บทแปลฉากสุดท้ายของเกม Final Fantasy IX
posted on 01 Jul 2007 16:23 by ffplanetหลังจากที่ซีดานและพรรคพวกสามารถช่วยกันโค่นล้มคุจาในร่างที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองไปแล้วลงได้ พวกเขาก็ถูกคุจาที่งัดพลังเฮือกสุดท้ายออกมายิงมหาเวทอันดับหนึ่งของพิภพอย่างอัลทิม่าเข้าใส่ จนได้รับบาดเจ็บสาหัสกันถ้วนหน้า
แว่วเสียงปริศนา: เจ้ากำลังยืนอยู่ต่อหน้ามิติแห่งสุดท้าย และข้าก็คือความมืดอันเป็นนิรันดร์
ซีดาน: นาย...นายเป็นใครกัน!?
ความมืดชั่วนิรันดร์: สรรพชีวิตล้วนมีชะตาที่ต้องแบกรับความตายนับตั้งแต่ที่ถือกำเนิดขึ้นมา ชีวิตเป็นสิ่งที่หวาดกลัวต่อความตายแต่มันกลับต้องมีชีวิตอยู่เพื่อรอจนถึงวันตาย สิ่งเหล่านี้เริ่มต้นขึ้นมาจากความกังวล ความกังวลที่กลายมาเป็นความหวาดกลัว ความหวาดกลัวอันจะนำพาไปสู่ความโกรธา ความโกรธาที่มุ่งไปสู่ความเกลียดชัง และความเกลียดชังที่นำไปสู่ความเจ็บปวด... สิ่งเดียวที่จะช่วยเยียวยารักษาความกลัวนี้ได้ก็คือการมลายสิ้นของทุกสรรพสิ่ง คุจาได้ตกเป็นเหยื่อของความหวาดกลัวที่สถิตอยู่ภายในใจของเขาเอง เขาตัดสินว่าหนทางเดียวที่จะช่วยตัวเขาเองได้นั้นก็คือการทำลายบ่อเกิดของทุกสรรพสิ่ง...คริสตัล
ซีดาน: นายกำลังเพ้ออะไรกัน? จะมาพูดเรื่องพวกนี้กับฉันทำไม?
ความมืดชั่วนิรันดร์: ...บัดนี้ ทฤษฎีเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่อาจปฏิเสธได้แล้ว การกระทำของคุจาเป็นสิ่งที่ยืนยันได้เป็นอย่างดี ทุกชีวิตมีอยู่เพื่อที่จะดับสูญ ท้ายที่สุดชีวิตก็ได้ค้นพบความจริงเรื่องนี้ ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่จะนำพาโลกนี้ไปสู่วาระสุดท้าย
ซีดาน: นาย...นายหมายความว่าไง!?
ความมืดชั่วนิรันดร์: ข้ามีชีวิตอยู่เพื่อจุดประสงค์หนึ่งเดียว...นั่นคือการทำให้ทุกๆสิ่งกลับคืนสู่โลกอันว่างเปล่า โลกที่ปราศจากสิ่งมีชีวิต และไร้ซึ่งคริสตัลที่จะให้กำเนิดชีวิต ในโลกอันว่างเปล่าก็จะไม่มีความกลัวดำรงอยู่ นี่แหละ คือโลกที่สรรพชีวิตต่างร่วมปรารถนา
ซีดาน: นายคิดว่านายเป็นใคร? นายไม่มีสิทธิมาตัดสินอะไรทั้งนั้น! ตราบใดที่พวกเรายังมีความตั้งใจที่จะมีชีวิตอยู่ นายจะไม่มีวัน!
ความมืดชั่วนิรันดร์: สิ่งมีชีวิตที่โง่งม...เจ้าได้ถูกความหวาดกลัวในจิตใจบดบังความจริงเสียแล้ว ซักวันหนึ่งเจ้าจะต้องเลือกความสิ้นสลายแทนการดำรงอยู่เหมือนกับคุจา ยามที่เขาพยายามหาทางที่จะทำลายคริสตัล ประสงค์ในการมีชีวิตอยู่ของเขาก็สิ้นสุดลงแล้ว ตอนนี้แหละ จงเข้ามาสิ...มาสู่โลกอันว่างเปล่าที่เจ้าปรารถนา
ซีดาน: ไม่! พวกเราจะปราบนายและพิสูจน์ว่านายน่ะผิด! และด้วยการบอกเล่าเรื่องเราของพวกเรา คนในยุคต่อๆไปก็จะเชื่อว่าพวกเราสามารถพิชิตความหวาดกลัวใดๆได้! ...ฉะนั้นพวกเราจะมาแพ้ตอนนี้ไม่ได้....พวกเราต้องลุกขึ้นสู้ด้วยกัน ถึงแม้จะต้องแพ้ก็ไม่เป็นไร ยังไงซะเรื่องราวของพวกเราจะยังคงถูกจดจำอยู่ในใจของผู้อื่นตลอดไป และถึงแม้ว่าพวกเราจะเกิดมาเพื่อรอวันตาย ฉันก็ไม่กลัว ฉันจะมีชีวิตรอดให้ได้!
หลังจากที่ทุกคนผนึกกำลังร่วมกันจนสามารถเอาชนะความมืดชั่วนิรันดร์ได้ ลำแสงสีฟ้าก็ปรากฏขึ้นรอบๆกายของพวกเรา แสงเหล่านั้นค่อยๆโอบล้อมและพาพวกเขาออกไปจากสถานแห่งความทรงจำ สถานที่ซึ่งตอนนี้เหลือเพียงแต่ความมืดชั่วนิรันดร์เท่านั้นที่ยังคงปักหลักอยู่
ความมืดชั่วนิรันดร์: ทำไมพวกเขาถึงได้ปฏิเสธโชคชะตาของตนเอง หรือว่า...ความตั้งใจที่จะมีชีวิตอยู่นั้นเป็นสิ่งที่อยู่เหนือกว่า นี่ไม่ใช่จุดจบของข้าหรอก ข้ายังคงมีตัวตนเป็นนิรันดร์...ตราบเท่าที่ชีวิตและความตายยังคงดำรงอยู่
...ร่างของความมืดชั่วนิรันดร์ค่อยๆสลายและหายไปกับอากาศธาตุ...ขณะที่อีกด้านหนึ่งต้นลิฟาค่อยๆเริ่มคลุ้มคลั่ง ทุกๆคนได้ถูกลำแสงสีฟ้านั้นพาตัวออกมายังบริเวณนอกต้นลิฟาแล้ว
ซีดาน: เธอปลอดภัยมั้ย?
แด็กเกอร์: อือ..แต่ดูสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเบื้องหน้าสิ
ซีดาน: แสดงว่าสิ่งที่คุจาเคยพูดไว้เป็นเรื่องจริงสินะ ต้นลิฟาเริ่มที่จะแสดงปฏิกิริยาคลุ้มคลั่งแล้ว
แด็กเกอร์: ต่อไปจะเป็นอย่างไรเนี่ย?
ซีดาน: ฉันก็ไม่รู้ แต่คงไม่ใช่เรื่องดีแหงๆ...
ฉากตัดมาที่ภายในเรือเหาะเรดโรส
แบร์ทริกซ์: หวังว่าทุกคนจะสามารถรอดชีวิตจากการระเบิดนั่นได้นะ
อัศวิน ก: ม่ายยยย...
อัศวินข: กัปตัน....
มิโคโตะ: ...พวกเขายังคงมีชีวิตอยู่
แบร์ทริกซ์: หา! แล้วพวกเขาอยู่ที่ไหนกันล่ะ?
มิโคโตะ: ...ทางโน้น
แบร์ทริกซ์: ฮิลด้าการ์เด้คงจะอยู่ประชิดกว่า คุณ...คนที่ตัวสูงน่ะ
ฮาเก้น: ครับ! ฮาเก้น อัศวินพลูโตหมายเลขเจ็ด ครับมาดาม!
แบร์ทริกซ์: ฉันไม่ได้ถามหาชื่อของเธอ จงรีบติดต่อฮิลด้าการ์เด้ซะ
ฮาเก้น: ตกลง...ครับ...มาดาม ครับ!
ฉากตัดไปที่ภายในเรือเหาะฮิลด้าการ์เด้หมายเลขสาม
ซิด : ขอให้ทุกคนปลอดภัยเถิด...
เอริน: ฝ่าบาท! พวกเราได้รับการติดต่อจากเรดโรสครับ!
ซิด: เชื่อมมันเข้ากับสายสัญญาณหลักซะ!
มิโคโตะ: จากยานเหาะเรดโรส
ซิด: เธอไม่ใช่แม่ทัพแบร์ทริกซ์นี่ เธอเป็นใครกัน?
มิโคโตะ: ฉันชื่อมิโคโตะ ทุกๆคนยังมีชีวิตอยู่นะ พวกเขาอยู่ใกล้ๆกับคุณน่ะแหละ
ซิด: อะไรนะ!!!? เธอรู้ได้ยังไง?
มิโคโตะ: ฉันได้ยินเสียงของเขา...
ซิด: ใครกัน?
ซิด (พูดกับลูกเรือ): เตรียมลงจอดฉุกเฉินเดี๋ยวนี้!
เรือเหาะฮิลด้าการ์เด้ แล่นลงมาจอดเพื่อเตรียมรับพวกซีดานขึ้นไป
ซีดาน: นั่นมันฮิลดาการ์เด้สามนี่นา...ดูเหมือนซิดจะมาช่วยพวกเราแล้วนะ ซิด!
ซิด: ขอบคุณสวรรค์ที่คุ้มครองให้ทุกคนปลอดภัย! มาทางนี้เร็ว! ไม่มีเวลาแล้ว!
ขณะที่ทุกคนกำลังเรียงคิวโดดขึ้นยาน ซีดานก็ได้ยินเสียงของใครบางคนที่กำลังกล่าวคำบอกลาแก่เขา
เสียงอันแผ่วเบาของคุจา: ...ลาก่อนนะ ซีดาน...
ซีดาน: อ๊ะ โธ่เว้ย...
แด็กเกอร์: มีอะไรรึเปล่า?
ซีดาน: ...เธอก้าวขึ้นไปสิ แล้วไว้ฉันจะตามทุกคนไปทีหลังเอง ตอนนี้มีอะไรบางอย่างที่ฉันต้องไปจัดการก่อนเสียแล้วล่ะ
แด็กเกอร์: หมายความว่าไง...?
ซีดาน: ...เขายังคงมีชีวิตอยู่
แด็กเกอร์: เขาคงจะไม่ใช่....
ทุกคนเดินย้อนลงมาจากยานเพื่อมาดูว่าซีดานโอ้เอ้อยู่ทำเบ๊อะอะไร
สไตเนอร์: ซีดาน! แกทำอะไรอยู่ฟะ!?
ซีดาน: สไตเนอร์...ฝากแด็กเกอร์ด้วยนะ
สไตเนอร์: เฮ่ย!? หมะ...หมายความว่าไงเนี่ย!?
ซีดาน: คุจายังมีชีวิตอยู่ ฉันทิ้งเค้าไว้แบบนี้ไม่ได้หรอก
สไตเนอร์: ไร้สาระน่า การที่พวกแกทั้งสองคนมาจากดาวดวงเดียวกันมันไม่ได้หมายความว่า...
ซีดาน:ไม่หรอก นั่นไม่ใช่เหตุผลหรอก
เอโก้: ขึ้นมาเถอะ ซีดาน! เธอจะทำแบบนั้นไปทำไม?
ซีดาน: เพราะ....เพราะถ้าฉันเป็นเขา...ฉันก็คงทำแบบเดียวกัน ฉันอาจจะต้องเข่นฆ่ากับทุกคนๆและนำหายนะมาสู่ไกอาเหมือนอย่างที่เขาทำ...ฉันรู้ว่ามันเป็นเรื่องบ้าบิ่น...แต่ฉันก็รู้สึกได้จากก้นบึ้งของหัวใจ ว่ามันเป็นสิ่งที่ฉันต้องทำ
ควีน่า: นายไม่บ้าหรอกซีดาน แต่การไปช่วยคุจาก็ไม่ใช่ความคิดที่ดีหรอกนะ มันอันตรายเกินไป
ซีดาน: ...ฉันทิ้งเขาไว้แบบนี้ไม่ได้ ฉันจะไม่หนีเอาตัวรอดไปคนเดียวเด็ดขาด ยังไงฉันก็จะไปช่วยเขา
สไตเนอร์: แกกำลังทำผิดมหันต์เลยนะ!
ซีดาน: ฉันอาจจะกำลังทำผิดก็ได้...แต่บางครั้งพวกเราก็ต้องมีการตัดสินครั้งใหญ่ของชีวิตกันบ้าง สำหรับฉันแล้ว ตอนนี้แหละคือช่วงเวลานั้น ฉันต้องเผชิญหน้ากับมันเหมือนอย่างที่วีวี่ได้ทำลงไปในตอนที่เขาต้องเผชิญกับความหวาดกลัวในการค้นหาตัวเอง นั่นแหละคือการตัดสินใจครั้งใหญ่ของวีวี่
วีวี่: ผมไม่ค่อยเข้าใจอะไรเท่าไหร่หรอกนะ...แล้วก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ด้วย
ซีดาน: นั่นมันก็คือสิ่งที่นายคิด แต่ฉันคงจะไม่ทำแบบนี้หรอกนะหากไม่ใช่เพื่อนาย นายที่ได้สอนให้ฉันรู้จักเอาจริงเอาจังกับชีวิตให้มากขึ้น
เฟรย่า:ดี นายคงจะไม่เปลี่ยนใจง่ายๆแล้วสินะ ถ้างั้นฉันก็ขอไปกับนายด้วย
สไตเนอร์: ด้วยเกียรติภูมิของอัศวินที่พร้อมจะช่วยเหลือพวกพ้องในยามที่คับขัน ฉันก็จะไปกับนายด้วย!
ซีดาน: เฮ่ย ใจเย็นพวก ก็อย่างที่ฉันพูดน่ะแหละว่านี้คือช่วงเวลาของฉัน ฉะนั้นทุกคนไม่ต้องเข้ามาช่วยหรอกนะ เดี๋ยวทุกคนก็จะมีช่วงเวลาของตัวเองในซักวันหนึ่งเองแหละ อีกอย่าง..พวกนายยังมีสิ่งสำคัญมากกว่าที่ต้องดูแลไม่ใช่เหรอ เบอร์เมเซียและอเล็กซานเดรียไงล่ะ
เฟรย่า: นายจะช่วยเชื่อฟังกันซักครั้งหนึ่งในชีวิตไม่ได้เลยรึไง!?
ซีดาน:ขอโทษนะ แต่ฉันคงไม่สามารถ...
อมารันท์: ถ้าฉันไม่พูดอะไรเลยก็คงจะทนไม่ไหวน่ะนะ
ซีดาน: !?
อมารันท์: แกนี่มันโง่บัดซบจริงๆ ลืมเจ้านี่ซะเถอะนะทุกคน ไม่มีอะไรที่จะหยุดยั้งความโง่ของมันได้อีกแล้ว
ซิด: พวกเธอยังทำอะไรกันอยู่? รีบขึ้นเรือมาเดี๋ยวนี้เลย!
อมารันท์: ไปกันเถอะ ทิ้งหมอนี่ไว้และรีบขึ้นเรือกัน
อมารันท์เดินออกไปอย่างไม่มีอาลัยอาวรณ์ตามสไตล์ของเขา
ซีดาน: ...หมอนี่เนี่ยไม่เคยเปลี่ยนจริงๆเลยนะ... ดีแล้วล่ะ ทุกคนได้ยินที่เขาพูดแล้วใช่มั้ย รีบๆออกไปจากที่นี่ก่อนที่มันจะสายเกินไปซะ!
เอโก้: ซีดาน ฉันรักเธอ! เธอต้องกลับมานะ!!!
เอโก้เดินขึ้นเรือไป
ควีน่า: ซีดาน ฉันยังอยากกินอาหารอื่นๆอีก ฉันยังหิวอยู่นะ!!! นายต้องกลับมาพาฉันไปท่องโลกกว้าง ให้ฉันได้เห็นอาหารนานาชนิดมากกว่านี้!
ควีน่าเผ่นขึ้นเรือไป
เฟรย่า: ฉันแทบไม่เชื่อนะว่าเธอจะเรื่องเหล่านี้ได้ เธอเปลี่ยนไปนะซีดาน...แล้วไว้พบกันใหม่นะ
เฟรย่าเดินเก็กขึ้นเรือไปอีกคน
วีวี่: ซีดาน นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่คุณได้สอนบทเรียนอันยิ่งใหญ่ของชีวิตให้กับผม ขอบคุณมากนะ...
วีวี่วิ่งดุ๊กดิ๊กตามไป
แด๊กเกอร์: ซีดาน....
สไตเนอร์: องค์หญิง...ได้เวลาที่พวกเราต้องไปแล้ว
แด๊กเกอร์: ...
ซีดาน: แด๊กเกอร์ เอ่อ...องค์หญิง การลักพาตัวนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว กระหม่อมคงมิอาจร่วมทางไปกับท่านอีกได้...กระหม่อมขอโทษสำหรับความเห็นแก่ตัวของกระหม่อมในครั้งนี้
แด๊กเกอร์: ไม่หรอก...คุณไม่ได้เห็นแก่ตัว ...คุณได้เสียสละหลายๆสิ่งให้กับพวกเรามามากพอแล้ว หากปราศจากคุณแล้ว ชีวิตที่ไร้ความหมายของฉันนั้นก็คงต้องดำเนินต่อไปเรื่อยๆ การได้พบกับคุณทำให้ฉันได้ออกไปเรียนรู้โลกกว้างและยังได้พบปะผู้คนมากมาย อีกทั้งยังได้เผชิญหน้ากับความยากลำบากทั้งหลายร่วมกัน ทว่า..ท้ายที่สุดแล้วฉันก็เข้าใจว่าอะไรคือสิ่งอะไรคือสิ่งสำคัญ เป็นโชคดีของฉันจริงๆที่ได้รู้จักกับคุณ ฉันจะไม่มีวันลืมเรื่องราวแห่งเดินทางของพวกเรา ขอบคุณมากนะ ซีดาน..... .....สัญญากับฉันอย่างนึงสิ....ว่าคุณจะกลับมา
สไตเนอร์พาแด๊กเกอร์ขึ้นเรือเหาะไป ฮิลด้าการ์เด้ลำยักษ์ค่อยๆเริ่มโบกใบพัดของมันและเคลื่อนตัวออก แด็กเกอร์ลาจากซีดานด้วยสีหน้าที่ยังเป็นห่วงอาลัย ขณะที่ซีดานบอกลาเธอด้วยรอยยิ้มของเขา ราวกับเขาพยายามจะบอกกับเธอว่า ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง แล้วฉันจะกลับไปหาเธอให้ได้ ฉันสัญญา และแล้วเรือเหาะก็จากไปโดยทิ้งซีดานไว้เบื้องหลัง เมื่ออยู่ตัวคนเดียวแล้วก็ได้เวลาที่พระเอกของเราต้องฉายเดี่ยวซะที

ซีดาน: คุจา!ได้ยินป่าว!? ฉันกำลังจะไปรับนายแล้วนะ!
เสียงของคุจา: ยังพอมีเวลาอยู่...ลืมฉันแล้วหนีไปซะเถอะ
ซีดาน: งั้นก็เงียบๆแล้วก็นอนอยู่ที่เดิมนั่นแหละ ไม่ต้องไปไหนนะ
เสียงของคุจา: ฉันไม่เข้าใจนายเลย...
ซีดาน: เอาน่า ไม่มีอะไรหรอก
ซีดานวิ่งไต่ตามรากไม้ของต้นลิฟาที่กำลังคลุ้มคลั่งเข้าไป ขณะที่กำลังไต่ๆอยู่เขาก็เริ่มโชว์สเต็บเทพด้วยการก้าวพลาดแล้วก็กลิ้งตกลงมาไม่เป็นท่าซะงั้น...ทว่าระหว่างที่เขาตกลงมาจากที่สูงนั้นเอง เขาก็เห็นคุจาที่กำลังนอนบาดเจ็บอยู่ในที่แห่งหนึ่ง
ซีดาน: อ...โอยย..? เฮ่อ...ยังไม่ตายแฮะ นี่มันเรื่องบ้าแท้ๆ
ซีดานปีนขึ้นไปหาคุจาที่นอนบาดเจ็บอยู่
ซีดาน: เฮ่! เป็นอะไรมากมั้ย?
คุจา: ซีดาน...นายมาทำอะไรที่นี่? ฉันบอกให้นายหนีไปแล้วไง...
ซีดาน: ถ้านายรู้ว่าฉันกำลังจะตาย นายเองก็จะทำแบบเดียวกับที่ฉันกำลังทำอยู่ในตอนนี้ไม่ใช่รึไง?
คุจา: .....
ซีดาน: ...ไม่เป็นไรหรอกน่า
คุจา: พวกเพื่อนๆของนายสามารถหนีออกไปได้แล้วใช่มั้ย?
ซีดาน: ใช่ ฉันรู้นะว่าเพราะได้ความช่วยเหลือจากนาย
คุจา: ...ฉันดีใจที่พวกเขาหนีไปได้
ซีดาน: อืม ดี ตอนนี้ก็ถึงตาที่พวกเราต้องออกไปบ้างแล้วล่ะ
คุจา: การที่ฉันได้ก่อเรื่องทั้งหมดลงไปนั่นก็ทำให้ฉันไม่สมควรที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว ฉันน่ะไร้ค่าที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปในโลกใบนี้แล้วล่ะ
ซีดาน:ไม่มีใครที่ไร้ค่าหรอก... นายเองก็พึ่งช่วยให้พวกเพื่อนๆฉันหนีออกไปได้ จำไม่ได้รึไง?
คุจา: ...หลังจากที่พวกเขาโค่นฉันลงได้ ฉันก็ไม่เหลืออะไรอีกเลย ไม่เหลืออะไรที่ต้องสูญเสียอีกต่อไปแล้ว ทว่าหลังจากนั้น ท้ายที่สุดแล้วฉันก็ได้เข้าใจว่าความหมายของการมีชีวิตอยู่คืออะไร แต่ว่ามันคงจะสายเกินไปแล้วสินะ
ซีดาน: !!!? เฮ่ย! นายห้ามตายต่อหน้าต่อตาฉันแบบนี้นะ เป็นอะไรมั้ย!? !!!?
ทันใดนั้นเองกิ่งก้านสาขาจำนวนมากของต้นลิฟายักษ์ที่กำลังคลุ้มคลั่งก็บุกเข้าถาโถมจู่โจมซีดานและคุจาอย่างไม่หยุดหย่อน พวกมันพันตูกันและกระหน่ำวิ่งเข้าหาทั้งสองอย่างเต็มที่ด้วยหมายที่จะปลิดชีพผู้บุกรุกที่ยังหลงเหลืออยู่
.
.
.
เวลาต่อมา....ในสถานที่ลึกลับแห่งหนึ่ง
คุจา เรื่องราวต่างๆที่คุณได้กระทำลงไปนั้นล้วนเป็นสิ่งที่ผิด... ทว่าคุณก็ได้มอบสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งให้กับพวกเรา... ความหวัง... พวกเราทุกคนล้วนถูกสร้างขึ้นด้วยเหตุผลที่ผิด แต่ว่ากลับมีแต่คุณเพียงคนเดียวเท่านั้นที่กล้าเลือกที่จะต่อสู้กับโชคชะตา พวกเราจะไม่ไม่วันลืมเรื่องราวเหล่านี้ พวกเราจะจดจำเรื่องราวของคุณไว้ตลอดไป... เพื่อที่จะเตือนใจทุกคนว่าเราไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยเหตุผลที่ผิด และนั่นก็ทำให้ชีวิตของพวกเรามีความหมายยิ่งขึ้น
.
.
.
ประมาณ 1 ปีต่อมา...
เด็กที่คล้ายกับวีวี่: อ่า นี่คืออเล็กซานเดรียสินะ...
พั๊คที่กำลังวิ่งอย่างรีบเร่งเผลอชนเข้ากับคนที่คล้ายกับวีวี่ ทำให้คนที่คล้ายกับวีวี่ล้มลง
เด็กที่คล้ายกับวีวี่: ขอโทษเดี๋ยวนี้นะ!
พั๊คพูดด้วยสีหน้าที่ตกตะลึง : ไม่น่าเชื่อ! วีวี่นี่นา!
เด็กที่คล้ายกับวีวี่: วีวี่? คุณรู้จักชื่อนั้นด้วยเหรอ?
พั๊ค: หมายความว่าไงกัน? นี่ฉันไงพั๊ค! นายลืมฉันไปได้ไงเนี่ย!?
เด็กที่คล้ายกับวีวี่: พั๊ค? อ๋อ...พั๊ค! จะ...เจ้าชายแห่งเบอร์เมเซีย!?
พั๊ค: เฮ้ เป็นอะไรไป! เกิดอะไรขึ้นกับนายกันแน่? ถ้านายไม่ใช่วีวี่แล้วนายเป็นใคร!?
เด็กที่คล้ายกับวีวี่: ผมคือ....ลูกของวีวี่~ !
พั๊ค: เหวอออออ!
ทันใดนั้นเหล่าลูกๆอีก 5 คนของวีวี่ก็เดินเรียงแถวตอนออกมาและมุ่งตรงไปทางปราสาทอเล็กซานเดรีย ทำให้พั๊คช็อคมากทีเดียว
พั๊ค: วีวี่เป็นฝูงเลย!
.
.
.
ผมมักจะพูดถึงเรื่องราวของคุณอยู่เสมอๆนะซีดาน พูดว่าคุณเป็นคนพิเศษสำหรับพวกเราอย่างไร นั่นเพราะคุณได้สอนให้พวกเราให้รู้ว่าชีวิตนั้นมีความสำคัญมากขนาดไหน
ฉากตัดมาที่เมืองเบอร์เมเซีย
เฟร็ตเล่ย์: เฟรย่า เธอกำลังจะออกไปจากที่นี่งั้นเหรอ?
เฟรย่า: ใช่ ฉันแทบอดใจรอที่จะพบทุกคนไม่ได้แล้ว
เฟร็ตเล่ย์: อเล็กซานเดรีย...ฉันเคยไปที่นั่นเมื่อหลายปีก่อน ว่าแต่จะต้องใช้เวลานานขนาดไหนกันนะกว่าจะบูรณะเบอร์เมเซียขึ้นมาใหม่ได้...?
เฟรย่า: ฉันไม่สนใจหรอก ตราบใดที่ฉันยังมีคุณอยู่เคียง
เฟร็ตเล่ย์: ...ฉันรักเธอนะ...เฟรย่า
ท้ายที่สุดแล้วเฟร็ตเล่ย์ก็ยังไม่สามารถจำเรื่องราวในอดีตระหว่างเขาและเธอได้ แต่พวกเขาทั้งสองก็จะพยายามช่วยกันสร้างความทรงจำที่ดีขึ้นมาใหม่ คราวนี้พวกเขาจะช่วยกันทะนุถนอมวันเวลาที่มีให้กันไว้อย่างดีที่สุด และจะไม่มีวันลืมกันและกันอีกต่อไป
.
.
.
คุณสอนให้ผมรู้ว่าชีวิตนั้นไม่ได้คงอยู่ตลอดไป นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมพวกเราถึงต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุด
ฉากตัดมาที่ห้องของแด็กเกอร์
แบร์ทริกซ์: ถึงเวลาแล้วที่จะต้องบอกลากับห้องแห่งนี้...เซฟเดอะควีน เธอได้ช่วยเหลือฉันเป็นอย่างดีเสมอมา
แบร์ทริกซ์วางดาบประจำตัวของเธอลงบนโต๊ะ
แบร์ทริกซ์: หน้าที่ของฉันสิ้นสุดลงที่นี่แล้ว ลาก่อนนะ อเล็กซานเดรีย...
.
.
.
แม้ว่าคุณจะพูดคำว่าลาก่อน แต่คุณก็จะอยู่ในหัวใจของพวกเราตลอดไป และนั่นก็ให้ผมรู้ว่าเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอีกต่อไปแล้ว
ฉากตัดมาที่อมารันท์ที่กำลังเดินอยู่บนถนนสายหนึ่ง
ลานี่: ...เฮ้ นายจะไปที่อเล็กซานเดรียทำไมกัน?
อมารันท์: แล้วเธอจะไม่ไปรึไง?
ลานี่:ฉ-ฉันยังไม่ได้พูดแบบนั้นซักหน่อย! น-นี่ รอด้วยสิ!
.
.
.
ผมเกิดมาเพื่ออะไร...ผมอยากจะมีชีวิตอยู่อย่างไร...ขอบคุณนะที่มอบเวลาให้ผมได้คิด
ฉากตัดมาที่ห้องครัวภายในปราสาทอเล็กซานเดรีย
ควีน่า: อาหารที่ดีต้องไม่เพียงแค่อร่อยเท่านั้น! อาหารที่ดีต้องทำจากหัวใจ! ในเป็นเรื่องที่สำคัญมากในยามที่เราทำให้อาหารให้กับเพื่อน!
.
.
.
การจะทำในสิ่งที่หัวใจใฝ่ฝันเอาไว้...มักเป็นเรื่องที่ยาก พวกเราต้องอาศัยความกล้า...
ฉากตัดมาที่พระราชวังลินบลัม ซิด ฮิลด้า และเอโก้ต่างกำลังอยู่ในลิฟต์ที่มุ่งไปสู่ลานจอดเรือเหาะ
เอโก้: เร็วเข้าสิ! เร็วเข้า! เราต้องไปถึงที่นั่นก่อนที่ละครจะเริ่มนะ!
ซิด: ฮ่ะ ฮ่ะ...ไม่จำเป็นต้องรีบหรอก ยังไงซะเรือเหาะโรงละครไม่ใช่คู่แข่งของของเรือลำใหม่ใหม่ของข้าอยู่แล้ว ฮิลด้าการ์เด้ลำใหม่ของข้าคือเรือเหาะที่เร็วที่สุดเท่าที่ประวัติศาสตร์เคยมีมาเชียวนะ!
เอโก้: ต้องให้เตือนอีกแล้วใช่มั้ย? เรื่องเปรียบเทียบกับเรือโรงละครนั่นคุณพูดซ้ำไม่รู้กี่รอบแล้วนะ!... แฮะแฮ่ม! คุณพ่อ!
(ว่าแล้วเอโก้ก็รีบวิ่งออกไปจากลิฟต์ที่พึ่งมาถึงลานจอดเรือเหาะพอดี)
ซิด: เอโก้...เมื่อกี้เธอเรียกข้าว่าอะไรนะ?
ฮิลด้า:ที่รัก เมื่อกี้เธอเรียกคุณว่า "คุณพ่อ"...
(เอโก้รีบวิ่งกลับเข้ามาภายในลิฟต์)
เอโก้: คุณพ่อ! คุณแม่! ไปกันเร็ว!
ซิด: พ...พูดอีกครั้งสิ เอโก้!
.
.
.
ต้องทำอย่างไรในยามที่รู้สึกเหงา... นั่นคือเรื่องเดียวที่คุณไม่ได้สอนผมไว้ แต่ถึงกระนั้นเราก็จะค้นหาคำตอบของพวกเราเองให้พบ
ฉากตัดมาที่ทางเข้าปราสาทอเล็กซานเดรีย
สไตเนอร์: แบร์ทริกซ์!เธอกำลังจะไปไหน?
แบร์ทริกซ์: โปรดอย่าถามเลย ฉันได้ตัดสินใจแล้ว
สไตเนอร์: เดี๊ยวสิ! ฟังฉันก่อน ฉัน เอ่อ... ฉ-ฉันไม่อยากเสียเธอไปอีกแล้ว
แบร์ทริกซ์: สไตเนอร์...
สไตเนอร์: มาช่วยกันปกป้องราชินีด้วยกันเถอะนะ!
.
.
.
ผมดีใจมากที่ได้พบกับทุกๆคน... ผมหวังว่าเราจะได้ออกไปผจญภัยด้วยกันมากกว่านี้ แต่ผมก็รู้ว่าพวกเราคงต้องพูดคำว่าลาก่อนในซักวันหนึ่ง...
ฉากตัดมาที่เรือเหาะโรงละคร
บาคู: เอาล่ะทุกคน! อีกแป๊ปเดียวก็จะถึงแล้ว! นานแล้วสินะที่ไม่ได้เห็นอเล็กซานเดรีย มาช่วยกันจัดการแสดงสุดพิเศษที่พวกเขาต้องไม่มีวันลืมมันกันเถอะ!
รูบี้: เย้~
ซินน่า: ต้องทำให้ทุกคนเซอร์ไพรซ์ให้ได้!
.
.
.
...ทุกๆคน...
....ขอบคุณมากนะ....
....ลาก่อน....
....เรื่องราวของผมจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของฟากฟ้าอันกว้างใหญ่....
ฉากตัดมาที่แด๊กเกอร์ซึ่งตอนนี้ได้ขึ้นสืบราชสมบัติต่อในฐานะราชินีองค์ใหม่แล้ว
แด็กเกอร์: เรือเหาะโรงละครกำลังจะมาถึงในไม่ช้า นานมากแล้วสินะที่ไม่ได้พบกับทุกๆคน ฉันแทบอดใจรอไม่ไหวแล้ว แต่ว่า...ทุกๆอย่างคงจะไม่เหมือนเดิมแล้วสินะ ฉันคงต้องเลิกยึดติดอดีต...ฉันคงต้องมุ่งไปข้างหน้า อย่างที่เขาได้เคยสอนไว้
การแสดงละครเวทีครั้งใหญ่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว สุภาพบุรุษสุภาพสตรี ผู้มีเกียรติจากทั่วทุกมุมโลก รวมทั้งเหล่าชาวบ้านผู้ยากไร้ที่ปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านเพื่อเตรียมชมละคร ต่างก็กำลังปรบมือต้อนรับคณะแทนทาลัส
กษัตริย์เลโอ (บาคู): ถึงท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทุกๆคน! การแสดงละครในค่ำคืนนี้ของเราเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อนานแสนนานมาแล้ว นางเอกของเรา องค์หญิงคอร์เนเลียได้สูญเสียน้ำตาให้กับการพลัดพรากจากมาร์คัส ผู้เป็นคนรักยิ่งของเธอ องค์หญิงได้พยายามที่จะหนีออกจากปราสาท แต่ก็ถูกกษัตริย์เลโอผู้เป็นบิดาของเธอขัดขวางไว้ สำหรับเรื่องราวในค่ำคืนนี้จะเริ่มต้นขึ้นในช่วงที่มาร์คัสและคอร์เนเลียได้ตัดสินใจที่จะหนีไปด้วยกัน และ ณ บัดนี้ เหล่ากษัตริย์และรัชทายาทจากทุกแคว้นเมือง ราชินีการ์เน็ต ท่านสไตเนอร์ ท่านแบร์ทริกซ์... ....เหล่าผู้มีเกียรติทั้งหลาย รวมทั้งเหล่าผู้ชมจากบนหลังคาทุกๆคน คณะแทนทาลัสภูมิใจเสนอละครเวทีเรื่อง "I Want to Be Your Canary"
การแสดงละครเวทีเริ่มขึ้น
คอร์เนเลีย (แสดงโดยรูบี้): มาร์คัส?
มาร์คัสในชุดคลุมเดินเข้ามากลางเวทีและเข้าสวมกอดกับคอร์เนเลีย
คอร์เนเลีย: มาร์คัสที่รัก ข้าเกรงว่าข้าได้หลงรักท่านมากเกินกว่าที่ข้าควรเสียแล้ว...
มาร์คัส: องค์หญิง... ท่านจะมีความสุขได้หรือ หากต้องแต่งงานหนุ่มบ้านนอกผู้ต้อยต่ำเช่นข้า!?
คอร์เนเลีย: ได้โปรดเถอะ อย่าเรียกข้าว่าองค์หญิงอีกเลย! มาร์คัส...ท่านจะคอยดูแลทะนุถนอมข้าผู้เป็นลูกเพียงคนเดียวของกษัตริย์ได้หรือไม่!? หรือจะปล่อยให้มันเป็นเพียงความปรารถนาที่ไกลเกินกว่าจะเอื้อมถึง!? หากข้าต้องเข้าพิธีอภิเษกสมรสแล้ว ข้าจะต่างอะไรไปจากตุ๊กตา? ตุ๊กตาที่ปราศจากหัวใจ ไม่มีวันที่จะได้หัวเราะ ไม่มีสิทธิที่จะร้องไห้? ข้าปรารถนาที่จะใช้ได้ชีวิตของข้าภายใต้ผืนฟ้าแห่งนี้ แม้ในเวลานี้ข้าจะยิ้มแย้มและร่าเริง แต่ในเวลาอื่นข้ากลับเศร้าโศก ที่ผ่านมาข้าได้แต่ใช้ชีวิตที่เสแสร้งว่ามีความสุข ไม่ต่างอะไรไปจากผู้ที่ต้องสวมหน้ากากอยู่ตลอดเวลาเลย
มาร์คัส: ท่านเพียงแต่ครุ่นคิดเรื่องนี้มากจนเกินไป! โปรดอย่ากังวลเลย! ปลดปล่อยตัวเองออกจากพันธนาการแห่งความเป็นรัชทายาทนั่นเสียเถิด แล้วข้าจะจะมอบความรักอันบริสุทธิ์ให้แก่ท่าน! ข้าจะไม่มีวันพรากจากท่านไปอีก! โปรดอธิษฐานเถิดที่รัก ขอให้ข้าได้กลายเป็นนกขมิ้นน้อยที่จะได้อาศัยอยู่ในอ้อมอกของท่านไปตลอด! เราจะลงเรือลำแรกในวันพรุ่งนี้ ก่อนที่อรุณรุ่งจะแจ้งให้คนอื่นทราบถึงการหลบหนีของเรา
คอร์เนเลีย: ข้าขอฝากชะตาชีวิตทั้งหมดของข้าไว้กับท่าน ข้าจะติดตามท่านไปตลอดทุกหนแห่งในโลกนี้!
มาร์คัส: จะไม่มีเมฆหมอกและมรสุมใดๆที่จะขัดขวางสองเราได้อีกต่อไป
มาร์คัสเดินออกจากเวทีไป...
คอร์เนเลีย: โอ้...รักนี้ช่างเป็นความหวานชื่นและความขมขื่นที่โหดร้าย ทุกสิ่งที่ข้าปรารถนานั้นมีเพียงแค่การได้อยู่เคียงข้างมาร์คัสที่รักเท่านั้น
แบลงค์ (ที่แอบดักฟังอยู่): แย่แล้ว! หากไม่หยุดยั้งการแต่งงานของสองคนนี้ล่ะก้อ...สงครามจะต้องอุบัติขึ้นอีกครั้งเป็นแน่ ฉันจะไม่ยอมให้แผนของพวกเขาสำเร็จเป็นอันขาด
แบลงค์เดินเข้ามาคอร์เนเลีย...
แบลงค์: ขอให้โชคดีนะองค์หญิง
คอร์เนเลีย: โชคดี...
แบลงค์: ท่านจะไปกับมาร์คัสงั้นหรือ?
คอร์เนเลีย: มาร์คัส!? เจ้าได้ข่าวอะไรจากเขางั้นหรือ?
แบลงค์: นี่ไง!
แบลงค์ชกคอร์เนเลียสลบและแบกเธอหนีไป ในฉากต่อไป กษัตริย์เลโอได้ปรากฏตัวขึ้น
กษัตริย์เลโอ: เจ้าหล่อนหายไปไหนกัน!? ลูกสาวของฉันออกไปไหนกันนะ?
แบลงค์ปรากฏตัวขึ้น
กษัตริย์เลโอ: ดีมากแบลงค์! เจ้าเห็นคอร์เนเลียมั้ย?
แบลงค์: มิต้องกังวลหรอกฝ่าบาท ขอให้ท่านมั่นใจได้ว่าองค์หญิงคอร์เนเลียจะได้อภิเษกสมรสกับเจ้าชายชไนเดอร์เป็นแน่ ฝ่าบาทมิต้องเป็นห่วง
กษัตริย์เลโอ: มิต้องเป็นห่วงงั้นหรือ...เจ้าพูดเช่นนั้นได้อย่างไร? ข้าจะสามารถข่มตาลงเพื่อบรรทมได้อย่างไร หากข้ายั่งไม่อาจมั่นใจได้ว่าลูกสาวเพียงคนเดียวของข้านั้นปลอดภัย? หรือว่า...หรือว่าเจ้าหักหลังข้า?
แบลงค์: ด้วยความสัจจริง กระหม่อมมิได้ทรยศใครนอกเสียจากมาร์คัสผู้น่าเวทนา!
กษัตริย์เลโอ: หากเจ้าได้ทรยศเพื่อนที่รักยิ่งของเจ้าจริง แล้วต่อไปเจ้าจะไม่ทรยศข้างั้นหรือ ?
แบลงค์: ผ่อนคลายเถิดฝ่าบาท กระหม่อมเพียงแค่...
กษัตริย์เลโอชักดาบของเขาขึ้นมาและฟาดฟันลงไปที่ร่างของแบลงค์ ทำให้แบงค์ทรุดลงไปกองกับพื้นเวที
แบลงค์: กระหม่อมเพียงแค่แสวงหาปลายทางแห่งสันติสุขระหว่างสองราชอาณาจักรก็เท่านั้น...
เมื่อสิ้นเสียงลง แบลงค์ก็สิ้นใจ...
เบเนโรและเซเนโรเข้ามาในฉาก
เซเนโร่: ผู้ทรยศตายเสียแล้ว
เบเนโร่: โอ้ เป็นเรื่องที่โหดร้ายจริง
กษัตริย์เลโอ: เจ้าทั้งสอง...จงช่วยกันออกตามหาคอร์เนเลีย และนำเธอกลับมาหาข้าซะ!
เบเนโร่/เซเนโร่: รับทราบครับฝ่าบาท
กษัตริย์เลโอ: ลูกผู้โชคร้าย! ทำไมเจ้าถึงไม่ยอมเชื่อฟังความปรารถนาดีของพ่อกันนะ
กษัตริย์เลโอออกจากเวทีไป ฉากต่อไปเป็นฉากสุดท้ายของเรื่อง ขณะที่มาร์คัสกำลังรอการปรากฏตัวของคอร์เนเลียอยู่
มาร์คัส: นี่ก็เลยเวลาที่นัดหมายว่าจะออกเดินทางไปด้วยกันมานานมากแล้ว คอร์เนเลียไปไหนกัน?
ซินน่า: มาร์คัส เรือจะออกแล้วนะ! ขึ้นเรือมาคนเดียวซะ เพื่อสันติภาพที่จะคืนมาสู่สองราชอาณาจักรอย่างที่แบลงค์พูดไง มาร์คัส!
มาร์คัส: เธอบอกข้าว่าเธอไม่สามารถดำเนินชีวิตที่ปราศจากข้าได้ ท้องฟ้าด้านทิศตะวันออกเริ่มส่องแสงแห่งอรุณรุ่งแล้ว ดวงตะวันยังคงเป็นศัตรูของข้า พวกเราอย่าพึ่งกางใบเรือเพื่ออกเดินทางตามเหล่านกที่โบยบินไปกับการเดินทางครั้งใหม่ได้มั้ย?
ซินน่า: ฟังนะ มาร์คัส! พวกเราไม่สามารถรอนานกว่านี้ได้อีกแล้ว! เรือจะออกแล้ว!
ซินน่ารีบเดินหนีไปด้วยท่าทีที่ฉุนเฉียว
มาร์คัส: เธอหักหลังข้างั้นหรือ? ไม่สิ...ไม่มีวันที่ผู้เป็นที่รักจะโกหกข้าเป็นอันขาด ข้าต้องเชื่อมั่น! เธอต้องปรากฏตัวแน่หากเพียงแต่ข้าได้เชื่อมั่น! แม้ดวงอาทิตย์ไม่ยอมรับฟังคำปรารถนาของข้า ข้าจักขออธิษฐานต่อสองจันทร์ ข้าขออ้อนวอนต่อแสงจันทร์อันสุกสกาว ช่วยทำให้ความปรารถนาเพียงหนึ่งเดียวของข้าได้เป็นจริง
มาร์คัสถอดชุดผ้าคลุมออก และคนที่อยู่ใต้ชุดผ้าคลุมนั้นมาตลอด ก็คือซีดานน่ะเอง...
ซีดาน: โปรดช่วยนำพาแด๊กเกอร์ที่รักกลับมาหาฉันด้วย!
องค์หญิงการ์เน็ตที่นั่งชมการแสดงอยู่ถึงกับตกใจที่ชายผู้ที่เธอได้ลาจากมาแสนนานแล้วปรากฏตัวขึ้นมา เธอลุกขึ้นอย่างลนลานออกจากบัลลังค์ แล้ววิ่งตรงไปหาซีดาน สไตเนอร์และแบร์ทริกซ์ต่างก็ช่วยกันเปิดทางให้เธอออกไปหาซีดานได้อย่างสะดวก ระหว่างที่กำลังวิ่งฝ่าฝูงชนที่กำลังชมละครขึ้นไปยังเวที เธอได้ทำสร้อยคอซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของรัชทายาทแห่งราชวงศ์อเล็กซานดรอสหล่นไป เธอมองมันที่กำลังจะตกลงสู่พื้นด้วยสายตาที่อาวรณ์ วินาทีนี้เป็นเวลาที่เธอต้องเลือกระหว่างศักดิ์ศรีในฐานะราชินีผู้สืบทอดราชวงศ์อเล็กซานดรอส กับคนคนได้คอยช่วยเหลือและได้มอบความหมายของการดำรงชีวิตอยู่ให้กับเธอ ในที่สุดเธอก็ตัดใจจากสร้อยเส้นนั้นและวิ่งเข้าไปหาซีดานที่รอคอยเธออยู่บนเวที เธอเขวี้ยงมงกุฏราชินีของเธอทิ้งอย่างไม่ใยดี และโผเข้าสวมกอดซีดาน เธอร้องไห้ออกมาพร้อมกับทุบไปยังหน้าอกของซีดานด้วยความเป็นห่วงเป็นใย (ปนความโกรธแค้นที่บังอาจทำให้เป็นห่วง) ซีดานกอดเธอที่ร้องไห้ไว้แน่นและพยายามปลอบโยนเธอ ผู้ชมทั้งหมดไม่ว่าจะกษัตริย์จากดินแดนต่างๆ เหล่ารัชทายาท เหล่าผู้มีเกียรติทั้งหลาย และประชาชนที่เดินทางมาจากทั่วทุกมุมโลก ต่างก็ไชโยโห่ร้องและปรบมือให้กับตอนจบของละครเรื่องนี้ด้วยความยินดี ในที่สุดก็ถึงเวลาที่สันติภาพจะกลับคืนสู่ไกอาและแทร่าห์แล้วสินะ....
.
.
.
.
...เธอรอดมาได้ยังไงเหรอ...
...ฉันไม่มีทางเลือกซักหน่อย...
...ฉันจำเป็นต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป...
...ฉันแค่อยากจะกลับมาที่บ้าน...
...กลับมาหาเธอ...
...ดังนั้นฉันจึงร้องเพลงของเธอ...
...เพลงของสองเรา...
=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-= ~จบบริบูรณ์~ =-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=
ซึ้งมั่กๆ

ชอบฉากจบของภาค9ที่สุดเลย
#1 By Silent on 2007-07-01 16:55