ความเดิมจากตอนที่แล้วที่ผมพูดจบไว้ที่เรื่องของเจเนซิส วันนี้เราจะมาพูดกันต่อในเรื่องของดร.โฮโจ

เดิมทีนั้นดร.โฮโจก็เป็นแค่นักวิจัยคนหนึ่งในในฝ่ายวิทยาศาสตร์ของบริษัทชินระเท่านั้น แต่ด้วยผลงานชิ้นโบว์แดงในการคิดค้นวิธีใช้เซลล์เจโนว่าผสานเข้าไปในร่างของคนเพื่อสร้างเป็นโซลเยอร์ขึ้นมา เขาจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าของแผนกวิทย์ดังกล่าว

จากการสอบถามนักวิจัยที่เป็นอดีตผู้ช่วยของโฮโจ ได้ความว่าเขาแค่ได้ยินเสียงหัวเราะอันพิลึกพิลั่นของโฮโจก็แทบจะประสาทกินแล้ว ตัวเขาเองได้ย้ายจากฝ่ายวิทย์มาประจำที่ๆ ห้องฝึกซ้อมและทำหน้าผู้ดูแลสุขอนามัยของโซลเยอร์แทนก็เพราะทนอยู่กับโฮโจไม่ได้เนี่ยแหละ ดังนั้นครั้งใดที่โฮโจมาเยี่ยมเยี่ยนห้องฝึกซ้อมเพื่อดูความสามารถในการสู้รบของโซลเยอร์หรือที่ตานั่นเรียกว่าตัวอย่างการทดลอง เขาก็มักจะประสาทแด๊กไปด้วยทุกที

วันหนึ่งที่โฮโจเข้ามาในห้องฝึกซ้อมเพื่อตรวจสอบว่าข้อมูลความสามารถในการสู้รบของโซลเยอร์ที่อยู่ในมือเขานั้นมันตรงแค่ไหน เขาก็ได้ขอให้แซ็คที่ชะตาขาดหลงเข้าไป ช่วยทำหน้าที่เป็นตัวทดลองช่วยเทสข้อมูลให้หน่อย ว่าแล้วโฮโจก็ปล่อยให้แซ็คเข้าไปสู้กับมอนสเตอร์ในห้องจำลองการต่อสู้

หลังจากที่แซ็คสามารถเอาชนะการต่อสู้เสมือนจริงได้อย่างง่ายดาย โฮโจก็บอกกับแซ็คว่าฟลุ้คสินะ เค้าเดาไม่ผิดใช่ม้า? แซ็คก็เถียงขาดใจว่าไม่ใช่เฟ้ย! ฝีมือล้วนๆ โฮโจเลยชมว่าแซ็คคงเป็นตัวทดลองที่ดีได้ แซ็คฟังแล้วก็รู้สึกประหลาดๆ และคิดว่าตานี่ต้องคุยไม่รู้เรื่องแน่ๆ ก็เลยบอกไปว่าเขาไม่อยากเป็นตัวทดลองอะไรนั่น แต่โฮโจก็พยายามกระแซะบอกว่าเขาภูมิใจในตัวแซ็คนะ คนระดับแซ็คเนี่ยสองปีถึงจะมีโผล่มาซักคน หลังจากนั้นโฮโจก็ขอให้แซ็คช่วยต่อสู้กับเบฮีมอธจำลองที่เขาเป็นคนพัฒนาข้อมูลการต่อสู้ของมันขึ้นมาเอง

เมื่อแซ็คชนะเบฮีมอธของโฮโจได้ โฮโจจะบอกว่าเป็นไปไม่ได้ แล้วเขาก็เริ่มบ่นพึมพำกับตัวเขาเอง บ่นไปบ่นมาซักพักนึงก็พูดกับตัวเองว่ายูเรก้า...ได้สมมติฐานใหม่แล้ว อย่างงี้นี่เอง...ฉันนี่มันอัจฉริยะจริงๆ...

จากเรื่องนี้คงทำให้เราเข้าใจในตัวโฮโจมากขึ้นว่าหมอนี่ไม่มีใครอยากคบด้วย คนทั่วไปแค่ได้ยินเสียงหัวเราะของโฮโจก็แทบจะพาคนสติแตกตามๆ กันแล้ว หนำซ้ำโฮโจยังเป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจความคิดความรู้สึกของใครซักเท่าไหร่ บ่อยครั้งเขามักจะพูดอะไรเองคนเดียว พอตั้งสมมติฐานใหม่ได้ก็ยิ้มกระหย่องแล้วก็คิดในใจว่าตรูข้าเนี่ยแหละเจ๋งที่สุดในโลกแล้ว!!!

เรื่องต่อไปเป็นเรื่องความจริงเบื้องหลังสงครามวูไถ หลังจากที่สงครามสิ้นสุดลงแล้วแซ็คก็ถามคันเซลเพื่อนซี้ของเขาด้เวยความมั่นใจสุดขีดว่ารู้เปล่าว่าเขาได้ทำอะไรมาในสงครามบ้าง! คันเซลบอกว่าในรายงานของบริษัทไม่เห็นจะมีชื่อนายโผล่มาแม้แต่ติ่งเดียว...ทั้งช่อง 3 7 11 ข่าวสด เดลินิวส์ ไทยรัฐ...มีแต่ยกย่องเยินยอเซฟิรอธคนเดียวเท่านั้น แซ็คก็เลยบอกว่าเฮ้ยๆ...เซฟิรอธเค้าอยู่กลุ่ม B ไม่ใช่เหรอ? (ไม่ใช่กลุ่มที่ทำหน้าที่เข้าไปลุยตรงๆ) คันเซลก็ได้แต่บอกแซ็คว่า....วีรบุรุษไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ทำดี แต่เป็นคนที่สื่อเลือกจะปั้นให้ดังต่างหาก แซ็คก็เลยคอตกและบอกว่าขอบใจนะที่ช่วยเอาฝันของเขาไปโยนทิ้งลงโถส้วมและกดชักโครกไปอย่างไม่มีเยื่อใย...

เรื่องการปั้นเซฟิรอธนี่..จริงๆ แล้วแม้แต่เมลล์จากท่านประธานและลาซาร์ดก็เขียนเหมือนกันว่าสงครามจบลงแล้ว แมนออฟเดอะแมตช์ของสงครามครั้งนี้ได้แก่เซฟิรอธ...ถึงจริงๆ แล้วเซฟิรอธจะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นคนบุกตะลุยเข้าไปตรงๆ แต่ถ้าเค้าเป็นคนที่ทำหน้าที่ได้ดีที่สุด เขาก็สมควรจะได้รับคำชมจากประธานและลาซาร์ดเช่นกัน ทว่าเรื่องที่สื่อเอาเซฟิรอธไปปั้นจนโด่งดังมันก็ออกจะเลยเถิดเกินไปซะหน่อย

(ที่ไม่มีคอมเมนต์จากรูฟัสเพราะช่วงนี้ตานี่พึ่งได้แต่งตั้งเป็นรองประธาน และงานแรกที่เขาต้องทำคือการไปเจรจาธุรกิจกับทั่วทุกสารทิศ)

ส่วนความคืบหน้าในเรื่องการตามล่าเจเนซิสและแองจีล ตอนนี้บริษัทได้ประกาศต่อสาธารณชนไปว่าเจเนซิสและแองจีลเสียชีวิตแล้ว พวกกลุ่มแฟนของแองจีลก็เสียใจที่เจเนซิสตายแล้ว แต่พวกเขาก็ปฏิญาณว่าพวกเขาจะสานต่อเจตนารมณ์ของเจเนซิสให้สำเร็จ เจเนซิสนั้นเป็นคนที่อุทิศชีวิตของตนเองให้กับการค้นหาความจริงเกี่ยวกับบทสุดท้ายของ Loveless ที่กระจัดกระจายและสูญหายไป ในเรื่องนั้นก็มีผู้เชี่ยวชาญมากมายที่ตั้งทฤษฎีตอนจบของ Loveless แตกต่างกันออกไป แน่นอนว่าแฟนคลับของเจเนซิสก็ย่อมชื่นชอบในทฤษฎีของเจเนซิสมากที่สุด อย่างไรก็ตามหลังจากที่เจเนซิสถูกประกาศว่าเดี้ยงไปแล้ว แฟนๆ ก็ตั้งใจจะช่วยกันรวบรวมค้นคว้าตีความเพื่อสร้างตอนจบของ Loveless ที่ถูกต้องขึ้นมาให้ได้

ความบ้าคลั่งของฟนคลับเจเนซิสยังไม่จบลงแต่เพียงเท่านี้ พวกเขายังได้จัดงานชุมนุมเพื่อส่งวิญญาณให้กับเจเนซิสที่ตีนสะพานเขต 8 ในงานมีการขายของที่ระลึก เครื่องประดับรูปแอปเปิ้ลเพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อเจเนซิส และมีการชักชวนกันให้ใส่เครื่องประดับดังกล่าวเพื่อแสดงว่าเจเนซิสจะอยู่ในใจของทุกคนเสมอ....

ฟังแล้วก็ชวนให้คิดว่าหมอนี่มันมีอะไรดีนักหนา ถึงทำให้แฟนๆ ศรัทธาราวกับเผ่ามายาบูชาพระเจ้าซะอย่างงั้น

ขณะเดียวกันเมื่อไปคุยกับกลุ่มแฟนแองจีล พวกแฟนๆ ก็จะประณามว่าทั้งๆ ที่ทุกคนกำลังอยู่ในช่วงเศร้าแต่หัวหน้ากลุ่มแฟนคลับกลับยังส่งเมลล์เรื่องประวัติของแองจีลมาให้ มันไม่ค่อยจะเหมาะสมกับเวลาและโอกาสซักเท่าไหร่ พอเรากดเมลล์นั้นขึ้นมาดูก็จะพบข้อความภาคต่อของประวัติอย่างไม่เป็นทางการของแองจีล ซึ่งเนื้อความบอกว่าของที่แองจีลมีของล้ำค่าคือกล้องถ่ายรูปที่แม่ซื้อให้เป็นของขวัญ แองจีลมักจะชอบพกมันไปเก็บภาพวิวสวยๆ ทุกครั้งที่ออกไปทำภารกิจ (ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณในการรับฟัง) ส่วนความสามารถพิเศษของแองจีลคือการเอาของกินเหลือมาทำอาหาร การทำอาหารได้เองเป็นสิ่งสำคัญในการใช้ชีวิตอย่างประหยัด แฟนคลับที่เป็นแม่บ้านทุกคนพึงจำไว้ให้ดี

ในส่วนที่บอกว่าแองจีลมีของล้ำค่าคือกล้องถ่ายรูป ผมเชื่อว่าทุกคนคงคิดเหมือนกันว่าของที่ล้ำค่าที่สุดสำหรับแองจีลก็คือดาบบัสเตอร์ซอร์ดของเขา ในตอนที่แซ็คได้ไปเยี่ยมหมู่บานบาโนล่า แม่ของแองจีลได้บอกไว้ว่าบัสเตอร์ซอร์ดนั่นเป็นดาบที่คุณสามีสร้างให้แองจีลในวาระที่แองจีลสามารถเข้าร่วมชินระได้ ตอนนั้นเราต้องยืมเงินชาวบ้านชาวช่องมากมายเพื่อหาเงินมาสร้างมันขึ้นมา กว่าจะหาเงินมาคืนได้นี่ก็แทบกระอักเลือดกันเลยทีเดียว ดังนั้นแองจีลเองจึงหวงแหนดาบนั้นมากน่ะเอง

นอกจากนี้ยังมีอีกเมลล์หนึ่งเป็นเมลล์ที่แฟนๆ แองจีลส่งมาให้ ว่ากันว่ามันเป็นบทสนทนาระหว่างเจเนซิสกับแองจีลในห้องของฝ่ายหลัง เจเนซิสจะบอกให้แองจีลเอาต้นไม้ออกไปจากห้อง แต่แองจีลเถียงและบอกว่าการคุยกับธรรมชาติเป็นการเชิดชูสปิริตเกียรติภูมิของโซลเยอร์ (บ้า) เจเนซิสเลยบอกว่าแมลงจะขึ้นเต็มห้องแกก็เพราะแบบนี้แหละ แองจีลก็เถียงว่าตอนเด็กๆ ห้องของพวกเราต่างก็มีแมลงวิ่งเล่นเต็มห้องกันทั้งคู่แหละน่า เจเนซิสเลยบอกว่าเพราะอย่างงั้นแหละตอนนี้เขาถึงเกลียดแมลงเข้าไส้...(สันนิษฐานว่าอาจเคยโดนแมงสาบวิ่งไต่ขามาก่อน...)

คิดไปคิดมาเมลล์จากเหล่าๆ แฟนๆ นี่ก็เชื่อถือได้บ้างไม่ได้บ้างแฮะ ยังไงก็ต้องใช้วิจารณญาณตัดสินกันเอาเองแหละครับว่าเรื่องไหนถึงน่าจะเป็นความจริงบ้าง

นอกจากเรื่องหลักๆ พวกนี้แล้วยังมีเรื่องน่าสนใจอื่นๆ อีกเช่น

- แซ็คได้ไปพบโซลเยอร์คลาส 3 พึ่งเข้าใหม่คนหนึ่ง เขากำลังโดนพวกคลาส 2 ด่าและขู่ว่าถ้าคราวหน้าเอ็งทำพลาดอีกพ่อยิงทิ้งแน่ แซ็คเลยเข้าไปปลอบเจ้าคลาส 3 คนนั้นว่าสู้ๆ เข้าน่า..แล้วไว้ภารกิจหน้าเขาจะไปแอบช่วยด้วย อย่าไปบอกใครนะ พอถึงเวลาที่เจ้าหมอนั่ต้องทำภารกิจต่อไป เขาก็ดันมากวักมือเรียกแซ็คไปด้วยจริงๆ หลังจบภารกิจแล้วแซ็คเลยถามหมอนั่นว่าครั้งหน้าคงฉายเดี่ยวเองได้แล้วใช่มั้ย? หมอนั่นกดลับบอกว่าสงสัยเขาต้องเขียนจดหมายกลับไปบอกพ่อแม่แล้วว่าชีวิตในเมืองมันช่างหนาวเหน็บยิ่งนัก แซ็คเลยบอกว่าเออๆ เขาไปด้วยอีกก็ได้ แล้วก็คิดในใจว่าไม่น่าหาเรื่องเลยตรู...

- พวกฝ่ายรักษาความปลอดภัยของเมืองไม่ค่อยชอบขี้หน้าโซลเยอร์ที่เด่นกว่าดังกว่า เลยชอบหาเรื่องให้บริษัทจัดการฝึกซ้อมร่วมระหว่างกลุ่มยามรักษาความปลอดภัยกับกลุ่มโซลเยอร์

- โจกับเทย์โอ จ๊อคกี้อันดับหนึ่งของโลกกับโจโคโบะดำในตำนานก็เป็นที่รู้จักของผู้คนในมิดการ์บ้างเหมือนกัน ว่ากันว่าหมอนี่ชอบทำตัวเป็นคาวบอยขี่โจโคโบะมาช่วยคนที่ถูกมอนสเตอร์เล่นงานระหว่างที่เดินทางระหว่างเมือง

- ในมิดการ์จะมีคนจากคอสโมแคนย่อนมายืนสาปแช่งว่าซักวันเวพ่อนจะตื่นขึ้นมาเก็บกวาดชินระด้วย...

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ไม่ได้เล่น แต่อ่านแล้วสนุกดี

#1 By M-X (125.27.92.195) on 2008-03-23 22:38

กร๊ากกก

อ่านข่าวลือในเมลของแฟนคลับแล้ว นึกถึงข่าวปั้นน้ำเป็นตัวของสาวก J-Rock ไทยสมัย X เพิ่งเข้าเมืองไทยใหม่ ๆ มีแต่เรื่องจี้เส้น

#2 By K9 on 2008-03-24 00:30

^
คิดถึงข่าวปั้นน้ำเป็นตัวของเจร็อคเหมือนกันค่ะ=w=

แอบคิดในใจว่าเรื่องกล้องถ่ายรูปเนี่ย แฟนคลับจำสับกับกล้องสโตล์กเกอร์ของTsengรึเปล่า ฮ่าๆ

เอ...ยังงี้แชมพูกลิ่มวานิลากับกุหลาบของเซฟิรอสล่ะ!ฦopen-mounthed smile

#3 By -shinya- on 2008-03-24 01:09

อา... ต้องใช่วิจารณญาณในการอ่านจริงๆ

#4 By ~@Little M. Fox@~ on 2008-03-24 16:39

เล่นจนจบแล้ว ยังไม่เคยอ่ายเมลเลยเรา เพราะไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นTT

#5 By แฟนพันแท้ (121.72.83.183) on 2008-03-24 19:33

นั่งอ่านเมลล์แฟนคลับ2คนนี้ //ชู2นิ้ว สุดยอดดดด

นั่งอ่านเกือบตกเก้าอี้

#6 By Gin (124.122.150.43) on 2008-03-25 00:20