บันทึกของบัลแฟรย์
posted on 12 Oct 2006 22:17 by ffplanet in Ivalice-Allianceวันที่ xx เดือน xx ศักราชวาเลนเดียนเก่าที่ 708
เมื่อคืนนี้มีเรื่องอัปมงคลเกิดขึ้นกับชีวิตฉันมากมาย เพียงเพราะความละโมบต่อหินเพียงก้อนเดียว ทำให้ฉันต้องเข้าไปนอนในเรือนจำตั้งหนึ่งคืน
ฉันกับฟรานวางแผนที่จะลอบเข้าไปในพระราชวังราบานัสต้าในค่ำคืนแห่งการเลี้ยงฉลอง เราทั้งสองต่างเชื่อว่าจักรวรรดิคงกำลังเพ่งความสนใจไปที่การรับมือกลุ่มต่อต้าน พร้อมกับที่ต้องจัดงานเลี้ยงฉลองอย่างไม่ให้เป็นพิรุธไปด้วย นั่นจึงทำให้การป้องกันปัญหาเล็กๆอย่างเรื่องการโจรกรรมสมบัติอ่อนแอลง และนั่นก็เป็นโอกาสทองที่ฉันจะได้ลอบเข้าไปในห้องเก็บสมบัติของราชวงศ์ได้
โชคร้ายที่คนที่คิดแบบฉันไม่ได้มีเพียงแค่คนเดียว ที่ห้องเก็บสมบัตินั่นเองฉันก็ได้พบกับ วาน เจ้าโจรกระจอกที่บังอาจตัดหน้าขโมยสมบัติที่ฉันหมายปองอยู่ไปได้ก่อน เจ้านั่นออกจะดูโง่ๆเซ่อๆ แต่ก็เป็นคนดีไม่น่าจะมีลับลมคมนัยอะไร
ฉันวิ่งไล่จับเจ้าวานอยู่พักนึงเพื่อบอกให้บอกให้มันยอมส่งสมบัติชิ้นนั้นมาแต่โดยดี ระหว่างนั้นเองสิ่งที่ฉันคาดการณ์ไว้ก็เกิดขึ้น กลุ่มต่อต้านได้ปรากฏตัวขึ้นมา พวกเขาแบ่งกำลังออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งก่อจลาจลอยู่ด้านนอกเพื่อล่อพวกทหารยามที่อยู่ด้านในวังออกมา ขณะที่อีกส่วนหนึ่งก็ลอบเข้าไปสังหารเวย์น เจ้ากงสุลคนใหม่ผู้มาจากอาร์เคเดีย แต่ดูเหมือนว่าฝ่ายที่ติดกับจะเป็นเจ้าพวกกลุ่มต่อต้านเสียเอง เวย์นน่ะจงใจใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อเจ้าพวกกลุ่มต่อต้านให้ปรากฏตัวออกมาตั้งแต่แรกแล้ว ขณะที่เขาเองก็เตรียมยานรบอิฟรีทและกองกำลังเอาไว้ปราบพวกกลุ่มต่อต้าน งานนี้จัดจ์มาสเตอร์อย่างกาบรัสก็มาร่วมงานกับเขาด้วย
เมื่อกลุ่มต่อต้านปรากฏตัวขึ้นมา เวย์นก็เรียกยานรบอิฟรีทที่ซุ่มอยู่ให้ออกมาจัดการกับเจ้าพวกที่อยู่นอกวัง ส่วนพวกที่ลอบเข้าไปในวังแล้วก็ล้วนโดนกองกำลังของเวย์นจัดการซะเรียบ ช่างเป็นแผนที่สิ้นคิดแท้ๆ
ฉันกับฟรานไม่สามารถหลบหนีด้วยยานได้ ถึงบินขึ้นฟ้าไปเราก็คงจะโดนอิฟรีทสอยล่วงลงมา อีกทั้งยานก็ดันมาเสียพอดี เมื่อไม่มีทางเลือกฉันจึงต้องจำใจเดินฝ่าทางระบายน้ำไปพร้อมๆกับวาน
วานพยายามที่จะแบกพวกผู้ต่อต้านที่บาดเจ็บขึ้นหลังไปด้วย แต่ว่าฉันห้ามมันไว้ ฉันคิดว่าลำพังแค่การที่เราจะหลบหนีออกไปจากทางน้ำใต้ดินได้อย่างปลอดภัยก็มีน้อยอยู่แล้ว ขืนแบกคนเจ็บขึ้นหลังไปด้วย การเดินทางของเราก็จะยิ่งช้าลง โอกาสรอดก็จะยิ่งมีน้อยลงไปใหญ่
และแล้วคราวเคราะห์ก็มาถึง ระหว่างที่พวกเรากำลังหาทางออกอยู่นั่นเอง ฉันก็ได้มาเจอกับสมาชิกของกลุ่มต่อต้านคนหนึ่ง เธอบอกว่าเธอมีชื่อว่าอามาเลีย หน้าตาท่าทางเธอก็ไม่เลวหรอกนะ ดูเหมือนพวกชนชั้นสูงเลย น่าเสียดายที่ถึงแม้ว่าเธอจะงดงามเพียงใด แต่เธอก็ไม่ฉลาดพอแถมยังหยิ่งกว่าที่ฉันคิดไว้มาก ทว่ามันก็เป็นเรื่องธรรมดาของพวกคุณหญิงคุณชายส่วนใหญ่ น่าสงสัยจริงว่าแท้จริงแล้วเธอเป็นใครกันแน่?
ตัวฉันเองไม่อยากจะตัวเข้าไปยุ่งกับปัญหา และก็ไม่อยากจะให้ใครเข้าใจผิดว่าฉันเป็นพวกเดียวกับกลุ่มต่อต้าน เพราะนั่นอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้ค่าหัวของฉันเพิ่มขึ้น ดังนั้นฉันจึงไม่ต้องการที่จะรวมเดินทางไปกับเธอ แต่ว่าดูเหมือนว่าจะไม่มีทางเลือกสำหรับฉัน เจ้าวานดันชวนเธอให้เดินทางไปด้วยกัน ตัวเธอเองทำท่าทำทางขยะแขยงพวกเราเป็นอย่างมาก แต่สุดท้ายเธอก็ยอมร่วมเดินทางไปกับเรา (อย่างสุดแสนจะเต็มใจ)
พวกเราเดินทางต่อมาด้วยกันจนอุตส่าห์มาถึงปากทางออกจากทางน้ำใต้ดินแล้วแท้ๆ แต่ฉันกับต้องเจอโชคชั้นที่สาม เมื่ออัคคีเทพได้ปรากฏตัวขึ้นมาต่อหน้าพวกเรา ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ากันมาว่าเมื่อครั้งที่มนุษย์เลิกที่จะนับถือไฟในฐานะสิ่งศักดิสิทธิ์ หากแต่นำมันมาใช้เพื่อฆ่าฟันกันในยามสงคราม นั่นเป็นเหตุที่ทำให้อัคคีเทพโกรธเกรี้ยวและปรากฏตัวขึ้นมาเข่นฆ่ามนุษย์ภายใต้รูปลักษณ์ของม้าตัวผู้ที่โตเต็มวัย ทั่วร่างของมันนั้นถูกปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงที่ไม่สามารถหาค่าความร้อนได้
ว่ากันว่านานทีปีหนเท่านั้นที่อัคคีเทพจะปรากฏตัวขึ้นที่ทางน้ำใต้ดินแห่งนี้ ถ้าเช่นนั้นวันนี้ก็คงเป็นคราวซวยของฉันสินะ ที่ทำให้ฉันได้พบกับมัน
เราเสียเวลาสู้กับอัคคีเทพเป็นเวลานาน แม้ว่าฉันจะสามารถขับไล่มันไปได้ แต่พวกจักรวรรดิก็ตามเรามาทัน สุดท้ายแล้วทุกคนจึงถูกจับข้อหาร่วมกันปล้นสมบัติในวัง ในตอนนั้นนั่นเองที่อามาเลียได้สร้างความประทับใจขึ้นมาให้ฉันนิดนึง เธอตวาดใส่พวกจักรวรรดิอย่างไม่เกรงกลัวว่าให้ปล่อยพวกฉันไปเพราะพวกฉันไม่ได้รู้เห็นอะไร แต่ว่าความประทับใจของฉันก็ต้องมลายไปในเสี้ยววินาที เมื่อประโยคต่อมาที่เธอพูดคือ อย่ารบกวน!! ข้ากำลังใช้ความคิด!!
คืนนั้น ฉัน ฟราน และวาน ถูกจับตัวมาที่เรือนจำใต้ดินของเมืองนัลบิน่า ตัวฉันเองไม่ได้พิศวาสอะไรที่แห่งนี้เท่าไหร่ จึงอยากจะออกไปจากที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุด การแหกคุกอาจจะเป็นเรื่องที่ยากสำหรับมนุษย์อย่างฉัน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับฟราน ฉันไม่แปลกใจเลยที่ไม่ได้เห็นวิเอร่าแม้แต่คนเดียวในคุกนี้ เดิมทีนั้นเผ่าวิเอร่าที่ออกมาผจญโลกภายนอกก็มีน้อยอยู่แล้ว คงเป็นเรื่องแปลกน่าดูหากจะมีวิเอร่าถูกจับมาขังคุกแห่งนี้ เผ่าวิเอร่าน่ะเป็นเผ่าที่มีพลังและสติปัญญาสูงที่สุดในบรรดาทุกเผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่บนดินแดนอิวาลิซ เป็นเรื่องยากที่เผ่าอื่นจะสามารถประเมินพลังของวิเอร่าออกมาได้ และแน่นอนว่าคุกกระจอกๆที่ถูกสร้างด้วยน้ำมือของเผ่าอื่นๆ ย่อมไม่สามารถจะจองจำวิเอร่าให้อยู่ในคุกแห่งนี้ได้ (ถ้าคุกนี้ถูกสร้างด้วยฝีมือของวิเอร่าก็ว่าไปอย่าง แต่ปกติวิเอร่าน่ะไม่ร่วมมือกับมนุษย์อยู่แล้ว) ไม่ใช่ว่าการป้องกันของคุกไม่ดีพอหรอก พวกเราไม่ได้ใช้กำลังในการหนีออกมาอย่างซื่อๆ หากแต่ใช้สติปัญญาและจมูกอันเฉียบแหลมของฟราน ในการค้นหาทางออกที่ๆคงไม่มีใครคาดถึงกัน
ระหว่างการแหกคุก ฉันได้เจอจัดจ์มาสเตอร์กาบรัส โชคดีที่มันไม่เห็นฉัน และฉันก็คิดว่าฉันไม่ควรจะมาเสียเวลากับมัน นอกจากนี้ฉันยังได้เจอกับบาช อดีตแม่ทัพของดัลมัสก้าที่ทุกวันนี้ถูกเรียกว่าคนทรยศไปแล้ว แต่จะไปว่าเขาแบบนั้นก็ไม่ได้เพราะฉันเองก็ไม่ได้เห็นเขาฆ่าใครด้วยตาของฉันเอง
วานอาละวาดทันทีที่เห็นบาช ฉันได้ยินว่าพี่ชายของหมอนั่นตายในสงคราม หมอนั่นปักใจเชื่อว่าบาชเป็นต้นเหตุที่ทำให้พี่ของมันตาย แต่ฉันมองว่าวานมันก็แค่อยากจะหาใครซักคนเป็นแพะรับบาปให้กับการจากไปของพี่ชายของมันก็เท่านั้นเอง ฉันหวังว่าซักวันนึงหมอนั่นคงรู้สึกตัว และสามารถปล่อยให้เรื่องในอดีตเป็นเพียงเรื่องที่จบไปแล้วได้
ท่านแม่ทัพพยายามอธิบายให้ทุกคนฟังว่าเขาไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับการตายของราชาแห่งดัลมัสก้า คนที่เป็นคนสังหารราชารามินัสคือฝาแฝดของบาชต่างหาก ฟังดูน่าเหลือเชื่อมั้ยล่ะ!?
พวกเราหลบหนีออกมาจากคุกผ่านเส้นทางใต้ดินบัลไฮม์ เมื่อมาถึงปากทางออกฉันก็ได้เจอกับมิมิคควีนสิ่งมีชีวิตสุดอันตรายที่มีชีวิตอยู่มานานนับร้อยปี ฉันเคยได้ยินมาว่ามันยังสามารถออกลูกได้ถึงวันละร้อยตัวอีกด้วย ตกลงว่ามันเป็นกบหรือเป็นตัวอะไรเนี่ย?
ทุกคนร่วมมือกันจัดการกับมิมิคควีนได้อย่างงดงาม แต่ว่าก็เกิดการระเบิดขึ้นทำให้พวกเราต้องรีบหนีออกมาโดยเร็ว สุดท้ายแล้วทางเข้าทางใต้ดินบัลไฮม์ถึงถูกหินถล่มและปิดตายลง ตอนแรกฉันคิดว่าคงไม่เป็นไร แต่เมื่อฉันได้ยินว่ามีคนยังติดอยู่ในนั้น ฉันก็เริ่มรู้สึกผิดขึ้นมา แต่ว่าจะทำไงได้ล่ะ ทั้งหมดนี้มันเป็นเพราะเจ้าศิลาอัปมงคลที่ฉันอยากได้นักอยากได้หนาแท้ๆ
เมื่อกลับมาถึงเมืองราบานัสต้าได้อย่างปลอดภัย ฉันจึงล่ำลากับบาช วานถามฉันว่าแล้วจะเอายังไงกับเจ้าหินอัปมงคลนั่น ทั้งๆที่เจ้านั่นก็อยากได้หินนั่นจนตัวสั่นแล้วแท้ๆ แต่กลับมาถามว่าฉันอยากได้มั้ย? ฉันล่ะไม่เข้าใจมันจริงๆ แต่เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ฉันเห็นว่าเจ้านั่นมีความดีความชอบ จะให้หินอัปมงคลนั่นเป็นของรางวัลตอบแทนเล็กๆน้อยเพื่อให้มันนำไปขายเป็นเงินแล้วพาแฟนของมันไปเลี้ยงอาหารค่ำ ก็คงไม่เสียหายอะไร
สลัดอากาศ บัลแฟรย์
โบยบินอย่างเสรีทุกที่เมื่อใจใฝ่หา
Note* [ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ผมแต่งขึ้นนะครับ]
#1 By jahahaha5 (124.157.145.214) on 2006-10-13 00:51