บทแปล Final Fantasy XIII : Episode Zero -Promise- ตอนที่ 2-3
posted on 05 Nov 2009 03:45 by ffplanet in Fabula-Nova-Crystallisมาต่อกันกับบทแปลนิยาย Final Fantasy XIII : Episode Zero -Promise- ตอนที่ 2-3 ที่เผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์หลักของตัวเกม เนื้อหาดังกล่าวได้รับการแปลภาษาอังกฤษโดย http://mushinoko.livejournal.com/ และงวดนี้คนที่แปลเป็นภาษาไทยอีกต่อก็คือ BoN.... ไปดูกันเลยว่าเนื้อหามันจะยาวเหยียด ทรมานใจคนแปลซะแค่ไหน
=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=
ตอนที่ 3 มุมมองของโฮป
เสียงภายในเรือเหาะดังอื้ออึงขึ้นด้วยความตื่นตาตื่นใจ ที่เบื้องล่างของพวกเขานั้นประกายแสงสีขาวได้ส่องระยับขึ้นจากผิวน้ำของทะเลสาบ มันส่องแสงแวววับ ทุกๆ สิ่งล้วนปกคลุมไปด้วยสีเขียวเฉดต่างๆ พวกเขาพึ่งบินผ่านเขตที่พักอาศัยของซันเรส ซึ่งถัดไปก็จะเป็นผืนป่าที่กว้างใหญ่ที่สุดในโคคูน
"นั่นคือทะเลสาบเชล่าใช่มั้ยน่ะ"
"เฮ้... ต้นไม้ใหญ่ด้านโน้นคืออะไรเหรอ"
"นั่นเป็นภูเขาใช่รึเปล่า?"
เสียงของเด็กๆ เหล่านั้นดังกระหึ่มขึ้นมาก จนแทบจะทลายกระจกยานเหาะได้เลยทีเดียว
"เอาล่ะ ทุกคนช่วยเงียบกันได้แล้วนะ!"
เสียงของคุณครูดังกึกก้องขึ้นรอบพวกเขา ด้วยความเจนจัดที่ต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้มากว่าสิบปีแล้ว ทำให้คุณครูคนดังกล่าวไม่มีแม้แต่จะกระพริบตาเพื่อแสดงความแปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทว่าสตาฟฟ์ของเรือเหาะนั้นกลับมองเด็กๆ ด้วยความแปลกใจ ปกติแล้วเรือลำนี้จะให้โดยสารแก่ลูกค้าที่มีกำลังทรัพย์จ่ายพวกเขาในราคาสูง นั่นจึงหมายความว่าสตาฟฟ์เหล่านี้เคยดูแลแต่คนจากคนจากรัฐบาลที่เดินทางไปเจรจาธุรกิจสำคัญๆ เท่านั้น การได้มาดูแลเด็กๆ ในที่แบบนี้จึงเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนื่อความคุ้นชินของพวกเขา
การจะเข้าไปในเขตอนุรักษ์ธรรมชาตินั้นต้องเดินทางผ่านทางเข้าพิเศษซะก่อน ซึ่งที่นั่นก็มีการจ้างพลเรือนมาทำงานชั่วคราวเวลามีทริปในแต่ละครั้ง ด้วยเหตุนี้ทางสตาฟฟ์ของเรือเหาะจะได้มาที่นี่เพียงแค่สองครั้งต่อปีเท่านั้น นั่นจึงทำให้พวกเขาไม่ค่อยคุ้นกับที่นี่มากนัก
ยานเหาะนั่นค่อยๆ ลดระดับเพดานบินลงมา และทะเลสาบเชล่าจึงใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ภาพวิวผิวน้ำของทะเลสาบเริ่มเข้ามาปกคลุมเต็มบานกระจก และเด็กๆ ก็เริ่มพูดคุยกันอย่างตื่นเต้นอีกครั้ง ตอนนั้นเองคุณครูจึงเริ่มปรบมือและพูดเสียงดังขึ้นว่า "ตั้งใจฟังนะคะ!" ก่อนที่เสียงของทุกๆ คนจะเงียบลง
"ยานเหาะกำลังจะลงจอดแล้ว เราคงไม่ลงจอดเทียบข้างทะเลสาบกัน แต่จะไปจอดที่จุดจอดยานที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้งานชั่วคราว ทุกคนไม่ต้องกังวลนะคะ ถ้าใครเข้าใจแล้วให้ยกมือขึ้นค่ะ!"
"ค้าบบบ!" เสียงประสานของเด็กทุกคนดังขึ้นพร้อมกับมือที่ถูกยกขึ้นอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในตอนนั้นเองโฮปก็ได้ยินเสียงเพื่อนชายที่นั่งอยู่ข้างๆ ตัวเขาดังขึ้นว่า "โอ้ ว้าวววว..." นั่นคือเสียงของไคนั่นเอง โฮปยังคงยกมือของเขาขึ้นสูงและถามเพื่อนคนนั้นไปอย่างเบาๆ ว่า
"มีอะไรเหรอ?"
"การลงจอดในที่ๆ ไม่มีลานบินน่ะเป็นเรื่องที่ยากสุดๆ เลยนะ"
"เหอ?"
"และยานเหาะลำนี้มันก็ใหญ่ไม่ใช่น้อยเลย เฉพาะนักบินที่เชี่ยวชาญมากเท่านั้นแหละถึงจะลงจอดในที่แห่งนี้ได้"
ที่จริงแล้วโฮปก็ไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่ไคพูดเท่าไหร่นัก ไคเองต้องการเป็นนักบินของกองทัพเมื่อเข้าโตขึ้น ดังนั้นเขาจึงรอบรู้เรื่องพวกนี้มากพอควร ตรงข้ามกับโฮปที่ไม่ได้รู้อะไรกับเค้าเลย แต่ถ้าไคพูดว่านักบินจะต้องเก่งมากๆ แน่ๆ มันก็คงเป็นความจริงแหละนะ
"เธอสองคนกำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่น่ะ?" เอริดะที่ยืนอยู่ข้างๆ ตัวไคถามขึ้น
"พูดดังไปแล้ว" ไคหันไปพูดกับเธอด้วยหน้านิ่วคิ้วขมวด เอริดะนั้นเป็นคนที่ร้องเพลงเก่งที่สุดในห้อง แต่ขณะเดียวกันเธอก็เป็นคนที่เสียงดังที่สุดด้วย
พวกเขาได้รู้จักกันตั้งแต่ช่วงพิธีปฐมนิเทศในตอนที่เข้าโรงเรียนประถมมาครั้งแรก คุณครูก็ได้จัดให้พวกเขาอยู่ด้วยกัน แล้วพวกเขาก็เลยนั่งเกาะกลุ่มกันในห้องเรียน จนค่อยๆ สนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ และก็มักทำอะไรด้วยกันอยู่เสมอ
พวกเขาอาจมีความสนใจ ความชอบ และนิสัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่บางครั้งความใกล้ชิดสนิทสนมในภายนอกก็เป็นสิ่งที่อยู่เหนือความนึกคิดภายในจิตใจ พวกเขาอยู่อย่างใกล้ชิดกัน และมักกลับบ้านด้วยกันอยู่เสมอ โฮปกับเอริดะนั้นเป็นลูกโทนของครอบครัว แต่ไคนั้นมีน้องชายที่อายุน้อยกว่าเขา 3 ปี น้องคนนั้นมีชื่อว่าฮัล พวกเขาทั้งสี่คนชอบเล่นด้วยกันประจำ เวลาผ่านไปหลายๆ ปี แต่พวกเขาก็ยังได้เรียนอยู่ห้องเดียวกันประจำ ถึงแม้จะไม่ได้นั่งติดกัน แต่เวลาได้ออกเดินทางไปไหนหรือเวลามีเหตุการณ์อะไร พวกเขาก็จะจับกลุ่มกันแบบนี้แหละ
"เขาบอกว่านักบินต้องเจ๋งมากๆ น่ะ" โฮปเอื้อมตัวเข้าหาเอริดะเพื่อกระซิืบหูของเธอ
"เจ๋ง? หมายความว่าไงน่ะ?" เอริดะเอียงคอของเธอไปด้านข้างเพื่อแสดงความสงสัย ไคเลยพยายามจะอธิบายรายละเอียดให้เธอฟัง แต่คุณครูก็พูดขัดขึ้นมาเสียก่้อน
"นี่ พวกเธอตรงนั้นน่ะ! หยุดคุยและเอามือลงได้แล้ว"
ในตอนนั้นมีเพียงพวกเขาสามคนเท่านั้นที่ยังคงยกมือขึ้นค้างไว้กลางอากาศ พวกเขารีบเอามือลงด้วยความเขินอาย ก่อนที่เสียงขำขันของทุกๆ คนจะดังขึ้น
"ทั้งหมดเป็นความผิดของพวกนายนั่นแหละ!" เอริดะพูดด้วยใบหน้าที่มุ้ยตุ้ย ในตอนนั้นเองทิวทัศน์ด้านนอกก็หยุดนิ่งลง พวกเขาไม่รู้สึกถึงความสั่นสะเทือนเลยแม้แต่น้อยในตอนที่ยานลงจอดกับพื้นดิน แม้ว่าโฮปจะไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับเรือเหาะ แต่กระทั่งเขาก็ยังสามารถบอกได้ว่านักบินคนนี้เยี่ยมยอดทีเดียว
"ยอดเลย เห็นมั้ยล่ะ?" ไคพูดราวกับว่าเขาเป็นคนเอายานลงจอดซะเอง
สิ่งแรกที่สายตาของเด็กทุกคนต้องจับจองหลังจากที่พวกเขาได้ก้าวลงมาจากยานเหาะก็คือสภาพพื้นดินใต้เท้าของพวกเขาพวกเขาไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลย ที่พาลัมโพลัมนั้นเต็มไปด้วยถนนลาดยางอยู่ทุกหนแห่ง กระทั่งในสวนสาธารณะก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่าดินให้เห็นเพียงแค่หย่อมเล็กๆดังนั้นตอนนี้พวกเขาจึงรู้สึกแปลกใจกับสิ่งที่อยู่ใต้เท้าของพวกเขามาก แต่เมื่อพวกเขามองไปรอบๆ ดีๆ พวกเขาก็ยิ่งแปลกใจมากขึ้นไปอีก แค่หญ้ากับต้นไม้ก็แปลกมากพอแล้ว แต่นี่พวกเขาอยู่ท่ามกลางหมู่พืชพันธู์และก้อนหินน้อยใหญ่ พวกเขาไม่เคยอยู่ท่ามกลางความเีขียวขจีเท่านี้มาก่อนเลย
"เอาล่ะ ทุกคนฟังนะคะ! ใครจำกฎในการเที่ยวทริปที่ครูสอนไปเมื่อวานนี้ได้บ้าง?"
ทุกคนยกมือขึ้นพร้อมกัน
"โอเค งั้นอะไรคือ 'ข้อห้าม' สามอย่างคะ ไหนทุกคนพุดพร้อมกันสิคะ!"
"ห้ามวิ่ง ห้ามเล่นกัน และห้ามผลักกัน"
"ดีมากค่ะ! ที่นี่ไม่เหมือนในเมืองนะคะ มันค่อนข้างลื่นดังนั้นทุกคนจึงไม่ควรวิ่ง มอนสเตอร์ที่นี่ก็ซุ่มกันเงียบมาก ถ้าพวกเธอตะโกนหรือทำเสียงดังขึ้นมา พวกมันจะตกใจและอาจเข้ามาทำร้ายพวกเธอได้ ฉะนั้นอยู่กันอย่างเงียบเชียบเอาไว้ เข้าใจนะคะ?"
ที่จริงนับตั้งแต่ตอนที่พวกเขารู้ว่าได้รับเลือกให้มาทริป ก็มีการพูดเรื่องพวกนี้ให้ฟังไปหลายครั้งแล้ว พวกเขารู้ดีว่าการบอกให้เด็กๆ เงียบนั้นบางทีมันอาจไม่ได้ผลอะไรเลย ก็เลยต้องมีการพร่ำสอนกันหลายครั้งจนกว่าจะจำฝังเข้าไปในหัวได้ มีการส่งทหารเข้าไปขับไล่มอนสเตอร์อันตรายให้พ้นไปจากเส้นทางที่เด็กๆจะเข้าไปสำรวจแล้ว พวกที่เหลืออยู่ก็คือมอนสเตอร์ที่อยู่กันอย่างเงียบๆ เชื่องๆ ซึ่งก็มีการห้ามพวกมันไม่ให้เข้าไปยุ่งกับแขกผู้มาเยือนอยู่ดี
การทำแบบนี้เป็นอะไรที่กินเวลามากกว่าฆ่ามอนสเตอร์เยอะเลย แต่ที่ซันเรสนั้นเค้ามีการศึกษาเรื่องมอนสเตอร์ พวกเขาจึงไม่ฆ่ามอนสเตอร์กัน โฮปได้ยินมาจากพ่ออย่างนั้นน่ะนะ
"และมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ทุกคนต้องจำให้ดี ที่นี่มีห้วยลึกและหน้าผาที่อันตรายมากมาย วันนี้พวกเขามีเตรียมยกพื้นและเชือกไว้ให้กับพวกเรา แต่เฉพาะในเส้นทางที่กำหนดไว้เท่านั้นนะคะ ดังนั้นทุกคนห้ามออกนอกเส้นทางสำรวจเด็ดขาด! ทีมนักสำรวจจะนำทางเราเอง ทุกคนต้องฟังทุกสิ่งที่พวกเขาพูดให้ดี เข้าใจนะคะ?"
ทุกคนยกมือขึ้นในขณะที่โฮปจ้องมองไปยังเส้นทางที่พวกเขาต้องเดินทางไป เบื้องหลังป่าทึบนั้นมีเชิงหน้าผาสูงชัน และหินที่ดูคมอยู่มากมาย เขาเริ่มรู้สึกกังวลเล็กๆ กับการเดินเข้าไปในสถานที่ๆ ว่ากันว่า "โคตรอันตราย"
ตามแผนที่วางไว้ตั้งแต่แรก พวกเขาจะเดินทางจากทะเลสาบเชล่าผ่านไปยังเส้นทางสายรุ้ง จากนั้นก็เดินท่องเข้าไปในป่าก่อนที่จะเดินทางกลับ เมื่อเดินกลับมาถึงทะเลสาบก็จะรับประทานอาหารกลางวันกัน จากนั้นก็เป็นช่วงเวลาอิสระ โฮปคิดว่าเค้าน่าจะให้เฉพาะคนที่อยากเดินได้เดิน ส่วนใครที่ไม่อยากเดินก็น่าจะให้พักอยู่ที่นี่น้า~
บริเวณลุ่มทะลสาบเชล่านั้นแลดูงดงามมาก มีดอกไม้หลากสีสันต์งอกเงยขึ้นไปทั่ว ใกล้ๆ นั้นยังมีต้นไม้ใหญ่หลายต้น ซึ่งมันได้ให้ร่มเงาที่ดูร่มเย็นและเงียบสงบทีเดียว
โฮปนั้นชอบเล่นอยู่ในที่ร่มมากกว่าการออกไปวิ่งเล่นด้านนอก เขาชอบการเล่นเกมอยู่บ้าน หรือไม่ก้อไปบ้านไคเพื่อดูภาพอาวุธและเครื่องจักรต่างๆ โชคร้ายที่ไคกับเอริดะเป็นพวกชอบออกไปเล่นข้างนอกบ้าน ดังนั้นพวกเขาเลยจะเล่นในบ้านเฉพาะวันที่ฝนตก และวันที่ฮัลรู้สึกป่วยจนออกไปเล่นนอกบ้านไม่ไหวเท่านั้น
"เอาล่ะ จากนี้ไปเราจะแบ่งกลุ่มกัน เนื่องจากทางเดินนั้นค่อนข้างแคบ ดังนั้นให้ทุกคนจัดแถวตอนเรียงเดี่ยวค่ะ"
แต่ละกลุ่มจะมีนักสำรวจคอยนำทางให้ พวกเขาไม่เหมือนกับพวกครู นักสำรวจนั้นไม่ชินกับการที่ต้องตะเบ็งเสียงหรอกนะ พวกเขาจึงต้องมีโทรโข่งอันเล็กติดตัวกันไว้คนละอัน
แถวเดินของเด็กๆ ค่อยๆ เคลื่อนที่ไปอย่างเชื่องช้า แต่ละแถวจะมีคนอยู่เกือบร้อยคน ทำให้มันดูยาวพอควร
"ดอกไม้พวกนี้สวยจังเลย" เอริดะเอื้อมมือของเธอไปยังดอกไม้สีแดงอ่อน แต่โฮปกลับหยุดเธอไว้
"ไม่ได้นะ เค้าบอกว่าห้ามเราหยิบจับพืชพันธุ์ใดๆ ทั้งนั้น เค้ายังบอกอีกว่ามันจะทำให้ผื่นขึ้นได้ด้วย"
"รู้แล้วน่า ฉันก็แค่จะถ่ายภาพเท่านั้นแหละ" เอริดะพูดพลางหยิบกล้องถ่ายรูปเด็กเล่นของเธอออกมาจากกระเป๋า
"คุณแม่จะชอบภาพดอกไม้มั้ยนะ..."
โฮปหยิบกล้องเด็กเล่นของเขาขึ้นมา กล้องนั่นจะส่งข้อมูลออกไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งก็เหมาะกับสถานการณ์เช่นนี้มาก เมื่อเทียบกับกล้องทั่วไปแล้ว กล้องของเล่นจะมีความจุข้อมูลน้อยกว่า เมื่อไหร่ที่เราใช้ความจำในกล้องจนหมดแล้ว ข้อมูลในกล้องจะถูกส่งไปยังศูนย์คอมพิวเตอร์ที่อยู่ใกล้ที่สุด หลังจากนั้นภายในวันเดียวกัน ภาพถ่ายทั้งหลายก็จะถูกส่งมายังบ้านของเรา กล้องของเล่นนั้นมีราคาถูกและสร้างมาเพื่อให้ใช้แล้วทิ้งได้เลย ดังนั้นมันจึงเหมาะสำหรับเด็กที่ชอบทำของตกมาก ยิ่งการที่มันสามารถใช้ความจำทั้งหมดให้หมดลงได้ในวันเดียวก็ยิ่งเป็นการดียิ่งขึ้นไปอีก
โฮปเล็งกล้องของเขาไปยังดอกไม้สีแดงอ่อน นอกจากนี้เขายังถ่ายภาพดอกไม้สีขาวที่อยู่ถัดไปด้วย ภาพกลีบบางๆ ของมันที่แตกกระจายไปกับสายลมอ่อนๆ ก็ถูกเขาถ่ายเก็บไว้ ด้วยความหวังว่าภาพมันจะออกมาดี มีดอกไม้หลายชนิดเหมือนกันที่เราไม่สามารถหาดูได้จากในเมือง ไม่ใช่แค่ดอกไม้เท่านั้น มอนสเตอร์ที่อยู่ในถิ่นไกลแบบนี้ยังช่วยเพิ่มสเน่ห์ให้กับซันเรสอีกด้วย
โฮปเริ่มเข้าสู่ภวังค์ส่วนตัว เขากดบันทึกภาพ ภาพแล้วภาพเล่า จนเขาแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองเผลอเดินขึ้นเนินไปแล้ว
"นี่ รู้สึกมั้ยว่าสายลมที่นี่มันส่งกลิ่น...แปลกๆ ?" เอริดะบอกกับเขา ตัวโฮปเองก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน เมื่อพวกเขาออกจากทะเลสาบแล้วเดินไปตามเส้นทาง เขาก็ได้กลิ่นนั้นอีกครั้ง
"กลิ่นเหมือนกับพวกยาเลย" ไคสูดอากาศเข้าไปลึกๆ แล้วทำหน้าบูดเบี้ยว
"ไม่ใช่ยา แต่น่าจะเหมือนพวกสมุนไพรมากกว่าล่ะมั้ง?"
"ใช่ๆ เหมือนกับพวกของที่คุณปู่คุณตาเค้าดื่มกัน"
คงเพราะได้ยินบทสนทนาดังกล่าวเข้าให้ นักสำรวจหญิงที่อยู่ด้านหน้าพวกเขาจึงหันกลับมาแล้วส่งยิ้มให้
"นั่นเป็นกลิ่นของพืช กลิ่นของดินและหญ้าน่ะค่ะ"
เด็กๆ ทั่วบริเวณนั้นชำเลืองมองหน้ากันไปมาด้วยความฉงน ในเมืองมันก็มีดินนี่หว่า แจกันดอกไม้ก็มี พืชที่งอกเงยขึ้นมาจากดินก็มี แต่ทำไมพวกเขาถึงไม่เคยได้กลิ่นแบบนี้มาก่อนเลย
"ดินที่ไม่บริสุทธิ์และไม่ได้รับการดูแลรักษาจะส่งกลิ่นแบบนี้แหละค่ะ พืชที่โตมากับดินก็ส่งกลิ่นแบบนี้เช่นกัน"
ว่าแล้วโฮปก็เริ่มคิดว่าดอกไม้ที่นี่ก็ส่งกลิ่นประหลาดเหมือนกัน ไม่ใช่ประหลาดสิ แต่เป็นส่งกลิ่นแรงกว่า เขาแค่เข้าไปใกล้ในระดับที่พอจะถ่ายรูปได้ กลิ่นหอมหวลของดอกไม้ก็โชยมาแตะจมูกเขาแล้ว นั่นก็ทำให้เขาแปลกใจมาก และเขาก็สงสัยว่านั่นเป็นเพราะดินของที่นี่งั้นรึ
"ระวัง! เจ้ามอนสเตอร์!" ใครบางคนแผดเสียงร้องขึ้นมา เมื่อโฮปกวาดสายตาไป เขาก็เห็นอะไรบางอย่างกำลังคลานอยู่บนขอบผาของหุบเขา มันดูโปร่งแสงและนิ่มๆ เหนอะๆ เป็นมอนสเตอร์ที่แปลกอะไรเช่นนี้
"นั่นเป็นตัว Vegetapudding ค่ะ เอาไปปรุงทานได้ด้วยรู้มั้ยล่ะคะ"
ทุกคนร้องเหวอออกมาด้วยความตกใจและไม่อยากเชื่อ
"ไม่ขอบอกละกันนะว่าพวกเค้าเอาพวกมันไปทำอะไรต่อบ้าง เพราะถ้าเด็กๆ รังเกียจแล้วไม่ยอมทานมัน ก็คงเป็นปัญหาใหญ่มากแน่ๆ ค่ะ" เธอพูดพลางขยิบตาอย่างขบขัน
การออกสนามครั้งนี้เลยกลายเป็นการถกกันว่าเจ้า Vegetapudding จะถูกเอาไปทำเป็นอาหารอะไรได้บ้าง เด็กๆ ก็ถกกันไปเรื่อยๆ จนมาถึงเส้นทางสายรุ้ง การที่เป็นแบบนี้ บางทีมันอาจจะเป็นแผนการที่นักสำรวจวางไว้ตั้งแต่ตอนที่เธอเริ่มพูดถึงเจ้า Vegetapudding แล้วล่ะมั้ง
เมื่อพวกเขาไปถึงปลายทาง ทิวทัศน์เห็นได้ลบเลือกความคิดเรื่องมอนสเตอร์ออกไปจนหมด สายรุ้งที่วาดโค้งอยู่บนฟากฟ้า แสงแดดที่เฉิดฉายผ่านหมูเมฆลงมา โฮปได้ยินเสียงบันทึกภาพจากกล้องของใครซักคน เสียงนั้นเป็นสัญญาณที่เตือนให้ทุกคนรู้ว่าพวกเขาต่างก็เอากล้องมา ว่าแล้วทุกคนก็หยิบกล้องของตนออกมาและรีบถ่ายภาพบรรยากาศที่อยู่หน้าพวกเขา
"ยังมีที่ๆ สวยงามอยู่อีกมากนะคะ ยังไงก็อย่าลืมเผื่อเนื้อที่ในกล้องเอาไว้ด้วยค่ะ"
คำพูดนั้นทำให้เสียงบันทึกภาพค่อยๆ หยุดไป โฮปเองก็พึ่งจะหยุดถ่ายภาพไปได้แป็ปเดียว ซึ่งเขาก็ใช้เนื้อที่ไปจนเกือบหมดแล้ว
"ถ้าเอากล้องอีกตัวมาได้ด้วยก็คงดี" เอริดะพูดอย่างเศร้าใจ บางทีทุกๆ คนก็อาจกำลังคิดในสิ่งเดียวกัน แต่พวกเขามีกฎว่าแต่ละคนจะสามารถเอากล้องมาได้แค่ตัวเดียวเท่านั้น
"เอาล่ะทุกคน มาดูทางนี้หน่อยค่ะ" นักสำรวจได้พูดผ่านโทรโข่งของเธอ เธอต้องรอจนทุกคนถ่ายภาพเสร็จแหนะถึงจะเริ่มพูดประโยคนี้ขึ้นมาได้
"อย่างที่ทุกคนทราบกันดีค่ะว่าภูมิอากาศในโคคูนนั้นถูกควบคุมโดยฟัลซิ ซึ่งก็มีกฎทั่วไปว่าฟัลซิจะไม่บอกตารางสภาพอากาศล่วงหน้าให้กับมนุษย์เป็นอันขาด"
แต่มันก็มีข้อยกเว้นอยู่บ้าง สำหรับพายุ ฟ้าผ่า ลมแรง และอากาศวิบัติในแบบอื่นๆ ฟัลซิจะส่งคำเตือนมายังรัฐบาลก่อน แล้วรัฐบาลจะเตือนประชาชนให้เตรียมระวังภัย การประกาศจากฟัลซินั้นถูกต้องเสมอ ไม่เคยผิดพลาด
เมื่อเทียบกับสิ่งที่เรียกว่า "พยาการณ์อากาศ" ที่เกิดจากการรวบรวมข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของมนุษย์แล้ว พยากรณ์อากาศนั้นแม่นยำทีเดียว แต่ก็ยังคงเป็นแค่การทำนาย และบางครั้งก็ผิดพลาดได้
"อากาศในซันเรสนั้นถูกควบคุมโดยฟัลซิส่วนตัวของมัน ดังนั้นอากาศที่นี่จึงต่างจากที่อื่นๆ ในโคคูน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพวกเราได้ทำการศึกษาเรื่องผลกระทบของลมฝน และอากาศแบบอื่นที่มีต่อพืชและมอนสเตอร์ค่ะ"
เอริดะยกมือขึ้นเพื่อถามข้อสงสัยของเธอ
"มีมอนสเตอร์ที่เกลียดฝนด้วยมั้ยคะ?"
ตัวเอริดะเองนั้นเกลียดฝน นั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอถามคำถามนี้ขึ้นมา
"แน่นอนค่ะ แต่ก็มีมอนสเตอร์ที่ชอบฝนอยู่เหมือนกันนะ"
เอริดะได้ยินก็เริ่มรู้สึกเสียหน้า หน้าของเธอเหมือนกับจะบอกว่ารู้แบบนี้เธอไม่ถามคำถามนี้ออกมาดีกว่า โฮปและไคเห็นดังนั้นก็เลยต้องกลั้นหัวเราะกันเล็กๆ
"วันนี้เราจะไม่ได้ไปทัวร์ที่นั่นกันนะคะ แต่รู้ไว้ละกันว่าถัดจากผาทางโน้นไปจะมีหุบเขาที่เราใช้กักเก็บมอนสเตอร์ที่ชอบและเกลียดฝนอยู่ พวกเราได้ควบคุมฝนในดินแดนแห่งนั้น และคอยตรวจสอบปฏิกิริยาที่มอนสเตอร์ตอบสนองออกมา นี่ก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมพวกน้องถึงสามารถเห็นสายรุ้งจากเส้นทางแห่งนี้ได้บ่อยๆ ค่ะ"
คุณพ่อพูดไว้รึเปล่านะว่าแสงที่หักเหกับละอองน้ำในอากาศทำให้เกิดสายรุ้งน่ะ? โฮปครุ่นคิดในใจอยู่คนเดียว เขาคิดต่อไปว่าเขาน่าจะถามเรื่อง Vegetapudding ที่กินได้กับพ่อด้วย พ่อต้องรู้แน่ๆ
"เอาล่ะ ไปยังเขตต่อไปกันดีกว่าค่ะ ด้านหน้านั้นมีสถานที่ๆ เรียกว่า 'ทางร่มเงาไม้' ที่นั่นมีพืชประหลาดที่ไม่ชอบแสงแดดงอกเงยอยู่เต็มไปหมด ซึ่งมันค่อนข้างลื่นนะคะ ดังนั้นเวลาถ่ายภาพก็ต้องระวังตัวด้วยนะคะ" นั่นคือสิ่งที่นักสำรวจพูดก่อนที่เธอจะปิดสวิตซ์โทรโข่งไป
พวกเขาตัดแถวกันอีกครั้ง และเริ่มมุ่งหน้าลงไปตามเส้นทาง ทางจะทะเลสาบไปยังยอดของเส้นทางสายรุ้งน้นเป็นเนินชันขึ้น แต่ตอนนี้ทุกคนต้องเดินกลับทางที่ลาดลงทีละน้อย ถึงแม้จะทีละน้อยก็เหอะ แต่ก็ทำให้เดินได้ลำบากอยู่ดี โฮปไม่เคยรู้เลยว่าดินและหญ้าที่ชุ่มฉ่ำจะชวนให้ลื่นได้ถึงขนาดนี้ ทั้งที่ทางก็ราบเรียบ ไม่มีก้อนหินระเกะระกะ แต่ก็ชวนล้มอยู่หลายครั้ง พอล้มลงไปจริงๆ ก็เปรอะโคลนไปหมด ก่อนมาทริปก็มีการแจ้งแล้วว่า "ให้นำร้องเท้าที่ใช้เดินได้คล่อง และเสื้อผ้าที่ถึงจะเลอะก็ไม่เป็นไรมาใช้" ตอนนี้โฮปรู้แจ้งแล้วว่าไอ้ความที่ว่าน่ะหมายถึงอะไร
เมื่อมองไปรอบๆ แล้ว โฮปยังดีใจที่เขาพอมีที่ว่างเหลืออยู่ในกล้องเด็กเล่นของเขา ความอ่อนล้าได้หายไปทันทีเมื่อเขาได้เก็บภาพแสงแดดอ่อนๆ ที่ส่องลงมาประทบหมู่หินที่อยู่กลางทุ่งหญ้า มันส่องประกายราวกับคริสตัลเลยทีเดียว
พอทุกคนมาถึงปลายทาง โฮปก็ได้ถ่ายรูปสุดท้ายออกไปพอดี แสงจากกล้องกระพริบบอกว่าข้อมูลได้ถูกส่งออกไปจากเครื่องแล้ว และมันก็ปิดตัวลง ตอนนี้กล้องตัวนี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากกล่องที่ว่างเปล่าแล้ว เขาเก็บมันลงไปในกระเป๋า แล้วก็เริ่มรู้สึกเคว้งคว้างใจ ก็ตอนนี้ไม่มีอะไรจะทำแล้วนี่เนอะ
ถึงแม้จะเป็นเส้นทางเดิม แต่มันกลับทำให้ใครต่อใครรู้สึกเดินยากขึ้นเรื่อยๆ ขาของเขาเริ่มหนักขึ้นๆ
"เฮ่ออ... ขอกลับบ้านเลยได้มั้ยเนี่ย?" โฮปบ่นออกมาเล็กน้อย
"เข้มแข็งหน่อยสิ" เอริดะพูดแบบจะหมดลมหายใจ
"เดี๋ยวพอกลับถึงทะเลสาบเชล่า เราก็จะมีเวลาพักแล้วนะ!"
ไคยังคงเป็นคนเดียวที่ดูมีพลังเต็มถังอยู่ แต่แล้วเขาก็ลื่นล้มลงไป เขาดูไม่เป็นไรนักแม้ว่าเสื้อผ้าและมือของเขาจะเลอะไปหมดแล้ว
"ระวังหน่อยสิไค เดี๋ยวเป็นอะไรไปขึ้นมาจะแย่นะ?"
ไคบอกว่าเขาไม่เป็นไร เขาเอี้ยวตัวไปทางด้านหลัง ก่อนจะกระโดดขึ้นมาเดินต่อแบบสบายๆ
"ถ้าเขาบอกว่าไม่เป็นไร ก็คือไม่เป็นไรจริงๆ แหละ" เอริดะพูดแล้วก็ถอนหายใจ
หลังจากรับประทานข้าวเที่ยงและพักผ่อนกันเล็กน้อย โฮปรู้สึกว่าความอ่อนล้าในตัวเขาได้หายไปจนหมดสิ้นแล้ว พอเขาได้กลับมาถึงชายฝั่งทะเลสาบ เขาก็เริ่มคิดว่าตัวเขาเองไม่อยากเดินไปไหนอีกแล้ว
"ทำอะไรกันดีล่ะ? ยังมีเวลาเหลืออีกเยอะเลยนะ"
ในที่แห่งนี้พวกเขาสามารถวิ่งไปมาและตะโกนร้องป่าวกันได้ตามใจชอบ ไม่มีใครมาว่าพวกเขาแน่นอน
"ไปปีนต้นไม้ใหญ่ทางด้านโน้นกันเถอะ ฉันอยากเก็บภาพจากยอดของมันน่ะ"
"ยังถ่ายรูปไม่เสร็จอีกเหรอไค? เห็นปกติจะถ่ายให้เสร็จไปเลยทีเดียวนี่" เอริดะพูดแบบนี้ออกมาอย่างน่าประหลาดใจ โฮปเริ่มรู้สึกได้ว่ามันจะต้องมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นแน่ๆ เขาต้องพยายามเข้ามาห้ามก่อนที่อะไรบางอย่างจะเกิดขึ้นซะแล้ว
"พวกเราปีนต้นไม้หรือก้อนหินไหนๆ ไม่ได้หรอกนะ ถ้าปีนขึ้นไปแล้วตกลงมา มีแต่ตายกับตาย"
ไม่ว่าไคหรือเอริดะ ต้องมีใครคนหนึ่งพูดอะไรขัดออกมาในเวลาที่อีกคนหนึ่งกำลังกระดี๊กระด๊ากับอะไรบางอย่างอยู่ แล้วโฮปก็ต้องเข้าไปหยุดพวกเขาทุกที
"แล้วจะปีนยังไงล่ะ? ฉันไม่คิดว่านายจะปีนได้หรอกนะ"
"แต่ฉันสัญญากับฮัลไว้แล้ว ฉันบอกเขาว่าจะถ่ายภาพเจ๋งๆ มาฝากเขาให้ได้"
โฮปคิดว่านั่นสินะ..ฮัลอยากมาทริปนี้ด้วย แต่ก็มาไม่ได้เพราะเขาไม่ใช่นักเรียนของที่นี่ ไคเองต้องใช้เวลานานมากกว่าจะปลอบใจฮัลได้ เขาได้พยายามคิดหาทางชดเชยส่วนที่ฮัลไม่สามารถมาได้ บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาสัญญากับฮัลว่าจะถ่ายภาพเจ๋งๆ มาให้ได้
"แล้วทำไมไม่ถ่ายมาซะตั้งแต่ตอนอยู่บนยอดส้นทางสายรุ้งล่ะ..."
"ถ่ายแล้ว แต่มันยังไม่พอหรอก ฉันถ่ายภาพของมอนสเตอร์มาด้วยนะ แต่มันยังดูเจ๋งไม่พอเข้าใจมั้ย? ดังนั้นสำหรับภาพสุดท้ายนี้ ฉันจึงอยากได้ภาพจากบนยอดของต้นไม้"
"นายทำไม่ได้หรอก โดยเฉพาะกับต้นนั้นน่ะ"
"ไม่ลองก็ไม่รู้หรอกน่า" ไคพูดขณะเอามือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง แล้วเขาก็ทำหน้าเครียด
"มีอะไรเหรอ?"
ไคไม่ตอบอะไร เขาเอามือไปล้วงกระเป๋าอีกด้านหนึ่ง โฮปจึงเริ่มไม่สบายใจแทน
"เกิดอะไรขึ้น? คงไม่ใช่ทำกล้องหล่นหายหรอกนะ?"
เขาดูกระเป๋าเสื้อนอกของเขา แล้วก็ดูในเป้ หลังจากดูมันทุกที่แล้วท้ายที่สุดเขาก็ยอมแพ้ แค่มองหน้า..โฮปกับเอริดะก็รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา
"ฉันว่ามันคงตกอยู่แถวๆ นี้ซักที่น่ะแหละ" โฮปกล่าว
ก็คงงั้นแหละ ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกัน ว่าแล้วก็ช่วยกันมองหาทั่วบริเวณนั้น แต่ก็ไม่พบอะไร
"ทำตกระหว่างเดินทางรึเปล่า? นายลื่นล้มด้วยนี่" เอริดะชี้ไปที่เข่าอันเปราะเปื้อนของไค
"ไม่ๆ ตอนขากลับฉันยังถือมันอยู่เลย ระหว่างเดินทางฉันก็มัวตัดสินใจอยู่ว่าจะถ่ายดีไม่ถ่ายดี ก็เลยรู้ว่าฉันยังพกมันติดตัวไว้จนมาถึงที่นี่"
ดังนั้นก็แปลว่ามันต้องตกอยู่ที่ไหนซักแห่งระหว่างเส้นทางสายรุ้งกับทะเลสาบ แต่พวกเขาก็กลับไปที่นั่นไม่ได้แล้ว ตอนพวกเขาออกมาเส้นทางเหล่านั้นก็ถูกปิดลงแล้ว เพราะนักสำรวจต้องการให้การรบกวนจากภายนอกลดลงให้น้อยที่สุดน่ะ
"นี่โฮป กล้องนายยังมีที่ว่างเหลืออยู่รึเปล่า?"
ปกติแล้วโฮปคงให้เขายืมกล้องไปแน่ๆ ไคกับเอริดะมักจะถ่ายรูปเร็วกว่าโฮปอยู่เท่าตัวเสมอ แล้วก็มักใช้เนื้อที่หมดก่อนประจำ โฮปเองก็คิดว่าพวกเขาน่าจะคิดก่อนถ่ายมากกว่านี้นะ แต่เมื่อเขาบอกกับทั้งสองไป ทั้งสองก็จะบอกว่าเขาคิดมากเกินไป ท้ายที่สุดกล้องของเขาก็จะเต็มไปหมดภาพของทั้งสามคน
แต่ว่าวันนี้...มันไม่ปกติน่ะสิ
"โทษทีนะ ข้อมูลถูกส่งออกไปแล้วน่ะ"
คงไม่มีใครคิดแล้วคิดอีกหากจะถ่ายภาพในที่แห่งนี้ ก็บรรยากาศในซันเรสมันออกจะงดงามสุดๆ เลยเป็นเรื่องแปลกที่ว่าทำไมไคถึงยังถ่ายภาพไม่เสร็จกันนะ
"ฉันก็หมดแล้วเหมือนกัน หมดตั้งแต่ตอนอยู่บนเส้นทางสายรุ้งแล้วล่ะ" เอริดะบอกเช่นนั้น
ไคได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจ
"งั้นก็คงต้องปล่อยเลยตามเลย"
"ไม่เป็นไรน่า เดี๋ยวฉันจะเอาภาพของฉันไปให้ฮัลดูด้วย" เอริดะพยายามพูดปลอบให้เขารู้สึกดีขึ้น "โฮปเองก็จะเอารูปไปให้ฮัลดูด้วยเหมือนกัน แค่นั่นก็น่าจะโอเคแล้วใช่มั้ย? ฮัลจะได้ภาพเยอะเป็นสองเท่าเลยนะ เขาต้องดีใจมากแน่นอน"
โฮปคิดเผื่อในส่วนของฮัลว่า...อย่างไรก็ตาม ภาพที่ว่าคงจะถูกส่งมาถึงบ้านพวกเขาในคืนนี้ ซึ่งกว่าฮัลจะได้ดูก็คงต้องรอวันพรุ่งนี้...ตอนหลังเลิกเรียน ปกติแล้วพวกเขาทั้งสี่คนมักจะได้เล่นด้วยกันหลังเลิกเรียน แต่ฮัลเป็นคนเดียวที่ไม่ได้มาทริปด้วย แล้วฮัลก็เคยพูดว่า "ทำไมเขาถึงอดไปล่ะ?"
ฮัลคงเสียใจแย่....
ไม่ได้... ต้องทำอะไรซักอย่าง พวกเขาต้องทำอะไรซักอย่างเพื่อฮัล
"ไปลองหาดูกันเถอะ"
ไคกับเอริดะได้ยินก็รู้สึกแปลกใจ
"จากที่นี่ไปถึงเส้นทางสายรุ้งก็ไม่ไกลนักหรอก เราจะช่วยกันหาจนกว่าจะหมดเวลาพัก"
"แต่พวกเราเข้าไปในเส้นทางนั้นไม่ได้นี่"
"ไม่เป็นไรหรอก เราก็แอบๆ เข้าไปซะสิ"
ทั้งสองมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ เพราะไม่คิดไม่คิดฝันมาก่อนเลยว่าโฮปจะพูดอะไรแบบนี้ออกมา
"พ่อบอกว่าเราไม่ควรผิดสัญญาโดดเด็ดขาด ไม่ว่าสัญญานั้นจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม"
พ่อของโฮปยังบอกด้วยว่าถึงแม้เราจะลืมสัญญาไป แต่อีกฝ่ายจะยังคงจำสัญญาของเราไว้ได้อย่างแน่นอน ไคอาจจะบอกได้ว่ามันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ แล้วก็ปล่อยเลยตามเลยไป แต่ฮัลคงตั้งตารอภาพอย่างตื่นเต้นมาทั้งวันแน่ๆ
"ไปหากันเถอะ" โฮปพูดอีกครั้ง ถึงแม้ฮัลจะไม่ได้มีอายุเท่ากับโฮป แต่ฮัลก็เป็นเพื่อนคนหนึ่ง เอริดะเองก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน
"ตกลง พวกเราเองก็ไม่อยากให้ฮัลต้องเสียใจ"
แล้วทุกคนก็ตกลงตามนั้น
โอ้วขอบคุณค่ะ รออ่านตอนต่อไปนะคะ
ตอนนี้ยาวมากจริงๆ
เล่นเอาต๊กกะใจ ไหงอัพบล็อกดึกขนาดนี้เนี่ย !!
#1 By Zieghart on 2009-11-05 03:51