นี่เค้าทำกัน แต่ปัญหามันอยู่ที่ทั้งเธอทั้งฟางต่างอ่านไม่ออกเลยซักกะจิ๊ดเดียวน่ะสิ

วานิลาหันไปหาส่งสัญญาณทางสายตาให้ฟางเพื่อถามว่าจะทำไงดี แต่ฟางกลับพยักหน้าและเอื้อมมือไปที่อาวุธอย่างรวดเร็ว

"ไม่ใช่แบบนั้น!" วานิลารีบตะครุบมือฟางเอาไว้ เสียงโวยวายทำให้ชายสองคนนั้นมองมาทางทั้งคู่อย่างสงสัย

"อ่า... ไม่มีอะไรจ้ะ จริงๆ ไม่มีอะไร" วาินิลาพยายามฉีกยิ้ม และก็ดูเหมือนจะได้ผล ชายสองคนนั้นยิ้มกลับมาแบบงงๆ

"ถ้าสาวๆเลือกไม่ได้ล่ะก็ เอาเมนูพิเศษละกันนะ?"

"โอเค เอานั่นแหล่ะค่ะ!" วานิลาพยักหน้าตอบ เธอพยายามหาทางทำอะไรก็ได้ที่ไม่ทำให้ดูผิดปกติ ชายคนนึงสั่งอาหารไป เธอก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

"แล้วพวกน้องมาจากไหนกันเหรอ?"

...เอาล่ะซี เพิ่งจะหมดไปได้ปัญหาหนึ่งก็มาเจอปัญหาใหม่ จะตอบยังไงดีนะ ไม่ให้มันดูพิลึกน่ะ?

"อืม.. มันอยู่ไกลน่ะค่ะ"

"ไกลเหรอ?"

"ใช่ ไกลมากเลย" แล้วเธอก็คิดได้ ถ้าพวกนั้นถามชื่อเมืองกลับมาล่ะ? ทางที่ดีเธอควรจะรีบฉวยโอกาสนี้ถามกลับดีกว่า

"แล้วทั้งคู่ล่ะ มาจากที่ไหนเหรอ?"

"อ้อ พวกเรามาจากเอเดนน่ะ เพราะมหาวิทยาลัยเราอยู่ที่นั่น"

"...มะหาวิดทายาลัย...อีเดน?"

"ช่าย มหาลัยเอเดน"

ดูเหมือนการสวนคำถามกลับไปจะไม่ใช่ไอเดียที่ดีเท่าไหร่แฮะ.... วานิลาคิด เธอจึงกระซิบถามฟาง

"มหาลัยหรืออีเดนนี่มันอะไรกันล่ะ"

"อย่าถามน่า ไม่รู้"

"ง่า..."

"เอ้ะ เดี๋ยวนะ" ดูเหมือนฟางจะคิดอะไรออกบางอย่าง 

"ถ้ามะหาวิดทายาลัยอะไรเนี่ยเป็นชื่อเมืองล่ะก็ อีเดนก็น่าจะเป็นชื่อภูเขาที่มันตั้งอยู่... อะไรเทือกๆนี้ล่ะมั้ง"

"เอ่อ... เกิดอะไรขึ้นรึเปล่าจ๊ะ" ชายสองคนนั้นถามงงๆ โชคดีที่ท่าทางสองคนนั้นจะไม่ได้ยินในสิ่งที่พวกเธอกระซิบกัน

"เปล่าจ้ะ แล้วที่มะหาวิดทายาลัยเนี่ย เป็นยังไงบ้างเหรอ"

"มหาวิทยาลัยเป็นยังไงน่ะเหรอ?"

วานิลาไม่เข้าใจว่าทำไมเค้าถึงต้องทวนคำถามเธอด้วย แต่เธอก็พยักหน้ากลับไป แล้วชายสองคนนั้นก็เริ่มต้นเล่าเรื่องเกี่ยวกับ"มะหาวิดทายาลัย"ให้ฟังอย่างกะตือรือร้น ดูเหมือนพวกเค้าจะภูมิใจกับเมืองของตนเองเอามากๆ ถึงวานิลาจะไม่เข้าใจว่าเรื่องบางเรื่องที่พวกนั้นเล่าคืออะไรก็ตาม แต่มันก็เป็นการดีที่เธอจะได้ไม่ต้องตอบคำถามเรื่องของตัวเองอีก เธอจึงพยักหน้าคล้อยตามและยิ้มเป็นระยะๆ

“ขอโทษที่ให้รอค่ะ” บริกรเข้ามาขัดจังหวะการสนทนาและยกอาหารมาเสิร์ฟเรียงไว้บนโต๊ะ

“ห๊ะ? ทำไมอาหารถึงมาเร็วจังล่ะ?” เธอนึกว่าอาหารจะใช้เวลานานกว่านี้มากๆ ในการทำ เธอถึงพยายามแทบตายที่จะหาประเด็นให้สองคนนั้นพูดพล่ามไปเรื่อยๆ

“...ง่า แล้วมันแปลกยังไงเหรอจ๊ะ?” ชายคนนึงถามขึ้นพร้อมมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ ราวกับว่าเธอไม่ควรจะตกใจที่อาหารมันมาเร็ว

“... ปละ...เปล่าจ้ะ! ...แหมดูน่าทานจังเลย งั้นขอทานเลยละกันนะ” และแล้วพวกเธอก็ทำพลาดอีกครั้ง...ทุกครั้งก่อนกินอาหารพวกเธอจะต้องยกนิ้วขึ้นมาไขว้ประสานกันเป็นสัญลักษณ์ก่อนหนึ่งครั้ง มันเป็นมารยาทตามปกติของเธอกับฟาง แต่สองคนตรงข้ามเธอกลับไม่ทำและก็จ้องพวกเธอ...

“..นั่นอะไรเหรอ? แบบว่าสวดมนต์อะไรรึเปล่า?”

“หือ? อ่า...ใช่จ้ะ”

“...พวกน้องนี่ตลกดีนะจ๊ะ...แหะแหะ ”

“...งะงั้นเหรอ?”

ก็ยังดีที่แค่ "ตลก" ...อย่าไปถึงขั้น "แปลก" เลยวานิลาคิดแล้วก็เริ่มตักอาหาร เข้าปาก... รสชาตินั้นไม่ค่อยเข้มข้นเท่าไหร่ แต่มันก็ไม่เลวเลย ก็เป็นอาหารที่ผ่านการปรุงมาอย่างดี ไม่เหมือนที่พวกเธอกินกันในวันที่ผ่านมา ถึงจะไม่ใช่รสชาติแบบที่เธอชอบก็ตาม แต่แค่นี้ก็โอเคแล้วล่ะ

“นั่นเกลือหรือน้ำตาลน่ะ? ...ส่งมาให้ที ชั้นขอเหยาะลงไปหน่อย” ฟางพูด

"ทำอะไรน่ะฟาง? อย่าใส่ลงไปมากขนาดนั้นสิ!"

และแล้วพวกเธอก็ทำอะไรแปลกๆอีกแล้ว นี่มันครั้งที่เท่าไหร่แล้วเนี่ย? วานิลาอยากจะร้องไห้ ฟางก็คือฟาง ไม่เคยแคร์อะไรทั้งนั้น ...

“ทำไมง่ะ? ปกติชั้นก็กินแบบนี้” ฟางเหยาะเกลือลงไปอีก แล้วก็ตักเข้าปาก ผู้ชายสองคนนั้นดูเหมือนจะช็อคไปแล้ว...

“เอ่อ.. .อืม... แหม ท่าทางจะชอบกินเค็มนะจ๊ะ!”

ถูกต้องตรงเผง  ฟางน่ะติดกินเค็มมาก แต่ดูเหมือนในโคคูนนี่มันจะไม่ใช่เรื่องปกติแฮะ

“อืม ว่าแต่นั่นน่ะ คืออะไรเหรอ?” นอกจากจะเมินเฉยต่อท่าทีตื่นตะลึงของสองคนนั้นแล้ว ฟางยังชี้และถามถึงวัดของพวกเธอที่เห็นยอดอยู่ไกลๆ

“หือ? อ้อ หมายถึงซากปรักหักพังจากพัลส์น่ะเหรอ?”

ดูเหมือนพวกนั้นจะโล่งใจที่เปลี่ยนเรื่องพูดไปเสียได้ ทั้งคู่ไม่ได้มองไปที่จานของฟางอีกแล้ว เค้าคงจะพยายามลืมๆเรื่องเกลือตะกี้อยู่ด้วย...

“ใช่ นานเท่าไหร่แล้วที่... "ซากปรักหักพัง" นั่นอยู่ตรงนั้นน่ะ?”

พวกนั้นมองเธอแปลกๆ บางทีมันคงจะเป็นสิ่งที่แม้แต่เด็กเล็กๆ ก็รู้ ยิ่งคุยไปเท่าไหร่ก็ยิ่งเหมือนกับว่าเธอกำลังขุดหลุมฝังตัวเอง วานิลาพยายามทำหน้าขอโทษที่พวกเธอนั้นไม่รู้อะไรบ้างเลย

“ก็...พวกเธอดูเป็นคนมีความรู้นี่นา.... ใช่ พวกเธอน่ะต้้องเป็นคนฉลาดรอบรู้แน่ๆ... เราก็เลยอยากรู้รายละเอียดน่ะ” วานิลาป้อนลูกยอเข้าไป.... ใครๆก็ชอบคำยอทั้งนั้นแหล่ะ ถึงเค้าจะไม่ถึงขั้นชอบใจแต่ก็ไม่มีใครอารมณ์เสียเพราะถูกยอแน่ๆ ล่ะ และก็ดูเหมือนจะได้ผล ทั้งสองคนนั่นยิ้มกริ่ม และก็เล่าให้เธอฟัง

“อืม ทฤษฏีนึงเค้าก็บอกว่าประมาณ 666 ปีที่แล้วน่ะนะ แต่บางทฤษฏีก็บอกว่า 650 บางทีก็บอกว่า 600 น่ะ”

วานิลาตกใจจนตาเบิกกว้าง เธอก็คิดไว้อยู่แล้วว่ามันคงจะผ่านมานานหลายร้อยปี แต่พอได้รู้ตัวเลขชัดๆ แบบนี้มันทำให้เธอตกใจมาก

“แต่ในหนังสือน่ะ บอกว่า ‘เมื่อ700 ปีที่แล้ว หลังจากสงครามแห่งการเปิดเผยความจริง ฟัลชี่ก็ได้นำมันขึ้นมาจากพัลส์’ มันก็มีหลากหลายทฤษฏี หลากหลายความเชื่อน่ะแหล่ะ แต่ก็ไม่มีอันไหนที่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนน่ะ"

เจ็ดร้อยปี หกร้อยปี คำเหล่านี้ก้องอยู่ในหัวของเธอจนคำพูดต่อๆมาแทบจะไม่เข้าหัวเลย

“งั้น...ซากปรักหักพังนี่น่ะ...ตอนนี้เป็นยังไงบ้างล่ะ? การที่มันอยู่ที่นี่ส่งผลให้คนที่พัลส์เกิดปัญหาอะไรรึเปล่า?”

ชายสองคนนั้นมองหน้ากัน แล้วก็หัวเราะ

“ปัญหาเหรอ? ฮ่าฮ่า พูดยังกับมีคนอยู่บนพัลส์อย่างนั้นล่ะ”

“...แล้ว ที่นั่นไม่มีเหรอ?” แม้แต่ฟางก็ยังอึ้้งไปเลย

“พัลส์ น่ะคือนรกนะ ไม่ใครอยู่ที่นั่นได้หรอก แหม ไม่ค่อยได้ตั้งใจเรียนประวัติศาสตร์ล่ะสิเนี่ย? ฮ่าฮ่า” พวกนั้นคงเจตนาจะพูดเล่น แต่มันก็แทงใจดำ วานิลาพยายามจะเบี่ยงประเ็นแต่เธอก็ทำได้แค่หัวเราะแห้งๆ เท่านั้น

“ถึงอย่างนั้นเค้าก็บอกกันนะ ว่ามีพวกคนป่าอยู่ข้างล่างน่ะ พวกนั้นน่ะไม่ได้ดีไปกว่าสัตว์หรอก แต่ก็....”

“พวกคนป่า...”

“ช่าย พวกนั้นน่ะ พูดภาษาคนแทบจะไม่ได้ด้วยซ้ำ และก็ใส่พวกหนังสัตว์อะไรแบบนั้นน่ะ ฟัลชี่ก็เคยจะเอาพวกนั้นมาเป็นแรงงานนะ แต่เห็นว่าพวกนั้นน่ะโง่จนทำอะไรๆให้ดีไม่ได้ ไร้ประโยชน์ ”

วานิลารู้สึกโกรธจนหูอื้อตาลาย “คนป่าไร้ประโยชน์” พวกนั้น ก็คือผู้คนของเธอ

“ถ้ามีแต่พวกนั้นอยู่ที่นั่นล่ะก็คงจะไม่เป็นปัญหาอะไรหรอก ในเมื่อเราเอาของมาใช้ประโยชน์บนนี้ได้นี่ ควรจะขอบคุณด้วยซ้ำ”

วานิลาคิดถึงเมืองที่ผู้คนต้องอดอยากแร้นแค้นเพราะที่นาพืชผลถูกฟัลชี่เอาไป ก่อนจะทันได้เก็บเกี่ยว.... ถนนที่ถูกทำลายทำให้การเดินทาง การขนส่งอาหาร เชื้อเพลิงต่างๆ ต้องถูกตัดขาด ผู้คนก็เหมือนถูกทิ้งให้ตายทั้งเป็น ควรจะขอบคุณเหรอ? ขอบคุณ?

คนพวกนี้ไม่รู้อะไรเลย เค้าไม่รู้เลยว่ามันโหดร้ายแค่ไหน ก็แค่มีชีวิตไปวันๆ อย่างสุขสบายด้วยสิ่งที่ฟัลชี่มอบให้ สิ่งทีโขมยไปจากเรา

กำปั้นเธอกำลังสั่นอยู่ใต้โต๊ะ เธออยากจะทำลายจานบนโต๊ะให้แตกไปซะ ที่ตอนนี้เธอยังไม่ทำไม่ใช่เพราะว่าเธอกำลังควบคุมตัวเองอยู่หรอก แต่เธอกำลังรอจังหวะจากฟางตะหาก 

“ออกไปข้างนอกกันแป๊บนึงได้มั้ย” ฟางหยุดกินแล้วก็ยืนขึ้น

“หืม? แต่ยังกินกันไม่เสร็จเลยนี่...”

“ไม่เป็นไรหรอก มาด้วยกันแป๊บนึงสิ ตอนนี้เลย” ฟางพูดด้วยเสียงสงบพร้อมยิ้มน้อยๆ  ดูเหมือนชายสองคนนั้นจะไม่เห็นเจตนาใต้รอยยิ้มนั้น ....ท่าทางพวกนี้คงจะขาดความฉลาดอย่างรุนแรง หรือว่าชาวโคคูนเค้าไม่คิดกันว่าการที่หยุดทานอาหารกลางคันแล้วก็เรียกออกไปคุยน่ะคือการประกาศสงครามนะ?  ชายสองคนนั้นเดินตามออกมาโดยไม่ได้ระมัดระวังอะไรเลย ถึงแม้จะเดินเข้ามาในที่ๆ ค่อนข้างไกลจากสายตาคนแล้วก็ตาม....

แค่สองสามหมัดของฟางก็ทำให้พวกนั้นหลับกลางอากาศแล้วก็ลงไปกองกับพื้นได้แล้ว น่าสมเพชชะมัด ก็อ่อนแอเหมือนกันปลาและนกที่จับเมื่อวานน่ะแหล่ะ

“เสียใจอย่างสุดซึ้งว่ะที่ชั้นเป็นคนป่านั่น คนอย่างพวกแกมันยิ่งกว่าเศษสวะซะอีก เหมือนกับไส้เดือนที่คืบคลานอยู่ตามพื้นสกปรกๆนั่นแหล่ะ”

แน่นอนว่าชาย 2 คนนี้ไม่มีสติแล้ว แต่พวกนั้นคงจะดีใจกว่าที่ไม่ต้องได้ยิน... ฟางเตะทั้งสองคนนั้นอยู่พักนึง แล้วก็คุกเข่าลงไป เหมือนกับจะนึกอะไรขึ้นมาได้

“ทำไมเหรอ?”

“ของๆ พวกมันไง...” ฟางพูดแล้วก็เริ่มรื้อค้นตัวสองคนนั้น

“อ๋อ!” วานิลารีบวิ่งเข้ามาช่วยค้นตัวพวกนั้นดู เผื่อว่าจะมีอะไรที่เป็นประโยชน์กับพวกเธอได้บ้าง เช่นอาวุธต่างๆ

“แปลกแฮะ...”

“ทำไมเหรอ?”

“หมอนี่ไม่เห็นมีเงินติดตัวอยู่เลย แล้วคนนู้นล่ะมีรึเปล่า?”

“เดี๋ยวนะ....ไม่มีแฮะ” ความจริงแล้วเค้าแทบจะไม่มีของติดตัวเลย และพวกนี้ก็ไม่ได้สะพายกระเป๋าเลยด้วย

“งั้นเมื่อกี้พวกมันจ่ายเงินยังไงล่ะ?”

“เอ๊ะ นี่อะไรน่ะ?” วานิลาพูดพร้อมกับหยิบแผ่นเหล็กสีเทาๆขึ้นมา มันมีปุ่มสีดำกลมๆอยู่ตรงกลาง

“ฟาง นี่มันเป็นบัตรอะไรรึเปล่าน่ะ?”

“หมอนี่ก็มีเหมือนกันแฮะ”

วานิลาลองกดปุ่มสีดำดู แล้วส่วนสีเทาก็สว่างขึ้นมา จนกระทั่งใสมองทะลุได้ เธอรู้สึกแปลกใจ ของเล็กๆ บางๆ แบบนี้มีกลไกอะไรซ่อนอยู่ได้ด้วยเหรอเนี่ย? แล้วสักพักก็มีภาพสามมิติลอยขึ้นมาอยู่บนบัตรนั่น

“นี่มัน...”

“ยืนยันสิทธิเจ้าของบัตรรึเปล่า”

เธอลองกดปุ่มอีกครั้งแต่รูปก็ยังไม่เปลี่ยน ลองกดที่อื่นๆ ดูก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“คงจะใช้ได้แต่เจ้าของเท่านั้นล่ะมั้ง”

ฟางพยักหน้า ก่อนจะค้นทั่วๆ ตัวพวกนั้นเป็นครั้งสุดท้ายว่ายังเหลืออะไรที่ใช้ได้อยู่อีกบ้าง ทันใดนั้นเธอก็เงยหน้าขึ้นเพราะได้ยินเสียงบางอย่าง

มันเป็นเหมือนเสียงปีกกระทบกัน ทั้งคู่รีบเข้าไปซ่อนในมุมมืด เสียงนั่นเป็นเสียงของนกตัวหนึ่ง นกสีขาวท่าทางอันตรายกว่านกน้ำเมื่อวานโฉบลงมา นกตัวนี้แทนที่จะมีตาอยู่ข้างๆ กลับมีตาอยู่ด้านหน้าแทน ดูเหมือนมนุษย์เลย วาินิลาคิด มันบินวนเหนือพวกเธอรอบหนึ่งก่อนจะบินจากไป...

“นกนั่นมองดูพวกเราเหรอไงนะ?ท่าทางมันประหลาดจัง ...”

“ไม่ใช่หรอกน่า ระแวงเกินไปแล้ว ...”

“อืม... งั้นมั้ง”

“อ๊ะ เกือบลืมไปเลย”

ฟางยังถือบัตรอยู่อีกใบ เธอลองกดดู แล้วมันก็ส่องแสงสว่างขึ้น แต่จู่ๆ ก็มีไฟฟ้าเปรี๊ยะขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะดับไป

“ฟางทำมันพังแล้วเหรอ!?”

“งั้นมั้ง...” ฟางเดาะลิ้น และก็ลองกดปุ่มบนบัตรอีกครั้งแรงกว่าเดิมจนบัตรสว่างขึ้นอีกครั้งนึง

“อ้าว ยังใช้ได้นี่!” วานิลาพูดพร้อมกับเข้าไปดูใกล้ๆ บัตรอันนี้ไม่ได้แสดงหน้าเจ้าของเหมือนกับอันที่แล้ว มันไม่แสดงอะไรขึ้นมาเลย แต่มีตัวอักษรเขียนอยู่บนบัตร ทั้งเธอและฟางอ่านไม่ออก แต่ก็เดาเอาว่าข้อมูลเก่าคงจะถูกลบไปแล้ว

“แล้วตอนนี้เราใช้มันได้รึยังเนี่ย?” พวกเธอคงจะบันทึกข้อมูลใหม่ลงไปแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ว่าถ้าเอาไปใช้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่แค่นี้ก็ถือว่าโชคดีแล้วล่ะ

“งั้นมั้ง แล้วเราจะทำยังไงกับมันดีล่ะ?”

“ไม่รู้สิ...” วานิลายกมือทำท่ายอมแพ้

“แต่ก็เก็บไว้ดีกว่า”

“อื้ม” เราก็กำลังจะกลายเป็นหัวขโมยเหมือนกันสินะ วานิลาคิด ทันใดนั้นก็มีเสียงคนวิ่งเข้ามาใกล้ๆ ทั้งคู่จึงรีบลุกขึ้นและวิ่งหนีไปจากจุดนั้น

“พวกนี้เป็นศัตรูของเราจริงๆด้วย...” วานิลาพึมพำ

“อะไรนะ?”

“เปล่าจ้ะ” วานิลาฝืนยิ้มแล้วก็วิ่งต่อไป มีหลายเรื่องที่อยู่ในหัวของเธอและเธอก็อยากให้ตัวเองลืมๆ เรื่องเหล่านั้นไปซะ...

พอมาถึงที่วัดเธอก็สังเกตได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ มันไม่เหมือนเดิม มีคนเข้ามาที่นี่ มีร่องรอยว่ามีคนใช้ลิฟต์ ศัตรูเหรอ?

“มีคนจากโคคูนอยู่ในนี้” ฟางกระซิบพร้อมหยิบหอกมาถือในมือ

วานิลาลองมองขึ้นไปข้างบนผนังวัด.... วัดนี้เป็นวัดสำหรับใช้ทดสอบคนที่จะเป็นลูชี่ ในส่วนที่ลึกที่สุดนั้นมีฟัลชี่'อนิม่า' หลับใหลอยู่... คนที่ไปถึงที่นั่นได้จะได้รับการพิจารณา  ใครที่มีจิตใจไม่บริสุทธิ์ มีจิตที่ชั่วร้าย หรือมีความไม่เหมาะสมใดๆจะไม่สามารถเปิดประตูศักดิ์สิทธิ์นั้นได้

“ระวังนะ อย่าประมาท”

“อื้อ รู้แล้ว” ทั้งคู่มองตากันแล้วพยักหน้า จากนั้นพวกเธอก็ขึ้นบันไดไปพร้อมเงี่ยหูฟังเสียง เผื่อว่าจะได้ยินเสียงของผู้บุกรุก ไม่นานนักก็มาถึงประตูบานแรก... ถ้าเป็นคนจากโคคูนจริงล่ะก็ คนๆ นั้นก็น่าจะเดินอยู่แถวนี้้ ไม่น่าจะผ่านไปได้นี่นา?

“ถึงอย่างนั้นเค้าก็บอกกันนะ ว่ามีพวกคนป่าอยู่ข้างล่างน่ะ พวกนั้นน่ะไม่ได้ดีไปกว่าสัตว์หรอก แต่ก็....”

นั่นเป็นสิ่งที่ชาวโคคูนคิดกับชาวพัลส์ ใครที่มีความคิดแบบนั้นจะไม่มีวันผ่านประตูเข้าไปได้เลย อย่าว่าแต่จะเหยียบเข้ามาในวัดแห่งนี้เลยด้วยซ้ำ

แต่ก็ไม่มีใครอยู่แถวนั้น แปลว่าผู้บุกรุกผ่านประตูนี้ไปได้แล้วก็เดินต่อไป ถึงวานิลาจะรู้สึกสับสนแต่เธอก็ต้องรีบติดตามผู้บุกรุกต่อไป ทั้งคู่รีบวิ่งไปที่ลิฟต์ แต่ก็ไม่มีใครอยู่ที่นั่น หมายความว่าผู้บุกรุกไม่ใช่คนที่มีจิตใจชั่วร้ายอย่างนั้นเหรอ? หรือว่าชาวโคคูนรู้วิธีที่จะตบตาประตูศักดิ์สิทธิ์ได้

“เป็นไปไม่ได้...”

พวกเธอมุ่งหน้าไปยังส่วนที่ลึกที่สุดของวัด ห้องสุดท้ายก่อนจะพบฟัลชี่ ก่อนหน้านี้ทั้งคู่เคยมาที่นี่เพียงหนเดียวเท่านั้น...แล้วประตูก็เปิดออก ผู้บุกรุกอยู่ตรงนั้นเอง นอนสลบไสล เป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง...

“เธอคงจะหลงทางมาสินะ...” ฟางลดหอกลง เด็กคนนี้ดูอายุพอๆ กับวานิลา...และไม่มีอาวุธใดๆ "เธอมาตัวคนเดียว" ฟางมองเด็กคนนั้นด้วยสายตาเย็นชา วานิลารู้ว่าฟางกำลังคิดอะไรอยู่ พวกเธอควรจะฆ่าเด็กคนนี้เพื่อปิดปาก ไม่อย่างนั้นแล้วหลังจากเธอฟื้น เธอก็จะต้องไปบอกคนอื่นแน่ๆ ว่าที่นี่มีอะไร...แต่ทันใดนั้น วานิลาก็เห็น

“เดี๋ยว!” วานิลาคุกเข่าลงไปจับแขนของเด็กคนนั้น

“ฟาง! บนแขนของเค้า...”

เหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยนกับสัญลักษณ์ที่พวกเธอมี

“เด็กคนนี้...เป็นลูชี่แล้ว” เธอมีเครื่องหมายของลูชี่อยู่ ลูชี่ที่ถูกเลือกโดยฟัลชี่อนิม่า ลูชี่ที่มีภารกิจที่ต้องทำให้ลุล่วง

“ทำไม....” เสียงของฟางสั่น.. “ทำไมถึงเลือกคนจากโคคูนล่ะ?” หอกของเธอหล่นลงและเสียงก็สะท้อนไปทั่ว... “ทำไมฟัลชี่ถึงทำแบบนี้?”

ไม่มีคำตอบใดๆ...ฟัลชี่ไม่ใช่สิ่งที่จะมาคอยตอบคำถามมนุษย์

“ทำไมคนจากโคคูนถึงกลายเป็นลูชี่ของแกรนพัลส์ได้ล่ะ? จะบอกว่าพวกเรากับคนพวกนี้ไม่ได้แตกต่างกันเหรอ?”

“แต่คนจากโคคูน จะได้รับภารกิจไปเพื่ออะไร...?”

ภารกิจ... พอพูดคำนั้นออกมาวานิลาก็เห็นฟางเอามือจับแขนตัวเอง สัญลักษณ์ของฟางนั้นเป็นสีขาวราวกับว่ามันมอดไหม้ ฟางจำอะไรไม่ได้ ฟางไม่รู้ว่าภารกิจของตนเองคืออะไร เพราะแบบนี้ฟัลชี่ถึงได้หาลูชี่คนใหม่สินะ...

“...รีบเอาเค้าออกไปก่อนดีกว่า” ฟางอุ้มเด็กคนนั้นขึ้นมา วานิลามองไม่เห็นหน้าฟางแต่เธอก็รู้ว่าฟางคงรู้สึกแบบเดียวกัน ทั้งคู่เดินออกมา วานิลาหันกลับไปมองฟัลชี่อนิม่า แต่สิ่งนั้นก็ยังคงสงบนิ่งอยู่เหมือนเดิม...

พอออกมานอกวัดแล้วฟางก็วางเธอลง เด็กคนนั้นก็ยังไม่ได้สติ

“เค้าน่ะ...ถูกเลือกแทนพวกเรา...”

แน่นอน ฟางรู้ดี ตั้งแต่ตอนที่เห็นสัญลักษณ์ของเด็กคนนี้แล้ว วานิลาเห็นหน้าของฟางนั้นหม่นหมอง

“พวกเราเป็นลูชี่ที่น่าสมเพชชะมัด... จำไม่ได้แม้แต่ภารกิจของตัวเอง ก็เลยทำให้ต้องมีคนอื่นถูกเลือกแทน ”

ไม่ใช่หรอก วานิลาคิดอยู่ในใจลึกๆ...ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของชั้นเอง ความผิดของชั้นทั้งหมดเพราะว่าชั้น... หนีความจริง ฟัลชี่มองเห็นและก็รู้ มันเป็นความผิดของชั้นคนเดียวที่เด็กคนนี้ต้องมาเจอเคราะห์ร้ายไปด้วย

แล้วเปลือกตาของเด็กคนนั้นก็กระตุก ทั้งสองคนจึงไปรีบไปซ่อนในมุมมืดเพื่อแอบดูไกลๆ

เด็กคนนั้นลุกขึ้นมานั่งและคงจะรู้สึกวิงเวียนเพราะเธอนิ่งอยู่นาน สักพักเธอก็ลุกขึ้นมาและเห็นสัญลักษณ์นั่นจึงพยายามถูมันให้ออก

“เค้ารู้รึเปล่านะว่านั่นคืออะไร? โคคูนก็มีฟัลชี่นี่”

“อาจจะไม่รู้ก็ได้เพราะว่าสัญลักษณ์มันรูปร่างไม่เหมือนกัน”

แล้วพวกเธอจะทำยังไงดี? ถ้าเด็กคนนั้นไม่รู้ว่าภารกิจของเธอคืออะไรล่ะก็ เธอก็จะล้มเหลวและกลายเป็นซีคอร์ป แต่ถ้าจะให้พวกเธอบอกความจริงไปเด็กคนนั้นจะเชื่อพวกเธอเหรอ?

“ดูเหมือนเธอจะรู้นะ...”

เด็กคนนั้นทรุดตัวลง พวกเธอได้ยินเสียงเค้าพูดว่า 'นี่มันต้องเป็นแค่เรื่องล้อเล่นสิ' แต่วานิลา และฟางก็สังเกตเห็นสัญลักษณ์ของเด็กคนนั้นกำลังเปลี่ยนไป เธอกำลังกลัว จิตใจเธอกำลังสั่นคลอน

ตอนนี้เธอคงรู้แล้วว่าเธอถูกเลือกให้เป็นลูชี่ของแกรนพัลส์...ไม่สิ ลูชี่ของ 'ขุมนรกที่คนป่าอาศัยอยู่'

เด็กคนนั้นร้องไห้จนตัวสั่น... สักพักก็ดูเหมือนเธอจะรวบรวมกำลังยืนขึ้นมาได้และเดินจากไปทั้งๆ ที่ตัวสั่นเทา เธอดูตัวเล็กแล้วก็อ่อนแอเหลือเกิน

....มันไ่ม่สามารถจะแก้ไขอะไรได้แล้ว เด็กคนนั้นไม่เกี่ยวอะไรด้วยเลย เธอต้องเข้ามาอยู่ในปัญหาเดียวกันเพียงเพราะเธอบังเอิญไปอยู่ที่นั่นเท่านั้นเอง

“อย่าทำหน้าแบบนั้นน่า..”

“แต่ว่า...” เมื่อเป็นลูชี่ไปครั้งหนึ่งแล้วชีวิตเด็กคนนั้นจะเปลี่ยนไปตลอดกาล และนั่นก็เป็นความผิดของพวกเธอ

“สิ่งเดียวที่เราทำได้ก็คือหาภารกิจให้พบ ทำให้สำเร็จ แล้วก็กลับไปยังแกรนพัลส์”

ถ้าเด็กคนนั้นมาแทนพวกเธอล่ะก็ ภารกิจก็คงจะเป็นอย่างเดียวกัน ถ้าพวกเธอทำสำเร็จ เด็กคนนั้นก็จะได้ไม่ต้องกลายเป็นซีคอร์ป ฟางคงคิดแบบนั้น แต่เด็กคนนั้นก็จะต้องกลายเป็นคริสตัลอยู่ดี...

“ฟาง...ภารกิจของพวกเราน่ะ ช่างมันเถอะ”

สัญลักษณ์ของฟางนั้นตายไปแล้ว ถึงฟางจะทำไม่สำเร็จ แต่ฟางก็อาจจะไม่ต้องกลายเป็นซีคอร์ปก็ได้ ถ้าเป็นแบบนั้นจริง วานิลาก็ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว

“ไม่ได้” ฟางพูด “ยังไงสัญลักษณ์ของเธอก็ยังอยู่ ถ้าเราทำไม่สำเร็จ เธอจะกลายเป็นซีคอร์ป”

“ไม่เป็นไรหรอก ชั้นไม่...”

“เธอเป็นคนพูดเองนะ ว่าเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป!” ฟางยกสองอุ้งมือขึ้นมาประคองหน้าวาินิลาไว้

“เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป...”

“ใช่..”

“เราจะกลับบ้านด้วยกัน...”

“สัญญากันไว้แบบนั้นไม่ใช่เหรอ?” วานิลายกมือขึ้นมาแนบกับมือฟางพร้อมพยักหน้า

“อื้ม..ใช่..ชั้นแค่...”

เราสัญญากันไว้นานมากมาแล้ว เราจะไม่เป็นอะไรตราบใดที่ยังมีกันและกัน เราจะไม่มีวันแยกจากกัน นั่นเป็นสัญญา...สัญญาที่เธอจะรักษาไว้ตลอดไป...

=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=

 

comment สักนิด

-...ยาว...จริงๆ มันเว้นช่องไฟแปลกๆ ทนเอาหน่อยนะคะ โปรแกรมมันเอ๋อเหรอ

-ตอนแปลบทแรกว่าเหนื่อยแล้วกับการแปลไม่ให้คนอ่านอ้วกเพราะอาการหลงน้องของพี่สาวซิสค่อนบางคน... มาตอนนี้พอกันเลย...ตอนท้ายๆนั่นมันอะไรกัน-[]-" ถ้าทีมงานไม่ได้เปลี่ยนเพศฟางให้กลายเป็นหญิงตอนหลัง คงมีคู่รักประจำffโผล่มาอีกคู่แน่นอน

ที่มา : taepoppuri

นิตยสารแฟมิซือฉบับสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ลงสกู๊ปเกี่ยวกับ "โซระ" พระเอกวัยละอ่อนจากซีรียส์ Kingdom Hearts ซึ่งล่าสุดพึ่งถูกจัดลำดับเป็นตัวละครที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นลำดับที่ 5 จากการโหวตโดยผู้อ่านแฟมิซือ ในการนี้คุณเท็ตสึยะ โนมุระก็ได้กล่าวถึงจุดกำเนิดของโซระพร้อมทั้งอนาคตของเกมซีรีนส์นี้ลงในบทความดังกล่าว ซึ่งมีเนื้อหาส่วนที่น่าสนใจดังนี้

จุดกำเนิดของโซระจากปลายปากกาของเท็ตสึยะ โนมุระ

"ในตอนแรกนั้นเขาถูกออกแบบมาให้มีรูปร่างคล้ายกับสิงโต โดยเฉพาะลักษณะใบหูและหาง อาวุธของเขาก็ไม่ใช่คีย์เบลด แต่เป็นอะไรซักอย่างที่คล้ายกับเลื่อยไฟฟ้า การที่เค้ามีหางจะทำให้เขาดูกลมกลืนกับลายเส้นของตัวละครที่ทางดิสนีย์ออกแบบมา โดยโปรเจคท์ Kingdom Hearts นี้ได้เกิดขึ้นในช่วงระหว่างการพัฒนา Final Fantasy VIII แต่เมื่อซีรียส์นี้ก้าวไปจนถึง Final Fantasy IX ตัวละครอย่างซีดานที่มีหางอยู่แล้วจึงถือกำเนิดเกิดขึ้นมา หางของโซระก็เลยถูกถอดออกไป"

"ท้ายที่สุด ระหว่างการแลกเปลี่ยนไอเดียกับทีมงานฝั่งดิสนีย์นั้น ลายเส้นส่วนที่ถูกตรงเกินไปได้ถูกดัดแปลงให้มีความโค้งเว้ามากขึ้น (กางเกงกับรองเท้าได้รับผลกระทบจากจุดนี้) หลังจากนั้นหนึ่งคืน โซระในแบบที่พวกเรารู้จักก็ถือได้เสร็จสมบูรณ์"

"ในฉากจบลับของ Kingdom Hearts -Birth by Sleep- ได้บ่งบอกว่าการรอคอยโซระกำลังจะสิ้นสุดลง ราวกับจะบอกเป็นนัยว่าเกมจะถูกพัฒนาต่อแน่ๆ ดังนี้โปรดติดตามบทบาทของโซระในอนาคตต่อไปด้วยนะครับ แต่ถึงแม้จะพูดแบบนั้น ผมก็ยังพูดไม่ได้ว่าเกมมันจะออกมาในชื่ออะไร อาจเป็น Kingdom Hearts III ก็ได้ เพราะมีเสียงเรียกร้องจากแฟนๆ ทั่วโลกมาแบบนั้นนี่นา ผมเองก็จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อทำให้มันกลายเป็นความจริงให้เร็วที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ครับ"

ที่มา : Heartstation

บันทึกของเล็วล์ [3]

posted on 05 Feb 2010 23:14 by ffplanet

สมาคมเซลกี้เป็นเมืองท่าที่ปกครองโดยไวการิ ชายร่างยักษ์ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวเซลกี้ทั้งมวล เผ่าเซลกี้นั้นขึ้นชื่อในเรื่องความปราดเปรียวที่มีอยู่เหนือเผ่าพันธุ์ทั้งปวงอยู่แล้ว พวกเขาจึงเลือกที่จะใช้ความสามารถนี้ในการออกหาและค้าข่าว ด้วยเหตุนี้เมื่อใดก็ตามที่เราต้องการจะล้วงข้อมูลสำคัญ การพึ่งพาบริการของพวกเขาจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ฉันเดินเข้าไปพูดคุยถามไถ่ข้อมูลของเรื่องแม่สาวยูคจากทางไวการิ ตัวเขาเองยังคงไม่มีข้อมูลของแม่นี่อยู่ แต่เขาก็รู้สึกติดใจและอยากเสาะหาข้อมูลของเรื่องนี้เช่นกัน แน่นอนว่าไวการิประเมินราคาข้อมูลแม่นั่นเอาไว้สูง และคนที่ถังแตกอย่างฉันก็ไม่มีเงินจะจ่ายเขา ชายร่างยักษ์คนนี้จึงเสนอให้ฉันทำงานให้กับเขาเป็นการตอบแทน งานที่เขาจะให้ทำก็คือการใช้พลังของฉันขับเคลื่อนรถไฟแทนพลังงานจากสะเก็ดคริสตัล โดยฉันต้องช่วยงานเขาเป็นเวลา 3 วัน และเขาจะจัดเตรียมข้าวปลาอาหารและของว่างเอาไว้ให้ด้วย

บ้ารึเปล่า จะให้ฉันทำงานแทนเครื่องจักรเนี่ยนะ... ฉันถามไวการิด้วยความคิดที่ว่าเขาคงจะพูดเล่น แต่เขากลับพูดอย่างจริงจัง ไวการิบอกว่าเผ่าลิลตี้เริ่มทำการริบสะเก็ดคริสตัลกลับคืนสู่ทางการแล้ว (สงสัยจะป้องกันไม่ให้แม่ยูคนั่นมาสูบพลังไปอีก) เมื่อรถไฟขบวนสุดท้ายของเขาไปถึงเมืองหลวง ทางการก็จะทำการริบสะเก็ดคริสตัลออกไป

จากการได้คุยกับซิดมาก่อน ทำให้ฉันได้พบทางออกที่ดีกว่า ฉันเสนอไวการิไปว่าฉันจะช่วยติดต่อนักวิศวกรคนหนึ่งที่พึ่งคิดค้นกลจักรไอน้ำให้ ด้วยกลจักรที่ว่านี้รถไฟของเขาจะสามารถทำงานได้ด้วยพลังงานจากไอน้ำ ทำให้เขาไม่ต้องพึ่งพาพลังงานจากสะเก็ดคริสตัล รวมทั้งเตาปฏิกรณ์คริสตัลอีกต่อไป

แม้ว่าไวการิจะไม่อยากใช้เครื่องมือที่ประดิษฐ์โดยซิดซึ่งเป็นชาวลิลตี้ แต่เขาก็ต้องจำใจยอมรับข้อเสนอของฉันเพราะมันไม่มีหนทางอื่นอีกแล้วที่จะทำให้ธุรกิจรถไฟของเขาเดินหน้าต่อได้ เขาจึงรับปากที่จะช่วยฉันตามหาข้อมูลที่ว่า และยังบอกลูกน้องให้รีบไปหาข้อมูลดังกล่าวมาให้ได้ โดยมีรางวัลขั้นต่ำให้ถึงหนึ่งหมื่นกิล

จะว่าไปแล้วไวการินี่ก็แปลกเหมือนกันนะ ถึงจะเกลียดขี้หน้าเผ่าลิลตี้ แต่ไอ้รถไฟของเขามันก็ทำงานด้วยเตาปฏิกรณ์คริสตัลซึ่งประดิษฐ์ขึ้นโดยซิดซึ่งเป็นชาวลิลตี้อยู่ดี พอฉันทักท้วงเรื่องนี้ขึ้นมาเขาก็บอกให้ฉันหุบปาก แล้วแก้ตัวว่าเขาซื้อรถไฟนี้ต่อมาจากเผ่ากลาวัทต่างหาก เขาไม่รู้เรื่องที่ฉันพูดถึงมาก่อน

เมื่อตกลงกันได้ฉันก็ถามไวการิว่าฉันจะเดินทางไปเมืองหลวงยังไงให้ปลอดภัย เขาก็แนะนำมาว่าให้ฉันรีบขึ้นรถไฟขบวนเที่ยวสุดท้ายที่จะมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงซะ รถไฟนั่นดำเนินกิจการโดยเขา ดังนั้นมันก็น่าจะปลอดภัยสำหรับฉัน อย่างไรก็ดีไวการิยังอุตส่าห์กำชับนักหนาว่าให้ฉันจ่ายค่าตั๋วรถไฟด้วย เดี๋ยวนี้ฉันเครดิตแย่ขนาดนั้นแล้วหรือเนี่ย

พอออกมาจากที่ทำการของสมาคมเซลกี้ ฉันก็ได้รับจดหมายจากไคส์ซึ่งมีข้อความว่าคริสตัลไอดอลที่ฉันให้เอาไปคืนน่ะ เดิมทีมันเป็นของที่ถูกขโมยมาจากโบราณสถานที่ตั้งอยู่ใต้อนุสาวรีย์ชัย ที่จริงแล้วในโบราณสถานนั้นควรจะมีคริสตัลไอดอลอีกชิ้นหนึ่งอยู่ แต่มันกลับถูกขโมยไปแล้วเช่นกัน ไม่มีใครรู้ว่ามันหายไปไหน แต่ฉันเชื่อว่ายัยนั่น... ยัยเบลล์นั่น ต้องเป็นคนขโมยไปในตอนที่ฉันและเธอพลัดหลงเข้าไปในโบราณสถานั้นแน่ๆ

ฉันเดินทางมาถึงคอสต้าฟากุยต้า ชายหาดซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟที่ดำเนินกิจการโดยไวการิ ที่นี่เองฉันได้เจอเบลล์ฺกับเพื่อนของเธอที่กำลังตั้งวงเล่นไพ่กันอยู่ ฉันได้เข้าไปดักฟังบทสนทนาของเธอ แล้วก็แอบตามเธอไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้ยินว่าพวกเธอจะลงไปเล่นน้ำทะเลกัน ระหว่างที่เบลล์กำลังเปลี่ยนชุดอยู่ ฉันก็ถูกเพื่อนของเธอจับได้ และพวกเขาก็คิดว่าฉันเป็นพวกถ้ำมอง...

ในตอนที่เพื่อนของเบลล์ทุกคนเข้าไปเ้ปลี่ยนเสื้อผ้ากันหมดนั้น ชายในชุดนักบวชที่เคยสะกดรอยตามเบลล์ ก็เข้าไปขโมยกระเป๋าของเบลล์ออกมา ฉันไม่รู้หรอกนะว่าตานั่นต้องการอะไรในกระเป๋าของเธอ แต่ฉันก็ช่วยชิงกระเป๋าสีขาวไปนั้นกลับมาให้ อาจจะฟังดูเลวอยู่ซักหน่อย แต่ฉันก็จำเป็นต้องถือวิสาสะเปิดกระเป๋าของเธอออกมา น่าเสียดายที่มันไม่มีคริสตัลไอดอลอยู่ด้านใน

บางที ยายนั่นอาจจะเอาคริสตัลไอดอลซุกไว้ในหน้าอกของเธอก็ได้ ฉันเชื่อแบบนั้นเพราะยัยนั่นก็เคยขโมยกระเป๋าสตางค์ของฉันแล้วเอาไปซ่อนไว้ในหน้าอกของเธอเหมือนกัน หลังจากยัยนั่นเปลี่ยนชุดเสร็จฉันจึงแอบตามเธอไปไม่ให้รู้ตัว จนเห็นเธอทะเลาะกับชาวเซลกี้อีกกลุ่มด้วยเหตุผลแค่ว่าต้องการแย่งชายหาดกัน เมื่อคุยกันไม่รู้เรื่อง พวกเธอเลยตัดสินใจจะแข่งเกมประชันบั้นท้ายกันกลางทะเล กติกาก็มีอยู่ง่ายๆ ทั้งสองฝ่ายต้องปะทะบั้นท้ายกัน ใครที่กระเด็นตกจากแท่นยืนไปก่อนก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้

จะด้วยความเวทนา หรือจะด้วยความเห็นใจก็แล้วแต่ ฉันได้ใช้พลังช่วยกระชากตัวคู่แข่งของเบลล์ลงมาจากแท่น ทำให้ยัยนั่นชนะไปได้อย่างง่ายดาย ขณะที่ยัยนั่นกำลังหัวเราะร่วนด้วยความดีใจในชัยชนะ ฉันก็ใช้พลังกระชากของที่เธอซุกไว้ในอกออกมา ซึ่งพอหยิบมาดูแล้วมันกลับไม่ใช้คริสตัลไอดอล แต่ดันเป็นแค่ฟิล์มถ่ายภาพธรรมดาๆ

ฉันเริ่มอึ้งกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไป บางทียัยนั่นอาจจะไม่ได้เป็นขโมยคริสตัลไอดอลไปจากโบราณสถานรึเปล่านะ ฉันจ้องฟิล์มนั่นพลางคิดเรื่องราวต่างๆ ไป จนกระทั่งเบลล์กับเพื่อนตามมาพบฉัน เพื่อนของเธอรีบฟ้องเธอทันทีเลยว่าฉันเป็นพวกที่มาแอบถ้ำมองเธอเมื่อตะกี้ เบลล์ที่ได้ยินก็เลยโกรธมากแล้วก็ปรี่เข้ามาตบหน้าฉัน

ฉันพยายามตั้งสติและบอกเธอว่าฉันไม่ได้มาถ้ำมอง ฉันแค่กำลังตามหาคริสตัลไอดอล แต่ยัยนั่นกลับหวดฝ่ามือเข้ามาปะทะหน้าฉันอย่างรุนแรงจนฉันต้องล้มลงไป  เธอหาว่าฉันเปลี่ยนเรื่อง แล้วก็ด่าว่าฉันทุเรศที่สุดที่มาถ้ำมองสาวๆ เปลื้องผ้า โดยไม่ยอมรับฟังเหตุผลของฉันเลยซักนิด ใครจะไปอยากดูเธอเปลื้องผ้ากันล่ะฮึ? เอาเถอะ.. ถึงไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร ฉันถามเธอซ้ำว่าเธอเป็นคนเอาคริสตัลไอดอลไปจากโบราณสถานใช่มั้ย ระหว่างที่พูดก็ส่งม้วนฟิล์มคืนให้กับเธอด้วย

เธอไม่ตอบคำถามฉัน แถมยังด่าฉันอีกว่านี่ฉันกล้าขโมยฟิล์มไปรึ ไม่มีกลาวัทที่ไหนที่กล้าขโมยของไปจากเซลฟี้หรอกนะ ฉันมันเลวที่สุด พอฉันถามย้ำเรื่องคริสตัลไอดอล เธอก็บอกว่าเธอไม่รู้เรื่อง แล้วก็เดินสะบัดก้นหนีไปพร้อมกับด่าฉันว่านายทึ่ม

บางทีคราวนี้ฉันคงเป็นฝ่ายที่ผิดจริงๆ... ทว่าฉันก็ยังเชื่อว่ายัยนั่นต้องปิดบังความลับบางอย่างเอาไว้

เสร็จธุระกับเบลล์แล้ว ฉันก็เข้าชานชาลาเพื่อขึ้นรถไฟที่มุ่งหน้าไปยังสถานที่อยู่ใกล้เมืองหลวง ระหว่างที่อยู่บนขบวนรถไฟ สาวแว่นที่เคยเจอที่ลานน้ำพุก็ให้เกียรติมานั่งเป็นเพื่อนของฉัน น่าแปลกที่เธอพยายามทำตัวสนิทสนมกับคนที่ทางการต้องการตัวอย่างฉัน เล่นเข้าหากันแบบนี้... คงจะมีจุดประสงค์แอบแฝงอยู่สินะ

สาวแว่นคนนี้บอกว่าเธอรู้จักชื่อของฉันจากการอ่านใบประกาศจับ แล้วก็ถามฉันว่าฉันจะไปที่เมืองหลวงทำไม?

เมื่อไม่มีความจำเป็นต้องโกหก ฉันก็บอกไปตรงๆ ว่าฉันสัญญาจะไปเจอกับไคส์ที่นั่น พอเธอได้ยินดังนั้นเธอก็ชื่นชมที่ฉันยอมเสี่ยงอันตรายเพื่อรักษาสัญญาที่มีไว้ให้กับเพื่อน ที่จริงแล้วฉันก็ไม่คิดว่ามันจะอันตรายซักเท่าไหร่หรอกนะ แต่การที่สาวน้อยชมฉันแบบนี้ก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง แม้ว่าบางทีคำชมนี้มันอาจเคลือบไปด้วยเบื้องหลังของการสานสัมพันธ์เพื่อหลอกใช้ฉันในวันข้างหน้าก็ตาม

เธอถามฉันว่าแท้จริงแล้วพลังคริสตัลของฉันคืออะไรกันแน่ ฉันไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่ก็ลองโชว์อะไรบางอย่างให้เธอดู ฉันส่งพลังของฉันเข้าไปในตัวรถไฟที่เรานั่งอยู่ ทำให้รถไฟเคลื่อนขบวนด้วยความเร็วที่สูงขึ้น แต่การทำแบบนั้นมันก็ส่งผลต่อคริสตัลไอดอลที่เธอห้อยคอไว้อยู่ เธอรู้สึกได้ทันทีว่ามันถูกสูบพลังออกไป ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ฉันเล่นอะไรพิเรนต่อ เธอจึงขอตัวก่อน แล้วบอกฉันว่าไว้เจอกันครั้งหน้าเมื่อไหร่ เธอคงมีเรื่องที่จะขอร้องฉัน

เมื่อแขกคนสำคัญจากไปแล้ว ก็ได้เวลาที่ฉันจะหลับตาลงเพื่อพักผ่อนเสียที...

รถไฟวิ่งไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมันหยุดตัวลง ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความสงสัยว่าเหตุใดรถไฟถึงวิ่งมาถึงท่าปลายทางเร็วกว่าปกติ แต่พอมองไปรอบๆ ฉันก็พบว่ารถไฟยังไม่ได้มาถึงปลายทาง แต่รถไฟกลับถูกทหารของราชอาณาจักรสั่งหยุด นายพลจูกรันนำทหารจำนวนหนึ่งขึ้นมาบนรถไฟด้วยเหตุผลบางอย่าง ซึ่งพอนายพลจูกรันพบสาวแว่นคนนั้น เขาก็ถามว่าทำไมองค์หญิงถึงได้มาอยู่ที่นี่? (อ่าว เฮ่ย.... เธอเป็นเจ้าหญิงเหรอเนี่ย)

แน่นอนว่าองค์หญิงบอกว่านั่นไม่ใช่ธุระของนายพลอย่างเขา แล้วยังถามย้อนกลับว่าพวกทหารขึ้นมาบนรถไฟอย่างกะทันหันทำไม ซึ่งนายพลก็ตอบไปว่าเขาได้ีรับรายงานว่าคริสตัลแบร์เรอร์ได้โดยสารอยู่บนรถไฟขบวนนี้ ก็เลยจะขึ้นมาตรวจค้น

ต้ิองเป็นยัยเบลล์แน่ๆ... ไวการิไม่มีทางหักหลังลูกค้าอย่างฉันเด็ดขาด ต้องเป็นยัยเบลล์แน่ๆ ที่ขายฉันให้ทางการ

เมื่อเป็นแบบนี้ฉันจึงแก้เผ็ดด้วยการเขียนรายงานปลอมว่าแม่สาวเซลกี้นั่นเป็นพวกเดียวกับคริสตัลแบร์เรอร์ ถ้าทหารคนใดพบสาวเซลกี้ในรถไฟขบวนนี้ก็ให้กักตัวไว้เพื่อรอการสอบสวนต่อไป แล้วก็ฝากม็อคเอารายงานนี้ไปมอบให้กับจูกรัน

รถไฟเริ่มออกตัวสู่สถานีปลายทางอีกครั้ง ขณะที่พวกทหารก็ออกตามล่าตัวฉันที่ซ่อนตัวอยู่ในรถไฟไปด้วย ฉันเองก็เล่นซ่อนแอบกับพวกเขา โดยฉันต้องมุดลงไปใต้เบาะนั่งบ้าง ขึ้นไปซ่อนบนที่เก็บสัมภาระบ้าง หลบหลังที่นั่นบ้าง อย่างนั้นอย่างนี้ แต่สุดท้ายก็เอาตัวรอดมาได้... ในทางกลับกัน พวกทหารกลับเข้าใจผิดคิดว่าชายในชุดนักบวชที่ถ้ำมองเบลล์และกำลังทำตัวลับๆ ล่อๆ อยู่นั่นเป็นฉันไปซะฉิบ

เสียงของรถไฟหยุดลงพร้อมกับการเดินทางที่มาถึงจุดสิ้นสุด พอฉันลงมาจากรถไฟก็เห็นยัยเบลล์ที่เข้ามากวนฉันทันที ฉันถามเธอตรงๆ ว่าฉันไปทำอะไรเธอนักหนาถึงต้องแกล้งกันแบบนี้ ซึ่งเธอก็บอกว่าฉันได้สร้างความรำคาญให้เธอไว้มากมาย แต่ที่เธอต้องทำแบบนี้ เหตุผลจริงๆ ก็เพราะเธอต้องการให้ทหารมุ่งความสนใจมาที่การตามล่าฉัน เธอที่ขึ้นรถไฟมาด้วยจะได้ซ่อนตัวได้ง่ายๆ และไม่ถูกจับ ขณะเดียวกันเธอก็เชื่อว่าฉันต้องเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว

ก่อนจะล่ำลากัน เธอก็พูดอย่างหลงตัวเองขึ้นว่าถ้าฉันเริ่มรู้สึกสนใจเธอขึ้นมา ก็ให้เข้ามาสารภาพกันตรงๆ ไม่ต้องมาสะกดรอยตามกันแบบนี้ เพราะมันน่าขยะแขยงที่สุด.... ว่าแล้วเธอก็วิ่งหายไป โดยไม่ฟังฉันบ้างเลย

ฉันเนี่ยนะจะสะกดรอยตามเธอ ไอ้คนที่มาดักรอฉันหน้ารถไฟมากกว่ามั้ง ที่เป็นคนสะกดรอยตามน่ะ....

- เมื่อเทียบกับภาคก่อนๆ แล้ว FF13 มีจำนวนเมืองน้อยกว่ามาก มันเกี่ยวข้องกับการดำเนินเรื่องที่ดำเนินไปโดยไม่มีหยุดพักรึเปล่าครับ?

โทริยามะ : ใช่ครับ นั่นเป็นเหตุผลหนึ่ง แต่ที่สำคัญกว่านั้น ผลลัพธ์จากการทำกราฟฟิคแบบ HD ต่างหากครับที่เป็นประเด็นหลัก ลองพิจารณาถึงปริมาณงานที่เกิดจากการทำกราฟฟิคแบบ HD สิครับ เป็นเรื่องยากทีเดียวหากจะสร้างเมืองในรูปแบบที่แล้วๆ มาให้ได้ ในช่วงเวลาแห่งการพัฒนาอันมีอยู่จำกัด เราต้องถ่ายทอดเนื้อเรื่องอันยิ่งใหญ่ที่แบกรับชื่อของไฟนอลแฟนตาซีเอาไว้ และเราต้องถ่ายทอดการต่อสู้ที่มอบความบันเทิงให้กับผู้เล่นได้เพียงพอ เพื่อการนั้นเราจำเป็นต้องลดทอนองค์ประกอบอื่นๆ ลงไปครับ

คิตาเสะ : เรื่องนี้้เกี่ยวข้องกับเหตุผลที่ว่า FF7 จะได้รีเมคหรือไม่ด้วยนะครับ การจะสร้างเกมบนเครื่อง PS3 ให้มีรูปแบบเดียวกันกับเกมในยุคนั้นเนี่ยเป็นเรื่องที่ยากมาก การทำกราฟฟิืคคงจะกินระยะเวลามหาศาลเลยเชียว

หัวข้ออื่นๆ ที่น่าสนใจ

- ทำไมภาคนี้ถึงไม่มี MP ละ่ครับ

ซึจิดะ : อบิลิตี้ในภาคนี้ถูกสร้างด้วยความคิดที่ว่าผู้เล่นต้องเลือกใช้มันให้เข้ากับสถานการณ์ครับ ตัวอย่างเช่น ไฟราก้าก็ไม่ได้ดีกว่าไฟร์เสมอไป อะไรจะดีกว่ากันนั้นมันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้วยครับ แต่ถ้ามีระบบ MP เนี่ย ต่อให้สถานการณ์นั้นการใช้ไฟราก้าจะเป็นประโยชน์มากกว่า ผู้เล่นก็อาจจะไม่ใช้เพราะ MP ไม่พอ หรืออาจต้องการประหยัด MP ทำให้พวกเขาไม่ใช้มัน เพื่อเลี่ยงปัญหานี้เราจึงใช้ระบบลดค่า ATB แทนเพื่อให้ผู้เล่นสามารถใช้กลยุทธได้อย่างเต็มที่ครับ 

- คอนเซปต์ของเนื้อเรื่องภาคนี้คืออะไร

โทริยามะ : เราสร้าง FF13 เพื่อที่จะแสดงสิ่งที่เรียกว่าไฟนอลแฟนตาซีออกมา คอนเซปต์ของสถานการณ์อันสิ้นหวังในเกมนี้ก็มาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสังคมบนโลกของเราเนี่ยแหละครับ เราอยากให้ผู้คนได้ค้นพบความหวังในสถานการณ์อันยากลำบาก และสร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นเหมือนกับที่ไลท์นิ่งและพวกพ้องได้แสดงให้เห็น

- ในฐานะของไฟนอลแฟนตาซีภาคแรกบนเครื่อง PS3 คุณมีเจตนารมณ์ที่จะชี้นำอะไรใหม่ๆ ด้วยใช่มั้ย?

โทริยามะ : แน่นอนครับ แต่เนื่องจากไฟนอลแฟนตาซีนั้นมักจะสร้างสิ่งใหม่ๆ อยู่แล้ว นี่จึงไม่ใช่แค่ในฐานะของไฟนอลแฟนาตาซีภาคแรกบนเครื่อง PS3 แต่เป็นในฐานะของไฟนอลแฟนตาซีภาคหลักเลยทีเดียว ซึ่งพวกเราก็ได้ทุ่มเทจิตวิญญาณลงไปให้กับมัน ในคราวนี้พวกเราตัดสินใจกันไว้ตั้งแต่แรกว่าคอนเซปต์ของไฟนอลแฟนตาซี 13 ก็คือ "RPG แห่งอนาคต" พวกเราลองนึกภาพของเกม RPG ในอีก 10 ปีข้างหน้าขึ้นมา และเราออกแบบไฟนอลแฟนตาซี 13 ให้กลายเป็นผู้บุกเบิกเกม RPG แห่งอนาคตครับ

ป.ล. ส่วนตัวแล้วคิดว่าถ้าการทำกราฟฟิคมันผลาญเวลานัก ผมขอกราฟฟิคระดับ 720p ไม่ต้องมี Pre-rendered Cut-Scene แล้วใส่เกมเพลย์ที่มีมิติ ให้อิสระแบบเดิมมาดีกว่าครับ T_T

ที่มา : FFXIII Scenario Ultimania, FFXIII Board