มาต่อกันกับบทแปลนิยาย Final Fantasy XIII : Episode Zero -Promise- ตอนที่ 2-4 ที่เผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์หลักของตัวเกม เนื้อหาดังกล่าวได้รับการแปลภาษาอังกฤษโดย http://mushinoko.livejournal.com/ และแปลเป็นภาษาไทยอีกทีโดยน้อง taepoppuri ที่เจียดเวลามาแปลต่อให้แล้ว!

=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=

ตอนที่ 4 มุมมองของโฮป

พวกเค้าไม่ควรจะเข้าทางเข้านี้ไปเพื่อใช้เส้นทางหลัก พวกนักวิจัยคงจะเริ่มเก็บกวาดพื้นที่กันอยู่ ดังนั้นพวกเค้าจึงเลือกทางเสริมที่ไม่ใช่ทางหลักแทนเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกจับได้ แล้วค่อยอ้อมไปเข้าทางหลัก ........ถึงจะไม่แน่ใจก็ตามว่าที่เดินอยู่มันใช่ทางเสริมรึเปล่า....

"ไปทางนี้คงจะถูกนะ....ใช่มั้ย" เอลิด้าถามแบบกังวลๆ

"น่า......เรามาถูกทิศแล้วแหล่ะ ถ้าไปทางนี้เรื่อยๆเดี๋ยวก็เจอทางหลักเองล่ะ" พวกเค้าอยู่ไม่ห่างจากชาดหาดมากเท่าไหร่ แต่กลับได้ยินเสียงของนักเรียนคนอื่นๆห่างออกไปมากๆ โฮปคิดในใจ...นี่อาจจะไม่ใช่ทางที่ถูกก็ได้

"ขากลับเราไปทางหลักกันดีกว่า"

"แต่ถ้าพวกเค้าจับพวกเราได้ที่ทางเข้าจะแย่นะ"

"ไม่ต้องห่วงน่า ป่านนั้นเค้าคงเก็บกวาดกันเรียบร้อยหมดแล้ว"

"แต่คุณครูก็อาจจะเฝ้าอยู่ก็ได้นี่"

ป่ารอบๆตัวพวกเค้าเงียบมาก...จนทำให้พวกเค้าต้องพูดดังขึ้นเพื่อไม่ให้มันเงียบจนน่ากลัวที่อยู่กันแค่ 3 คนแบบนี้

"ดูนี่ดิ! เหมือนผลไม้อะไรซักอย่าง" เอลิด้าชี้ไปที่กิ่งไม้ที่มีผลที่เหลืองแดง ผลมันใหญ่มากกว่าไซส์ที่ขายกันในซูเปอร์ทั่วๆไปเยอะเลย

"กินได้มั้ยนะ?"

"เธอเด็ดมันไม่ได้นะเอลิด้า..ให้ตาย เธอนี่มือบอนจัง"

"ไม่เด็ดหรอกน่า!"

"ก็จริงที่สีมันสวยนะแต่..."

"ก็บอกว่าไม่เด็ดไง!"

"เฮ้ พวกนาย ไม่รู้สึกว่าสีมันคุ้นๆเหรอ มันคล้ายๆกับไอ้นั่นเลย.....ตัวอะไรนะที่เค้าบอกว่ากินได้น่ะ..."

แล้วโฮปก็นึกออก สีมันเหมือนกับสัตว์ประหลาดที่เห็นใกล้ๆทางสายรุ้งเลย แล้วเขาก็จำได้ด้วยว่าตอนที่เห็นนั้นมันไม่ห่างจากทางหลักเท่าไหร่

ทันใดนั้นแผ่นดินเบื้องหน้าก็พุ่งขึ้นสูง เหมือนกับกำแพงสีแดง มันคือมอนสเตอร์ตัวนั้น ผิวโปร่งๆ สีแดงของมันกระเพื่อมขึ้นลง เจ้า Vegetapudding โฮปรู้สึกกลัวและเริ่มวิ่งหนีก่อนที่จะรู้ตัวซะอีก

"มันตามพวกเรามา!" เอริดะกรีดร้องดูและเหมือนเธอกำลังจะร้องไห้ ....โฮปวิ่งช้าที่สุดในจำนวนคนทั้งสาม เค้าพยายามวิ่งให้เร็วที่สุด ไม่มีเวลาหันไปมองข้างหลังแล้ว ถ้ามันไม่ตามมาแล้วก็ดีสิ พวกเค้ากำลังวิ่งไปตราบเท่าที่ยังหายใจทัน...... ไปยังที่ไหนก็ไม่รู้ และแล้วพวกเค้าก็เจอหินก้อนใหญ่ที่พอจะใช้หลบได้ ทั้งสามคนเข้าไปหลบใต้เงาของหินก้อนนั้น โฮปเหนื่อยมากจนรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นแรงซะแทบจะกระดอนออกมาทางปาก...

“มัน....มันไม่ได้ตาม...เรามาแล้ว” ไคพูดพร้อมกับชะโงกไปมองข้างหลัง โฮปรู้สึกหมดแรงแข้งขาอ่อน....ทั้งสามคนนั่งหายใจหอบอยู่สักพัก...โชคดีที่ หนีมันมาได้

“ว่าแต่....ตอนนี้พวกเราอยู่ที่ไหนกันล่ะเนี่ย?”

เมื่อตะกี้พวกเค้าคิดว่าถ้าเดินไปแล้วไม่สามารถเชื่อมกับทางหลักได้ก็แค่หันหลังกลับ....แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว

"แถวนี้ดูไม่เหมือนที่ผ่านๆมาเลยนะ"

ใช่ มันไม่มีต้นไม้ดกครึ้มรอบๆอีกแล้ว สองด้านนั้นเป็นแค่หน้าผาโล้นไม่มีต้นไม้ หญ้าที่พื้นก็หร็อมแหร็ม.....เป็นที่แห้งแล้งที่ดูเหมือนจะถูกปล่อยร้างไว้

“แล้ว....ทางไหนที่เราวิ่งมากันล่ะ?”

พวกเค้าพยายามที่จะกลับไปยังทางที่วิ่งแต่ทั้งสามคนก็ไม่รู้เลยว่าด้านไหน ของหินกันแน่ที่พวกเค้าวิ่งมา ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นแต่หินแล้วก็หน้าผาเท่านั้น

“เอาน่า ทางที่ถูกก็น่าจะเป็นทางที่เห็นสายรุ้งน่ะแหล่ะ...”

แต่หน้าผาก็สูงซะจนบังทัศนวิสัยแทบจะทั้งหมด

“ชั้นว่าทางนี้นะ”

“ไม่อ่ะ ทางนี้มากกว่า”

ไคกับเอริดะชี้ไปคนละทางเลย....โฮปเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทางไหนกันแน่ที่ถูกต้อง

“งั้น...ก็เดินไปเรื่อยๆแล้วกัน”

“แต่เราไม่ควรจะเคลื่อนที่ไปไหนเมื่อเราหลงทางนะ”

“ก็อาจจะเป็นแบบนั้นในสถานการณ์อื่นนะ ถ้ามีแบบไอ้ตัวเมื่อกี้โผล่มาอีกตัวล่ะ เราจะหนีไปที่ไหนกัน”....ทางเดินนั้นขรุขระมากๆ ถ้ามีมอนสเตอร์ที่รวดเร็วกว่านั้นโผล่มาล่ะก็พวกเค้าคงหนีไม่รอดแน่ๆ

“ถ้าเราหาจุดที่มองเห็นได้ทั่วๆล่ะก็เราก็จะเห็นทะเลสาป และก็จะได้รู้ว่าทิศไหนที่เราควรจะไปไง”

“อืม เราก็แค่หลุดออกมาจากทางแค่นิดเดียวแหล่ะน่า ถ้าแค่เราเห็นทะเลสาปทุกอย่างก็เรียบร้อย” ไคเห็นด้วยกับเค้า ส่วนเอริดะถึงจะพยักหน้าแต่ก็ดูลังเลอยู่นิดหน่อย

“เอ้อ จริงด้วย รอแป๊บนะ” โฮปพูดแล้วหยิบก้อนหินคมๆขึ้นมาก้อนนึงแล้วก็ขูดหน้าผาข้างๆเป็นรูปตัว X “โอเค ไปกันเถอะ อย่างน้อยถ้าเราไปผิดก็ยังกลับมาที่นี่แล้วไปทางซ้ายแทนได้”

“ว้าว โฮป! นายฉลาดว่ะ”

“พ่อสอนชั้นไว้น่ะ เค้าบอกว่าถ้าหลงทางในที่ๆไม่รู้จักล่ะให้หาวิธีที่ทำให้มั่นใจได้ว่าจะสามารถกลับมาที่จุดเดิม”

“แหม งั้นก็พ่อเธอน่ะสิที่ฉลาด” เอริดะแซวพร้อมหัวเราะ แต่การที่เพื่อนชมพ่อของเค้าทำให้เค้าปลื้มมากกว่าชมเค้าเองซะอีก

“รีบไปกันเถอะ คนอื่นคงใกล้จะกลับกันแล้ว”

ทั้งสามคนจึงเริ่มเดินต่อไป ถึงแม้ว่ามันยังเป็นเวลาเที่ยงอยู่ แต่แสงในซอกหน้าผานี้ก็มีแค่จางๆเท่านั้น พวกเค้าเดินกันเงียบมากเพราะว่ากลัวมอนสเตอร์ที่หูดีจะได้ยิน ไม่มีใครพูดอะไรแต่ทั้งสามคนก็จับมือกันไว้เดินไปในทางที่ไม่รู้จัก ทำแบบนี้แล้วก็รู้สึกเหมือนจะมั่นใจขึ้น ....

บางส่วนของชะง่อนผาสะท้อนประกายสีน้ำเงินจางๆสวยงาม ถ้าพวกเค้าไม่ได้หลงทางอยู่ล่ะก็จะชื่นชมไปกับความงามของธรรมชาติ แต่ตอนนี้แสงจางๆก็ดูยังกะลางร้ายยังไงไม่รู้ สายลมอุ่นๆพัดผ่ายรอยแยกตามซอกผา

...........โฮปไม่รู้ว่าเค้าเดินมาไกลเท่าไหร่แล้ว หน้าผายังคงทอดยาวต่อไปเรื่อยๆ ขณะนั้นเอง พวกเค้าก็เห็นอะไรสักอย่างคล้ายๆเครื่องจักรในระยะไกลออกไป ทั้งสามหันมามองหน้ากัน พยักหน้า แล้วก็วิ่ง ทุกคนหวังว่าตรงนั้นจะสามารถส่งข้อความออกไปหรือโทรเรียกคนอื่นได้ ถ้ามันเหมือนกับเครื่องใช้ที่บ้านน่ะนะ พวกเค้าก็จะสามารถโทรไปบอกคุณครูได้......แต่พอพวกเค้าเข้าไปใกล้ๆก้พบว่า มันไม่ใช่แบบเดียวกับที่ใช้ในบ้าน มันดูไม่เหมือนอะไรที่เด็กจะใช้เป็นด้วยซ้ำ...

“ลองกดปุ่มดูกันเถอะ”

“อย่าเลย ถ้าเราทำมันพังล่ะก็...” แต่ก็ช้าไปซะแล้ว เอริดะกดที่แผงควบคุม แล้วมันก็ลอยขึ้นมา

“เห็นม้า เราทำได้แหล่ะน่า” เอริดะพูดแบบภูมิใจ แต่ทันใดนั้นไฟบนแผงควบคุมก็ดับลงแล้วเครื่องก็หยุดทำงาน

“อ้าว ไม่ได้ผลเหรอเนี่ย งั้นลองทำแบบที่แม่สนชั้นมั้ยล่ะ” เอริดะชูกำปั้นขึ้นมา ทั้งโฮปและไคต้องรีบจับมือเธอเอาไว้คนละข้าง ทั้งคู่รู้ดีว่าวิธีการแบบที่แม่สอนของเอริดะเป็นยังไง

“ไม่มีทาง!ทำหยั่งงั้นมันก็เจ๊งอ่ะดิ !”

“มีแต่พวกแม่ๆ เท่านั้นล่ะที่เปิดเครื่องต่างๆให้ติดได้ด้วยการทุบน่ะ!”

“งั้นเราจะทำยังไงดีล่ะ?”

“ลองเดินไปอีกนิดแล้วกัน การที่มีเครื่องจักรอยู่แถวนี้อาจจะมีคนดูแลอยู่แถวนี้ก็ได้” ถึงทางจะยังขรุขระอยู่แต่การที่มีความหวังว่ามีคนอยู่ใกล้ๆนั้นทำให้พวกเค้ารีบรุดหน้าต่อ ไป

“เฮ้ นายว่านี่มันอะไรน่ะ?”

พวกเค้าโผล่ออกมาที่อีกฝั่งของอุโมงค์ ตอนที่โฮปเห็นอะไรแปลกลอยอยู่ตรงหน้าเค้า มันคล้ายกับลูกบอลที่ส่องแสงได้ ขนาดของมันประมาณได้กับศรีษะคน มันดูเหมือนกับว่าทำขึ้นจากน้ำเลย แล้วมันก็ลอยโคลงเคลงอยู่หน้าพวกเค้า

“อืมม ดูเหมือนมันไม่ใช่มอนสเตอร์นะ มันไม่ทำร้ายเราหรอก”

“เฮ้ย อย่าจับมันนะ!” โฮปและไคตะโกนขึ้นมาพร้อมกันแต่ก็สายไปแล้ว เอริดะใช้่มือสัมผัสมัน ทันใดนั้นสายลมก็หนาวเย็นขึ้น เมฆบนฟ้าก็เริ่มตั้งเค้าดำทะมึน ละอองน้ำเริ่มโปรยปรายลงมา แล้วก็กลายเป็นฝนห่าใหญ่ ตอนนี้พวกเค้ารู้แล้วว่าลูกบอลนั้นคืออะไร มันคือเครื่องควบคุมฝน แล้วพวกเค้าก็วิ่งเข้าไปในอุโมงค์เพื่อหลบฝน

“เอาน่า อย่างน้อยตอนนี้เราก็รู้แล้วว่าต้องไปทางไหน เค้าบอกว่ามีเครื่องทำฝนหรืออะไรสักอย่างใกล้ๆกับทางสายรุ้งใช่ม้า? งั้นก็แปลว่ามันอยู่อีกฝั่งนึงของผานี่ไง”

“ก็ฟังดูดีนะ.....แต่กับฝนนี่ล่ะจะเอาไง?”

โฮปกำลังจะห้ามทั้งสองคนไม่ให้เถียงกัน แต่แล้วเค้าก็นึกขึ้นมาได้ ที่เจ้าหน้าที่นักวิจัยคนนั้นพูดเอาไว้ตอนอยู่ที่ทางสายรุ้ง "มีมอนสเตอร์ที่ชอบฝนอยู่เหมือนกันนะคะ" .....งั้นที่นี่ก็คือบริเวณที่มีไว้เพื่อศึกษามอนสเตอร์ประเภทนั้นน่ะสิ

เราต้องไปทำให้ฝนหยุดตกโฮปคิดแล้ววิ่งไป แต่แทบจะทันทีที่วิ่งออกมา เขาก็หยุดและค่อยถอยไปช้าๆ ด้านหน้าเค้ามีมอนสเตอร์คล้ายกบสีเหลืองอยู่ ข้างหลังมันก็มีอยู่เป็นฝูงเลยด้วยสีต่างๆกัน มันมีกรงเล็บแหลมคมที่ปลายตีนด้วย โฮปรู้สึกกลัว เค้าหันหลังวิ่งหนีแต่ก็สะดุดขาตัวเองล้มลง เค้ารู้ว่าเค้าต้องรีบหนีแต่ก็ยืนไม่ขึ้น แล้วเค้าก็ได้ยินเสียงร้องจากข้างหลัง ข้างๆ เอริดะก็มีมอนสเตอร์เช่นกัน เสียงของเธอดังสุดๆจนแสบแก้วหู โฮปหวังนิดๆว่ามอนสเตอร์จะตกใจเสียงนี้และล่าถอยไป

เจ้าสัตว์ประหลาดหยุดชะงักไปเพียงชั่วครู่....มันไม่มีทางอยู่แล้วที่สัตว์ประหลาดจะหนีไปเพียงเพราะเสียงร้องของเด็ก แล้วมันก็เคลื่อนที่เข้ามาใกล้ โฮปเห็นเขี้ยวคบกริมเรียงเป็นแถวในปากของมัน ถูกกินแน่ โฮปคิด

เค้าหลับตาลงพร้อมขดตัวจนกลมดิก....แต่ก็ไม่รู้สึกว่ามอนสเตอร์จะโจมตีเค้าซะที เค้าจึงค่อยๆลืมตาขึ้น ฝนหยุดแล้ว มอนสเตอร์กำลังล่าถอยจากไป ต้องมีใครบางคนบังคับเครื่องควบคุมฝนให้ฝนหยุดตก

“ฟัลชี่ที่นี่ควบคุมฝนนี่นา....”บางทีฟัลชี่อาจจะเป็นคนช่วยพวกเค้าไว้ก็ได้

“ดูนั่น! เรือเหาะนี่!” เอริดะร้อง

ไครีบตะโกนส่งเสียงเรียก พวกเค้าเห็นเรือเหาะผ่านรอยแยกของหน้าผา บางทีมันอาจจะกำลังออกหาพวกเค้าอยู่ แล้วมันก็หยุดบินวนอยู่กลางอากาศ ฟัลชี่ต้องเป็นคนเรียกเรือเหาะมาช่วยพวกเค้าแน่ๆ ไควิ่งออกมาพร้อมกับโบกมือและตะโกนเสียงดัง

“ลุกไหวมั้ย?” เอริดะช่วยฉุดเค้าให้ยืนขึ้น โฮปมองไปรอบๆแต่เค้าไม่เห็นนักจิวัยสักคนหรืออะไรที่ดูจะเป็นฟัลชี่ได้เลย

“เร็วเข้า โฮป!” โฮปพยักหน้ารับเสียงเรียกของเพื่อนแล้วก็วิ่งตามไปพร้อมๆ กับโบกมือไปด้วย

พอขึ้นไปบนเรือเหาะพวกเค้าก็ถูกจับไปซักถามแยกห้องกันว่าเกิดอะไรขึ้น ต่อจากนั้นก็เป็นคุณครูที่เข้ามาต่อว่า ว่ามอนสเตอร์ในซันเรสน่ะอันตรายขนาดไหน

แล้วไคก็ได้กล้องของเล่นของเค้าคืนมาอย่างน่าอัศจรรย์ เจ้าหน้าที่นักวิจัยพบมันหล่นอยู่ตอนที่เก็บกวาดพื้นที่แล้วก็นำมาส่งให้ที่ เรือเหาะ ความจริงแล้วทั้งสามคนไม่จำเป็นต้องออกไปหาเลยแท้ๆ พวกเค้าควรจะนั่งรอจนหมดเวลาพัก

ชั้นไม่น่าพูดเลยว่ากลับไปหากล้องกันเถอะ โฮปคิด เค้ารู้สึกผิด ไม่รู้เหมือนกันว่าไคกับเอริดะคิดอะไรอยู่ แต่ก็ดูเหมือนทั้งสองคนไม่ได้โกรธเค้าเลย

“ฟัลชี่ช่วยหยุดฝนให้พวกเราเหรอคะ?” เอริดะถามคุณครู เธอคงจะคิดแบบเดียวกับเค้า มีแต่ฟัลชี่เท่านั้นที่จะหยุดฝนแบบนั้นได้

“คงจะเป็นเจ้าหน้าที่นักวิจัยที่ควบคุมมันอยู่ที่สถานีอื่นน่ะ แต่ดูเหมือนจะเป็นฟัลชี่นะ ที่ตัดสินใจให้หยุดเครื่องผลิตฝน”

แล้วก็ไม่ใช่ฟัลชี่เหมือนกันที่เป็นคนเรียกเรือเหาะ มันเป็นเพราะเอริดะไปกดแผงควบคุมอันนั้นตะหากถึงทำให้เจ้าหน้าที่รู้ว่ามี ใครบางคนเปิดเครื่องจักรขึ้นที่บริเวณนี้ แล้วก็เลยรู้ว่ามีคนบุกรุกเข้าไปใน"หุบเขาฝน"

“เค้าบอกว่ามันต้องใช้ฝีมือมากๆ เลยนะ การลงจอดที่นี่น่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะนักบินเค้าเชี่ยวชาญมากล่ะก็พวกเราคงจะยังเดินหลงทางอยู่ในหุบเขาอยู่เลย.....เดี๋ยวเราน่าจะไปขอบคุณนักบินกันนะ ”

ในที่สุดพวกเค้าก็ได้กลับมานั่งที่

“ไค....เอ่อ” ขอโทษนะที่ทำให้พวกเราต้องเจอเรื่องยุ่งๆ โฮปอยากจะพูดแบบนี้

“ที่ทำไปน่ะเจ๋งชะมัดเลย” ไคหัวเราะ ตบหลังเค้าเบาๆ โฮปพยักหน้าแล้วก็ยิ้ม

“ไค! ตั้งกล้องเร็วเข้า!” เอริดะชี้ออกไปนอกหน้าต่าง ตอนนี้ก็เย็นแล้ว มีประะกายแสงมากมายสะท้อนแสงอาทิตย์ที่กำลังจะเลือนหายไป มันเป็นแสงของแม่น้ำที่อยู่ข้างๆ รันเวย์เรือเหาะของซันเรส ไครีบเก็บภาพอย่างรวดเร็ว สุดท้ายเนื้อที่ความจุของกล้องก็หมดลง แล้วก็มีสัญญาณเตือนว่าข้อมูลกำลังถูกส่งออกไป ภาพที่ไคสัญญาไว้กับฮัล รูปสุดท้ายนั่นเป็นรูปของยามค่ำคืนที่ซันเรส

ที่มา : taepoppuri

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

cry โอ้วเนื้อเรื่องสนุกมากค่ะ