ไทม์ไลน์ของเกม Final Fantasy XIII ดังที่ปรากฏอยู่ด้านล่างนี้ เป็นไทม์ไลน์ที่ผมเขียนขึ้นตามความเข้าใจของผมเอง เนื้อหาทั้งหมดมาจากการเอาเรื่องราวจากบทสนทนาและบันทึกภายในเกมมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน จนได้ออกมาเป็นลำดับขั้นที่สมบูรณ์อย่างที่เห็น เนื่องจากบทความนี้ (น่าจะ) เป็นไทม์ไลน์แรกที่ผมเรียบเรียงขึ้นมาด้วยตัวคนเดียว มิได้แปลมาจากไทม์ไลน์ของกูรูท่านไหนเหมือนไทม์ไลน์ก่อนๆ เนื้อหาทั้งหมดจึงเป็นการตีความตามความคิดของผมคนเดียว เราจึงไม่อาจเรียกบทความด้านล่างนี้ว่าเป็นข้อเท็จจริงได้ แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงแค่ทฤษฎีที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ หากมีข้อมูลใหม่ๆ หลักฐานใหม่ๆ ปรากฏขึ้นในอนาคต จึงหมายเหตุไว้ให้ทราบโดยทั่วกัน

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

นานแสนนานมาแล้ว

+ ภายในจักรวาลอันยิ่งใหญ่นี้มีพระเจ้าหลายองค์สถิตอยู่ร่วมกัน โดยพระเจ้านั้นแบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย คือฝ่ายที่ดี ฝ่ายที่ชั่วร้าย และฝ่ายที่วางตัวเป็นกลาง

+ ฝ่ายที่ดีนั้น ประกอบด้วยพระเจ้า 5 องค์ ซึ่งถูกเรียกขานเป็นสมญาว่า พระแสง (Luminous), พระผู้คงมั่น (Stout), พระผู้เป็นปราชญ์ (Sage), พระผู้เขลา (Fool) และพระผู้สร้าง (The Maker) ซึ่งเป็นการเรียกตามลักษณะเด่นของแต่ละองค์ ได้แก่พัลส์ (Pulse) หรือในอีกชื่อหนึ่งว่าพระผู้สร้าง (The Maker)

+ ฝ่ายที่ชั่วร้าย ตอนนี้เปิดเผยชื่อมาเพียงองค์เดียวคือ ลินด์เซย์ (Lindzei)

+ ฝ่ายที่เป็นกลาง ตอนนี้เปิดเผยชื่อมาเพียงองค์เดียวเช่นกันคือ เอโทร (Etro)

+ ในเวลาใดเวลาหนึ่ง พระผู้สร้างได้สร้างดวงดาวต่างๆ ขึ้นในภพต่างๆ จากนั้นพวกเขาทั้ง 5 ก็ร่วมกันเดินทางไปยังดวงดาวต่างๆ ในทั่วทุกภพ เพื่อสร้างความรุ่งเรืองและขยายอาณาเขตแห่งเทพให้กว้างขวางขึ้น

+ พระผู้สร้างซึ่งมีพระนามว่าพัลส์ ได้สร้างฟัลซิ (Fal'Cie) และมนุษย์ขึ้นมาดูแลโลก โดยสร้างฟัลซิจากชิ้นส่วนร่างกายของพระองค์เอง ฟัลซิจึงมีพลังมากและเป็นอมตะ ส่วนมนุษย์ถูกสร้างขึ้นจากวิญญาณของความเป็นเทพเจ้า มนุษย์จึงมีพลังน้อยนิดแต่สามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างไร้ขีดจำกัด และเมื่อมนุษย์ตายไป วิญญาณที่ถูกแบ่งออกมาจากพระผู้สร้างนั้น จะกลับไปรวมเป็นหนึ่งกับพระผู้สร้างอีกครั้ง

+ พระผู้สร้างได้มอบหมายให้ฟัลซิทุกตนร่วมมือกันนำพาโลกนี้สู่ความอุดมสมบูรณ์ โดยกำหนดให้ฟัลซิแต่ละตนทำหน้าที่แตกต่างกันไป ฟัลซิบางตนมีหน้าที่ดูแลทรัพยากร บางตนดูแลระบบ บางคนบริหารปกครอง ฟัลซิจึงได้รับพลังอันมหาศาลมาเพื่อการนั้น และยังสามารถสาปมนุษย์ให้กลายเป็นลูซิ (L'Cie) การสาปนั้นเป็นการเพิ่มพลังให้มนุษย์ เพื่อที่มนุษย์จะเข้ามาช่วยฟัลซิดูแลโลกให้สมบูรณ์ได้ มนุษย์ที่ช่วยฟัลซิทำภารกิจได้สำเร็จจะได้รับสภาพคริสตัลเป็นการตอบแทน ส่วนใครที่ขัดขืนไม่ทำภารกิจให้สำเร็จภายในเวลาจะกลายเป็นซีธ (Cie'th) ซากศพเดินได้ที่ไร้จิตใจ อย่างไรก็ตามแม้ว่าฟัลซิจะมีพลังมหาศาล แต่พวกเขากลับไม่สามารถทำเรื่องที่อยู่นอกคำสั่งที่ได้รับมาได้ ตรงข้ามกับมนุษย์ที่มีอิสระจะทำการใดๆ ก็ได้

+ โลกที่เกิดขึ้นมาเลิศเลอน่าอยู่ ฟัลซิและมนุษย์ต่างก็รักพระผู้สร้างพัลส์มาก ฟัลซิทำงานอย่างหนักเพื่อตอบแทนบุญคุณของพระเจ้าพัลส์ ขณะที่มนุษย์ก็สรรเสริญเพระเจ้าพัลส์มาก จึงตั้งชื่อโลกที่พวกเขาอาศัยอยู่ว่าแกรนพัลส์ (Gran Pulse) เพื่อสดุดีต่อพระเจ้าของพวกเขา

+ เหล่าฟัลซิช่วยกันสร้างสถานที่ๆ เรียกว่าอาร์ค (Ark) ขึ้นมาหลายแห่ง และซุกซ่อนไว้ทั่วแกรนพัลส์ พวกเขาใช้มันเก็บตุนชีวอาวุธจำนวนมาก โดยอาวุธเหล่านั้นก็มีทั้งเครื่องจักรที่มีชีวิต และมีทั้งสิ่งมีชีวิตปกติที่ถูกผนึกไว้ ด้วยความตั้งใจว่ายามใดที่ภยันตรายอันไกลโพ้นได้เข้าคุกคามดาวดวงนี้ ฟัลซิจะได้ปลุกเอาชีวอาวุธของพวกเขาขึ้นมารับมือกับภัยนั้นได้ ในยามที่ไม่มีภัยคุกคาม ฟัลซิก็ส่งลูซิเข้าไปฝึกฝนตนเองในอาร์ค เพื่อที่ลูซิจะได้มีฝีมือฉกาจขึ้นในเร็ววัน

+ แต่แล้ววันหนึ่งที่สมควรแก่เวลา พระเจ้าทั้ง 5 ก็เดินทางออกจากแกรนพัลส์เพื่อไปวางรากฐานความเจริญให้กับดวงดาวอื่นต่อไป โดยไม่กลับมาเยี่ยมเยียนอีกเลย การจากไปของพวกเขานั้นเป็นเรื่องที่กะทันหันเกินไปสำหรับฟัลซิและมนุษย์ อีกทั้งยังไม่มีแม้แต่คำล่ำลาให้แม้แต่ซักประโยค ทำให้ฟัลซิและมนุษย์เสียใจ รู้สึกราวกับว่าพวกตนถูกกำพร้าจากพระผู้สร้างที่เคารพรัก

+ เมื่อพระผู้สร้างจากไปแล้ว เหล่ามนุษย์กลับลืมคำสั่งสอนของพระผู้สร้างจนหมดสิ้น เมื่อแตกความสามัคคีกัน มนุษย์ก็เข้าห้ำหั่นทำสงครามระหว่างกันเอง แล้วยังไปขอพลังจากฟัลซิให้ช่วยเข้าข้างพวกพ้องของตน สถานะระหว่างฟัลซิและมนุษย์ จึงแปรเปลี่ยนจากพี่กับน้องเป็นเทพกับไพร่

+ หลังจากนั้นพระเจ้าฝ่ายชั่วร้าย ลินด์เซย์ ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นมา นางปรารถนาถึงความพินาศของโลกที่พระผู้สร้างฝากฝังไว้แก่ฟัลซิและมนุษย์ นางปรารถนาถึงความขัดแย้งระหว่างสิ่งมีชีวิตที่พระผู้สร้างเสกสรรค์ขึ้นมา ว่าแล้วนางก็แย่งชิงผืนดินของแกรนพัลส์ นำไปสร้างเป็นดวงดาวที่มีแต่เปลือก ซึ่งนางเรียกว่าโคคูน (Cocoon) นางสร้างฟัลซิของนางขึ้นมาดูแลโคคูน เช่นเดียวกับฟัลซิของแกรนพัลส์ที่ถูกสร้างขึ้นมาดูแลแกรนพัลส์ และนางยังได้ย้ายเอาอาร์คที่ถูกซุกซ่อนอยู่ตามจุดต่างๆ ในแกรนพัลส์ขึ้นมาไว้บนโคคูนแทน เพื่อที่เหล่าฟัลซิของแกรนพัลส์จะได้ใช้มันทำร้ายนางและโคคูนไม่ได้

+ ต่อมา ลินด์เซย์ก็ชักชวนมนุษย์จากแกรนพัลส์ขึ้นไปอยู่บนโคคูน โดยอ้างว่าที่แห่งนั้นเป็นวิมานสวรรค์ที่มีแต่ความสะดวกสบาย มีข้าวปลาอาหารทุกอย่างพร้อม มนุษย์ส่วนหนึ่งก็หลงเชื่อและเดินทางขึ้นไปบนโคคูน พวกเขาได้รับการดูแลจากฟัลซิในนั้นเป็นอย่างดี ราวกับสัตว์เลี้ยงที่ได้รับการดูแลจากเจ้านาย

+ ลินด์เซย์ มอบหมายให้ฟัลซิบาร์ธานเดลุส (Barthandelus) ดำรงตำแหน่งราชันย์แห่งฟัลซิของโคคูน และมอบหมายหน้าที่ให้เป็นผู้ปกครองทุกชีวิตในโคคูนสืบทอดเจตนารมณ์ของนางต่อไป นางให้บาร์ธานเดลุสค่อยๆ ทำให้มนุษย์บนโคคูนเชื่อว่าพัลส์คือดินแดนแห่งความโหดร้าย มีอสูรกายที่จ้องจะทำลายโคคูนอาศัยอยู่ นอกจากนี้ยังให้บาร์ธานเดลุสไปแย่งชิงทรัพยากร พืชผล แร่ธาตุ จากแกรนพัลส์ขึ้นมาแจกจ่ายให้มนุษย์บนโคคูน และยังแย่งชิงสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ขึ้นมาใช้เป็นวัตถุดิบในการก่อสร้างเมืองที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคตขึ้น นานวันเข้าความเป็นอยู่อันสะดวกสบายนี้ก็ทำให้มนุษย์ไม่อยากออกไปจากโคคูน และหลงเชื่อในคำพูดทั้งหมดที่ฟัลซิที่เลี้ยงดูพวกตนเป็นอย่างดี

+ ขณะที่มนุษย์บนโคคูนอยู่กันอย่างสะดวกสบาย มีข้าวกินทั้งที่ไม่ได้ปลูก มนุษย์บนแกรนพัลส์กลับต้องแร้นแค้น ปลูกข้าวแล้วไม่ได้กิน แถมบ้านเมืองยังถูกทำลายเอาๆ ทำให้ฟัลซิและมนุษย์บนแกรนพัลส์เกลียดชังทุกสิ่งทุกอย่างในโคคูนมากขึ้นเรื่อยๆ และเกิดการบอกต่อกันว่าโคคูนคือรังแห่งอสรพิษร้าย ที่พร้อมจะทำลายแกรนพัลส์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

+ เมื่อเสี้ยมให้มนุษย์เกลียดชังกันเองเสร็จแล้ว ลินด์เซย์ที่วางหมากไว้พร้อมก็เดินทางออกจากโลกนี้ไป

+ นานวันเข้าความขัดแย้งระหว่างโคคูนและแกรนพัลส์ก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น แกรนพัลส์เองก็เสื่อมโทรมลงทุกวัน ในโลกที่ไม่มีพระผู้สร้างอีกต่อไปแล้ว ฟัลซิของแกรนพัลส์ก็ปราศจากกำลังใจที่จะดูแลโลกต่อไป พวกเขาเริ่มปรารถนาที่จะให้พระผู้สร้างกลับมานำความรุ่งเรืองคืนสู่โลกนี้อีกครั้ง ว่าแล้วพวกเขาก็เริ่มตามหาหนทางที่จะทำให้พระผู้สร้างกลับมา ซึ่งพวกเขารู้ดีว่าเมื่อมนุษย์ตาย วิญญาณของมนุษย์จะเคลื่อนผ่านประตูวิญญาณเพื่อไปรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระผู้สร้างอีกครั้ง ดังนั้นแล้ว ถ้าทำให้คลื่นวิญญาณจำนวนมากทะลักผ่านประตูวิญญาณนั้นไป พระผู้สร้างจะต้องรู้ถึงความผิดปกตินี้ และต้องเหลียวกลับมายังแกรนพัลส์อย่างแน่อน

+ ขณะเดียวกัน ฟัลซิบาร์ธานเดลุส ก็สิ้นหวังกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เขาเหนื่อยหน่ายกับความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับปิศาจ โคคูนกับแกรนพัลส์ และคิดว่าหนทางเดียวที่จะยุติความขัดแย้งนี้ ก็คือการเรียกพระผู้สร้างกลับมา เขาเชื่อว่าพระผู้สร้างจะสามารถสร้างโลกที่ดีขึ้นมาใหม่ได้ ว่าแล้วฟัลซิบาร์ธานเดลุส ก็คิดจะช่วยเสี้ยมให้ความเกลียดชังระหว่างโคคูนและพัลส์ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อที่เมื่อถึงจุดหนึ่งแล้ว ฟัลซิของแกรนพัลส์จะทนไม่ไหว จนต้องส่งสัตว์อสูรแร็คนาร็อค (Ragnarok) มาทำลายโคคูน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นมนุษย์ทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในโคคูนจะตายไปพร้อมกัน ทำให้พระผู้สร้างต้องหันกลับมาดูโลกภพนี้แน่

ประมาณ 600 ปีก่อน

+ ปัญหาระหว่างแกรนพัลส์และโคคูนทวีความรุนแรงขึ้นจนถึงจุดแตกหัก ฟัลซิฝ่ายแกรนพัลส์ที่มีชื่อว่าอนิม่า (Anima) จึงสาปให้หญิงสาว 2 คนจากหมู่บ้านเอลบา (Oerba) ให้กลายเป็นลูซิ และมอบหน้าที่ให้ทั้งคู่ร่วมกันแปลงร่างเป็นสัตว์อสูรแร็คนาร็อคแล้วไปทำลายโคคูน ประการหนึ่งคือเพื่อทำลายศัตรูที่เป็นเสี้ยนหนามของแกรนพัลส์มาช้านาน ประการสองคือเพื่อทำให้วิญญาณของมนุษย์จำนวนมากกลับไปรวมกับพระผู้สร้าง จนพระผู้สร้างรู้สึกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับแกรนพัลส์

+ หญิงสาว 2 คนที่ถูกสาปนั้นมีชื่อว่าแฟงก์ (Fang) และวานิล (Vanille) ด้วยความที่แฟงก์ไม่อยากให้วานิลต้องทุกข์ร้อนด้วย แฟงก์จึงตัดสินใจแปลงร่างเป็นสัตว์อสูรแร็คนาร็อคและบินไปจู่โจมโคคูนเพียงคนเดียว แต่แล้วขณะที่แฟงก์ทำลายเปลือกดาวโคคูนได้ส่วนหนึ่ง เทพธิดาเอโทรที่จับตาดูเหตุการณ์มาตลอดก็รู้สึกเวทนาที่ทุกอย่างดำเนินไปตามแผนที่ลินด์เซย์วางไว้แต่แรก ด้วยความที่เทพธิดาไม่อยากเห็นความพินาศของมนุษย์ เทพธิดาจึงริบพลังพลังแร็คนาร็อคไป แล้วทำให้ลูซิทั้ง 2 กลายสภาพเป็นคริสตัล พร้อมซ่อนตัวทั้งคู่ไว้ภายในวิหารของฟัลซิอนิม่า

+ เทพธิดากล่าวกับทุกฝ่ายว่ายามใดที่ลูซิทั้ง 2 นั้นตื่นขึ้น ตอนนั้นแร็คนาร็อคจะกลับมาสยายปีกของมันและทำลายโคคูนให้เอง ด้วยความที่ว่าคำพูดของเทพธิดานั้นเป็นที่เชื่อถือของทุกฝ่าย ฟัลซิของแกรนพัลส์จึงล้มเลิกความคิดที่จะสาปลูซิคนใหม่มาทำลายโคคูน เพราะพวกเขาเชื่อว่าเมื่อเวลาอันควรได้มาถึง โคคูนก็จะถูกทำลายลงเอง

+ ทางด้านฟัลซิบาร์ธานเดลุส ก็ร่ายมนต์เคลื่อนย้ายวิหารของอนิม่าที่อยู่ในแกรนพัลส์ ขึ้นมาตั้งอยู่บนเมืองโบดัม (Bodhum) ของดาวโคคูนแทน เพื่อที่เขาจะได้จับตาดูลูซิทั้ง 2 ได้ง่ายๆ นอกจากนี้เขายังเคลื่อนย้ายสิ่งปลูกสร้างมากมายจากในแกรนพัลส์ขึ้นมาบนโคคูน เพื่อใช้สิ่งปลูกสร้างนั้นเป็นวัตถุดิบในการซ่อมแซมพื้นที่บางส่วนที่ทุกถูกทำลายไป ชิ้นส่วนที่เหลือจากการซ่อมแซมก็ถูกเอาไปทิ้งรวมกันไว้ที่สถานที่ๆ เรียกว่าไวล์พีคส์ (Vile Peaks) แต่ด้วยความที่ฟัลซิบาร์ธานเดลุสไม่ได้มีความสามารถเทียบเท่ากับลินด์เซย์ เขาจึงไม่สามารถซ่อมแซมโคคูนให้กลับมาเป็นดังเดิมได้อย่างสมบูรณ์ ดวงดาวที่มีแต่เปลือกจึงปรากฏรู่โหว่นับแต่นั้นมา

+ ฟัลซิบาร์ธานเดลุสยังคงเสี้ยมสอนให้คนบนโคคูนหวาดกลัวและเกลียดชังแกรนพัลส์ ขณะเดียวกันเขาก็คอยมาแย่งชิงพืชผลจากแกรนพัลส์ไปเรื่อยๆ ความเป็นอยู่ของคนในแกรนพัลส์จึงแร้นแค้นขึ้นทุกวัน ผู้คนจึงเริ่มปล้นแย่งทรัพยากร นานวันเข้าก็กลายเป็นสงครามระหว่างเมือง บ้านเมืองไม่เหลือความเป็นปึกแผ่นนับแต่นั้นมา ฟัลซิของแกรนพัลส์ก็ไม่ยอมช่วยแก้ปัญหาแต่อย่างใด พวกเขาคิดแต่จะหาทางเรียกพระผู้สร้างกลับมาดูแลโลก ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงสาปมนุษย์ให้กลายเป็นลูซิแล้วไปสู้กับมอนสเตอร์อันแสนร้ายกาจ เพื่อที่มนุษย์จะได้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว ยามที่มอนสเตอร์เข้ามาบุกหมู่บ้านต่างๆ ฟัลซิก็ไม่ยอมส่งลูซิมาช่วย ได้แต่ปล่อยให้หมู่บ้านถูกทำลายแบบนั้นไป

+ ในไม่ช้าอารยธรรมที่อยู่ยงมานานของแกรนพัลส์ก็ล่มสลายไป ถึงกระนั้นแล้วพระผู้สร้างก็มิได้กลับมายังแกรนพัลส์อยู่ดี เมื่อไม่มีทั้งบุพการีและพี่น้องที่เกิดมาพร้อมกันแล้ว ฟัลซิของแกรนพัลส์จึงพยายามตามหาหนทางที่จะเรียกพระผู้สร้างกลับมา รวมทั้งหนทางที่จะกลับไปหาพระผู้สร้าง สิ่งที่พวกเขาต้องการจะเห็นก็คือประตูวิญญาณ และสิ่งที่จะใช้เปิดประตูวิญญาณ พวกเขาตามหาทั่วผืนดิน ผืนฟ้า ผืนน้ำ แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ พวกเขาก็ไม่เคยได้พบสิ่งที่พวกเขาตามหาเสียที

13 วันก่อนเริ่มเกม

+ เทพธิดาเอโทรปลุกแฟงก์และวานิลขึ้นจากสภาพคริสตัล เมื่อแฟงก์ตื่นขึ้นมาเธอกลับพบว่าตัวเองสูญเสียความทรงจำบางอย่างไป เธอจำไม่ได้ว่าเธอเคยทำภารกิจอะไรไป ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนที่เธอจะกลายเป็นคริสตัล นอกจากนี้สัญลักษณ์แห่งลูซิที่ประดับอยู่บนแขนของเธอก็เสื่อมสภาพ ไม่ทำงานอีกต่อไปแล้ว ขณะที่วานิลจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมดได้ แต่เธอกลับแกล้งทำเป็นจำไม่ได้ ทั้งนี้ก็เพราะเธอไม่อยากให้แฟงก์เจ็บปวดกับเรื่องที่แฟงก์ทำลงไปเมื่อ 600 ปีก่อน และเธอก็ไม่อยากจะสานต่อภารกิจนั้น เธอคิดว่าถึงเธอกลายเป็นซีธ ก็ยังดีกว่าการที่เธอหรือแฟงก์ต้องกลายเป็นแร็คนาร็อคแล้วไปทำเรื่องเลวร้าย ว่าแล้วเธอก็กะจะถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ

+ เนื่องจากวานิลอู้เกินไป ฟัลซิอนิม่าจึงสาปเซร่าห์ (Serah) หญิงสาวชาวโคคูนให้กลายเป็นลูซิช่วยทำภารกิจด้วยอีกคน

+ แฟงก์กับวานิลต่างก็เสียใจที่คนไม่เกี่ยวข้องกลับโดนสาปให้เป็นลูซิไปด้วย แฟงก์จึงตัดสินใจที่จะไปสู้กับฟัลซิของโคคูน เธอเชื่อว่าถ้าเธอไปสู้กับฟัลซิของโคคูนแล้ว เธออาจจะจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ จำภารกิจที่เธอต้องทำได้ เธออยากทำภารกิจให้สำเร็จเพื่อที่วานิลจะไม่ต้องกลายเป็นซีธ

+ แฟงก์กับวานิลเดินทางไปยังโรงพลังงานที่หุบเขาเอยูรีด (Euride Gorge) เพื่อสู้กับฟัลซิคุจาตา (Kujata) ซึ่งเป็นฟัลซิที่ผลิตพลังงานไฟฟ้าให้กับทั้งโคคูน เมื่อฟัลซิคุจาตารู้ตัว เขาจึงสาปแดจซ์ (Dajh) เด็กน้อยที่เดินหลงเข้ามาในโรงพลังงานนั้นให้กลายเป็นลูซิไปอีกคน

+ แฟงก์ไล่ให้วานิลหนีไป ส่วนเธอแยกไปสู้กับฟัลซิคุจาตาคนเดียว ทำให้ทั้งสองคลาดกัน

+ แฟงก์ที่หนีออกมาจากโรงพลังงานไม่อาจหาตัววานิลได้พบ หลังจากนั้นเธอก็โดนริกดี้ (Rygdea) ทหารรักษาความปลอดภัยสังกัดกองทัพอากาศ พาตัวไปพบกับผู้บัญชาการกองทัพอากาศที่ชื่อว่าซิด (Cid) โดยซิดได้ขอให้แฟงก์ร่วมมือกับเขาในแผนการล้มล้างรัฐบาลที่มีฟัลซิชักใยอยู่เบื้องหลัง ซึ่งแฟงก์เองแม้จะยังไม่ไว้ใจซิด แต่เธอคิดว่าถ้าร่วมมือกับซิดแล้วเธอคงตามหาวานิลได้ง่ายขึ้น

+ เซร่าห์หวาดกลัวการที่ตัวเองต้องกลายเป็นลูซิ และยังฝันว่าเธอได้ทำลายล้างทุกอย่างไป ด้วยอารมณ์ที่อยากอยู่คนเดียว กลัวจะไปทำร้ายคนที่อยู่ใกล้ เธอจึงไปบอกเลิกกับสโนว (Snow) แฟนหนุ่มของเธอ แต่ว่าสโนวกลับสัญญาว่าเขาจะช่วยเซร่าห์ทำภารกิจเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาก็จะคอยปกป้องเซร่าห์

+ วานิลที่สับสนได้ไประบายความในใจให้เซร่าห์ฟัง การได้คุยกับเซร่าห์ทำให้วานิลสะเทือนใจ จนเธอตัดสินใจได้ว่าเธอจะหนีจากชะตากรรมของเธอไปเรื่อยๆ จะไม่ทำภารกิจที่เป็นการทำลายโคคูนแน่ๆ แล้ว

+ สโนวได้ขอเซร่าห์แต่งงาน ซึ่งเซร่าห์ก็ดีใจมาก และตกลงด้วยทันที

+ ทางรัฐบาลของโคคูนที่นำโดยกาเรนธ์ (Galenth) ได้ค้นพบวิหารอนิม่า ซึ่งเป็นอารยธรรมที่ตกทอดมาจากแกรนพัลส์ จึงสั่งให้ทีมสำรวจและทหารไซค่อม (PSICOM) เดินทางมายังเมืองโบดัมและเข้าไปสำรวจวิหารดังกล่าวซะ ทว่าไม่มีใครกลับออกมาจากวิหารนั้นได้

+ ในวันเกิดของไลท์นิ่ง (Lightning) ผู้เป็นพี่สาวของเซร่าห์ สโนวกับเซร่าห์ได้เอาของขวัญไปให้ไลท์นิ่ง เซร่าห์เล่าเรื่องที่เธอกลายเป็นลูซิแห่งแกรนพัลส์ และเรื่องที่สโนวขอแต่งงานให้พี่สาวฟัง แต่ไลท์นิ่งกลับคิดว่าเรื่องลูซิเป็นเรื่องโกหก และเธอก็ไม่อนุญาตให้เซร่าห์แต่งงานกลับสโนว ทำให้เซร่าห์วิ่งร้องไห้ออกจากบ้านไป สโนวพยายามจะคุยกับไลท์นิ่งดีๆ แต่ไลท์นิ่งก็ไม่ฟัง สโนวจึงออกจากบ้านแล้วตามเซร่าห์ไป

+ ไลท์นิ่งแกะกล่องของขวัญที่เซร่าห์ให้มา และพบว่าเซร่าห์ให้มีดพับเป็นของขวัญวันเกิด จากนั้นเธอก็ดูข่าวในโทรทัศน์ ซึ่งเป็นข่าวการค้นพบวิหารอนิม่าซึ่งเป็นอารยธรรมของแกรนพัลส์ เธอถึงได้รู้ว่าเรื่องที่เซร่าห์กลายเป็นลูซิเป็นเรื่องจริง

+ สโนวพาเซร่าห์ไปยังวิหารอนิม่า เพื่อให้เซร่าห์เข้าไปถามว่าจะให้เธอทำภารกิจอะไร แต่แล้ววิหารกลับรับเอาเซร่าห์เข้าไปคนเดียว ไม่ให้สโนวเข้าไปด้วย

+ กาเรนธ์ อ้างว่าฟัลซิเอเดน (Eden) มีคำสั่งให้ทำการขนย้ายวิหารอนิม่า รวมทั้งอพยพผู้คนทั้งหมดที่อยู่ในเมืองโบดัมลงไปยังแกรนพัลส์ เพื่อป้องกันไม่ให้ลูซิแห่งแกรนพัลส์ที่อาจปะปนอยู่ในกลุ่มชาวเมืองโบดัม สร้างปัญหาใดๆ ขึ้นบนโคคูนได้

+ ซัสซ์ (Sazh) ผู้เป็นพ่อของแดจซ์เดินทางมายังเมืองโบดัม เพื่อขอเข้าร่วมการอพยพผู้คนด้วย เพราะเขาคิดว่าถ้าเขาสามารถกำจัดฟัลซิอนิม่าได้ ลูกของเขาจะได้กลายเป็นคริสตัล ซึ่งมันก็ดีกว่ากลายเป็นซีธแน่ๆ

+ โฮป (Hope) ที่เดินทางมาดูเทศกาลดอกไม้ไฟของเมืองโบดัมพร้อมกับแม่ โดนไล่ขึ้นรถไฟเพื่อเข้าร่วมการอพยพด้วย

+ ไลท์นิ่ง พี่สาวของเซร่าห์ซึ่งเป็นทหารรักษาความปลอดภัยสังกัดเมืองโบดัม ได้ออกจากการเป็นทหารเพื่อเข้าร่วมการอพยพผู้คนด้วย เพราะเธอหวังจะไปช่วยเซร่าห์ที่ยังไม่ออกมาจากวิหารอนิม่า

+ วานิล เต็มใจเข้าร่วมการอพยพนั้นด้วย เพราะเธอคิดว่าถ้าได้กลับไปยังแกรนพัลส์ เธอก็จะหนีจากเรื่องราวทั้งหมดได้ ถึงกลายเป็นซีธก็ไม่เป็นไร เธอได้เตรียมใจแล้ว

+ กลุ่มโนระ (Nora) ที่ประกอบไปด้วยสโนว เลโบร (Lebreau) มาควี (Maqui) ยูจ (Yuj) และกาโด (Gadot) ได้ระดมอาวุธจำนวนมาก เพื่อตามไปช่วยผู้คนที่ถูกเนรเทศทั้งที่ไม่เต็มใจ รวมทั้งช่วยเซร่าห์ออกจากวิหารอนิม่าด้วย

จุดเริ่มต้นของตำนานคริสตัลบทใหม่

+ รถไฟที่อ้างว่าจะขนผู้คนลงไปยังแกรนพัลส์ ได้เดินทางมาถึงแฮงก์เอดจ์ (Hanged Edge) ซึ่งอยู่ทางเปลือกโลกทางใต้ของโคคูน ที่จริงแล้วคำสั่งอพยพนั้นเป็นคำสั่งหลอก แท้จริงแล้วรัฐบาลต้องการให้ขนผู้คนทั้งหมดมาสังหารทิ้งที่แฮงก์เอดจ์นี้

+ ไลท์นิ่งและซัสซ์อาละวาดและออกมาปะทะกับทหารไซค่อมที่นอกรถไฟ กลุ่มโนระที่นำโดยสโนวก็ให้การช่วยเหลือผู้คน และมอบอาวุธให้พวกเขาลุกขึ้นสู้กับทหาร แต่แล้วก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นเมื่อแม่ของโฮปต้องเสียชีวิตในการต่อสู้ครั้งนั้น ทำให้โฮปเกลียดชังสโนวที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้แม่เขาตาย

+ ไลท์นิ่ง สโนว เข้าไปยังวิหารอนิม่าที่ถูกขนมายังแฮงก์เอดจ์ เพื่อไปช่วยเซร่าห์ออกมา ซัสซ์เองก็ตามเข้าไปด้วยความคิดที่จะสู้กับฟัลซิอนิม่า โฮปตามสโนวเข้าไปเพราะความแค้นที่มีต่อสโนว ส่วนวานิลเห็นท่าไม่ดีเลยชวนโฮปตามเข้าไปในวิหารอนิม่าด้วย

+ เมื่อทั้ง 5 เข้าไปในวิหารก็ได้พบเซร่าห์ที่อิดโรย เธอสั่งเสียกับสโนวว่าขอให้ช่วยปกป้องโคคูน ปกป้องทุกคนให้ได้ เมื่อสโนวรับปากแล้วเซร่าห์ที่สบายใจก็กลายเป็นคริสตัลท่ามกลางตื่นตะลึงของทุกคน

+ สโนวเข้าไปขอร้องฟัลซิอนิม่าให้ช่วยทำให้เซร่าห์กลับมาเป็นอย่างเดิม แต่ฟัลซิอนิม่าไม่ตอบรับใดๆ ไลท์นิ่งโทษว่าฟัลซิอนิม่าเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด เธอจึงบุกเข้าไปสู้กับฟัลซิอนิม่า และด้วยการรวมพลังระหว่างเธอ สโนว ซัสซ์ ทั้ง 3 จึงกำจัดฟัลซิอนิม่าได้ ทว่าก่อนที่ฟัลซิอนิม่าจะตายลง เขาได้สาปให้ไลท์นิ่ง สโนว ซัสซ์ และโฮป กลายเป็นลูซิไปด้วย

+ การตายของฟัลซิอนิม่าทำให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง จนทุกคนกระเด็นตกจากแฮงก์เอจด์ลงไปยังทะเลสาปเบรชา (Bresha) ซึ่งอยู่ใต้แฮงก์เอดจ์ลงไปอีกที จะด้วยเหตุใดไม่อาจทราบได้ แต่การระเบิดของฟัลซิอนิม่าได้ทำให้ทะเลสาบแห่งนี้กลายเป็นธารน้ำแข็ง

+ สโนวบอกว่าภารกิจของพวกเรานับจากนี้ไปก็คือการปกป้องโคคูน เพราะเซร่าห์ได้ฝากฝังพวกเราไว้แบบนั้น แต่คนอื่นๆ ไม่เห็นด้วย เพราะฟัลซิของแกรนพัลส์ไม่น่าสาปให้พวกเขาปกป้องโคคูนได้ ทั้ง 4 ยังคงสับสนกันอยู่ว่าจะทำยังไงกันต่อ แต่สโนวตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะปกป้องโคคูนให้ได้

+ ทั้ง 5 หาทางออกจากทะเลสาบเบรชา จนได้พบกับเซร่าห์ที่กลายเป็นคริสตัลและฝังติดอยู่กับพื้นน้ำแข็ง ไลท์นิ่งทำใจลาเซร่าห์เป็นครั้งสุดท้าย สโนวพยายามจะขุดเอาร่างเซร่าห์ออกมาจากพื้น คนอื่นๆ พยายามจะช่วยสโนวแต่แล้วก็คิดได้ว่าถ้าไม่มีเครื่องมือก็คงช่วยเซร่าห์ออกมาไม่ได้แน่ๆ ทุกคนจึงตัดสินใจเดินทางกันต่อโดยทิ้งสโนวที่อยากช่วยเซร่าห์ไว้คนเดียว

+ สโนวที่พยายามขุดเซร่าห์ออกจากธารน้ำแข็ง ต้องสู้กับทหารไซค่อมจำนวนมากที่พร้อมจะสังหารเขา แต่แล้วเทพธิดาเอโทรก็ส่งสัตว์อสูรศิวะ (Shiva) ลงมาช่วยสโนวได้ทันท่วงที ทำให้สโนวเอาตัวรอดมาได้ ทว่าหลังจากนั้นเหล่ากองทัพอากาศกลับแฟงก์ก็ปรากฏตัวขึ้น และใช้กำลังพาตัวสโนวกับเซร่าห์ที่กลายเป็นคริสตัล ขึ้นไปยังยานลินบลัม (Lindblum) ซึ่งเป็นฐานบัญชาการของกองทัพอากาศได้ หลังจากนั้นซิดก็มาอธิบายและขอร้องให้สโนวร่วมมือกับเขาในการล้มล้างรัฐบาลที่มีฟัลซิชักใยอยู่เบื้องหลัง

+ ซัสซ์ได้พบเครื่องบินที่อยู่ในวิหารส่วนในของทะเลสาบเบรชา จึงอาสาที่จะขับพาทุกคนออกมาจากที่แห่งนั้น แต่เมื่อขับออกมาแล้วก็เจอยานของทหารไซค่อมไล่ตาม ซัสซ์จึงตัดสินใจบินเข้าไปใกล้ๆ ฟัลซิฟินิกซ์ (Phoenix) ที่ส่องแสงอยู่กลางฟ้า โดยหวังว่าจะสามารถสลัดทหารไปได้พ้น ทว่ายานของเขากลับพลาดปะทะเข้ากับลำแสงฟัลซิฟินิกซ์ ทำให้ยานไปตกที่ไวล์พีคส์

+ ที่ไวล์พีคส์นั้น ไลท์นิ่งได้ตัดสินใจจะเดินทางไปถล่มรัฐบาลและทำลายฟัลซิเอเดน เพราะเธอเชื่อว่าที่รัฐบาลตามล่าเธอก็เพราะฟัลซิเอเดนชักใยอยู่ โฮปเองก็ขอติดตามไลท์นิ่งไปด้วยเพราะเขาอยากจะเข้มแข็งขึ้นเพื่อที่จะได้ล้างแค้นสโนวได้ ส่วนซัสซ์กับวานิลลาไม่เอาด้วย ทั้ง 4 จึงแยกกันเป็น 2 กลุ่ม

+ การมีโฮปอยู่ด้วยทำให้ไลท์นิ่งเดินทางได้ช้าลง เพราะโฮปนั้นยังเป็นเด็กและเป็นตัวถ่วงของเธอ เธอสับสนและไม่รู้ว่าควรจะไล่โฮป หรือควรจะปกป้องโฮปต่อไปดี เทพธิดาเอโทรจึงส่งสัตว์อสูรโอดิน (Odin) ลงมาทำท่าจะโจมตีโฮป ทำให้ไลท์นิ่งตัดสินใจได้ว่าเธอจะปกป้องโฮปและยอมให้เขาติดตามเธอไปด้วย จากนั้นไลท์นิ่งก็มอบมีดที่เธอได้รับมาเป็นของขวัญวันเกิดจากเซร่าห์ ให้โฮปพกติดตัวไว้เป็นของคุ้มภัย

+ ไลท์นิ่งและโฮปเดินทางไปยังเมืองการค้าพาลัมโพลัม (Palumpolum) เพื่อหายานพาหนะสำหรับเดินทางไปยังนครหลวงเอเดน ขณะที่ซัสซ์กับวานิลก็เห็นยานของทหารไซค่อมจำนวนมากกำลังมุ่งหน้าไปทางเมืองพาลัมโพลัม พวกเขาจึงตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังเมืองที่อยู่คนละทิศกัน ซึ่งก็คือเมืองแห่งความฝันนอวติลุส (Nautilus)

+ ที่เมืองพาลัมโพลัมซึ่งเป็นบ้านเกิดของโฮปนั้น ไลท์นิ่งคิดได้ว่าสิ่งที่เธอทำมาทั้งหมดเป็นการพาลอาละวาด พอรัฐบาลจะตามล่าเธอ พอฟัลซิไม่อยากเอาเธอไว้ เธอเลยจะทำลายล้างมันทุกอย่าง ซึ่งสุดท้ายมันจะไม่เกิดผลดีขึ้นเลย แต่แม้ว่าเธอจะคิดได้แบบนั้นเธอก็ไม่รู้ว่าถ้าไม่อยู่เพื่อสู้แล้ว เธอก็ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปทำไม เธอพยายามบอกให้โฮปเลิกคิดที่จะล้างแค้นสโนว แต่มันก็ไม่ได้ผล เพราะถ้าไม่ทำแบบนั้น โฮปเองก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไมเช่นกัน

+ ไลท์นิ่งกับโฮปเกือบจะพลาดท่าเสียทีให้กับกลุ่มทหารไซค่อมและทหารรักษาความปลอดภัยของเมือง ทว่าสโนวกับแฟงก์ก็ปรากฏตัวมาช่วยได้ทัน

+ โฮปได้เผยความจริงกับสโนวว่าเขาคือลูกของผู้หญิงที่ตายไปเพราะสโนว แล้วเขาก็ชักมีดที่ได้จากไลท์นิ่งขึ้นมา หวังจะฆ่าสโนวทิ้ง แต่แล้วทหารก็ยิงระเบิดมาที่ด้านหลังของโฮปพอดี แม้ว่าโฮปจะพลัดร่วงจากตึกไป แต่สโนวก็โดดตามไปรับโฮปไว้ได้ และสโนวก็ได้ขอโทษโฮปกับเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด เขายอมรับผิดและสัญญาว่าจะหาทางชดใช้ความผิดให้ได้

+ ขณะที่แฟงก์ก็เผยความจริงกับไลท์นิ่งว่าเธอเป็นคนที่มีส่วนทำให้เซร่าห์กลายเป็นลูซิ ไลท์นิ่งจึงตบแฟงก์และบอกให้แฟงก์ร่วมกันทำให้เซร่าห์กลับมาเป็นดังเดิมให้ได้ แฟงก์ก็เตือนสติไลท์นิ่งว่าเธอต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป เพื่อรอวันที่จะได้พบเซร่าห์ที่กลับมาเป็นดังเดิม

+ โฮปล้มเลิกความคิดที่จะฆ่าสโนว แล้วก็คืนมีดพับให้กับไลท์นิ่ง จากนั้นไลท์นิ่ง สโนว แฟงก์ ก็ช่วยกันพาโฮปไปส่งที่บ้าน และขอเข้าไปพักเป็นการชั่วคราว ไลท์นิ่งเลยถือโอกาสขอโทษที่เคยทำผิดกับสโนวไว้มาก สโนวก็ถือโอกาสขอโทษพ่อของโฮปที่ทำให้แม่ของโฮปต้องตาย ในคืนนั้นเองทหารไซค่อมจำนวนมากที่นำโดยพันโทรอช (Colonel Rosch) ได้บุกมาที่บ้านของโฮป แต่แล้วพวกกองทัพอากาศที่แต่งตัวเป็นทหารไซค่อมก็โผล่มาช่วยทุกคนไว้ได้ทัน ไลท์นิ่ง สโนว แฟงก์ โฮป นั่งยานเหาะกลับไปยังยานลินบลัม ขณะที่ทหารของกองทัพอากาศที่แทรกซึมเข้าไปในหน่วยไซค่อมได้ ก็พาพ่อโฮปไปให้ปากคำว่าถูกพวกลูซิบังคับให้ช่วยเหลือ หลังจากนั้นทหารกลุ่มนี้ก็คุ้มครองพ่อของโฮปให้ไปอยู่ในที่ปลอดภัย

+ ไลท์นิ่งและโฮป ตกลงให้การช่วยเหลือซิดในการร่วมมือกันล้มล้างรัฐบาล

+ ด้านซัสซ์กับวานิลก็เดินทางมาถึงเมืองนอวติลุส ซัสซ์ตัดสินใจได้ว่าเขาจะยอมเข้ามอบตัวและขอให้วานิลหนีไป แต่ก่อนที่ทั้งสองจะได้คุยกันมากกว่านั้น แดจซ์ที่อยู่ในเมืองนี้พอดีก็ได้ปรากฏตัวขึ้นมา และกลายเป็นคริสตัลไปต่อหน้าต่อของซัสซ์ ขณะที่ซัสซ์กำลังเสียใจ พันโทจิล (Colonel Jihl) ก็ออกมาเล่าให้ฟังว่าแท้จริงแล้วสาเหตุที่แดจซ์กลายเป็นลูซิก็เพราะวานิลกับแฟงก์บุกไปหือกับฟัลซิคุจาตา ซัสซ์เลยยิ่งช็อคว่าเด็กผู้หญิงที่ตัวเองปกป้องมาตลอดเป็นต้นเหตุที่ทำให้ลูกของเขาต้องเป็นแบบนี้

+ ซัสซ์ชักปืนขึ้นมา แต่ก็ลังเลว่าจะฆ่าวานิลทิ้งดีหรือไม่ ขณะที่เขากำลังสับสนนั้นเทพธิดาเอโทรก็ส่งสัตว์อสูรบรุนฮิลดร์ (Brynhildr) ลงมาทำท่าเป็นจะจัดการทั้งซัสซ์และวานิล ซัสซ์จึงต้องหันปืนไปทางบรุนฮิลดร์และสู้เพื่อปกป้องวานิลอีกครั้ง หลังการต่อสู้ซัสซ์ก็คิดได้ว่าถึงฆ่าวานิลไปลูกชายของเขาก็ไม่กลับมา และที่จริงมันก็ไม่ใช่ความผิดของวานิลด้วย

+ พันโทจิลให้ทหารไซค่อมช่วยกันคุมตัวซัสซ์และวานิลไปยังยานพารามีเซีย (Palamecia) เพื่อส่งตัวไปประหารต่อหน้าประชาชนที่อยู่ในนครหลวงเอเดน

+ ผู้นำรัฐบาล กาเรนธ์ เดินทางมายังยานเหาะพารามีเซีย เพื่อเร่งแก้วิกฤตปัญหาที่เกิดขึ้น

+ ซิดขอให้ไลท์นิ่งและพวกช่วยกันจับตัวกาเรนธ์มาให้ได้ เพื่อใช้เป็นพยานให้กาเรนธ์สารภาพต่อประชาชนถึงเรื่องธาตุแท้ของรัฐบาลว่าทำงานภายใต้การชักใยของฟัลซิกันอย่างไร หลอกหลวงอะไรผู้คนอยู่บ้าง

+ ริกดี้ขับยานเหาะของทหารไซค่อมพาทุกคนไปส่งที่ยานพารามีเซีย พวกไลท์นิ่งเข้าไปช่วยซัสซ์และวานิลได้ และได้เผชิญหน้ากับพันโทจิลและผู้นำกาเรนธ์ กาเรนธ์ได้ร่ายมนต์สังหารจิลและทุกคนที่อยู่บนสะพานเดินเรือ จากนั้นก็เปิดเผยความจริงว่าแท้จริงแล้วเขาคือฟัลซิบาร์ธานเดลุส ราชันย์แห่งฟัลซิที่ดูแลโคคูนมาช้านาน

+ ฟัลซิบาร์ธานเดลุสเผยว่าแท้จริงแล้วภารกิจของพวกไลท์นิ่งก็คือการกลายร่างเป็นสัตว์อสูรแร็คนาร็อค แล้วกำจัดฟัลซิออฟาน (Orphan) ซึ่งเป็นผู้สร้างพลังงานให้กับฟัลซิเอเดนซะ ถ้าฟัลซิออฟานถูกทำลาย ฟัลซิเอเดนก็จะทำงานไม่ได้ แล้วโคคูนก็จะร่วงลงสู่แกรนพัลส์ จากนั้นก่อนที่ยานพารามีเซียจะร่วง ฟัลซิบาร์ธานเดลุสก็เสกยานเหาะขึ้นมา ให้พวกไลท์นิ่งใช้หนีไปซะ

+ ไลท์นิ่งและพวกขึ้นยานเหาะของกาเรนธ์มา และถูกยานพราวด์แคลด (Proudclad) ของพันโทรอชไล่ตาม แต่ยานของพวกไลทฺ์นิ่งก็หักหลบและต่อสู้กับยานของรอชได้เองโดยไม่ต้องมีใครควบคุม สุดท้ายยานลำนี้ก็สลัดยานของรอชได้พ้น แล้วมันก็พาพวกไลท์นิ่งเข้าไปยังอารค์ที่ 5 (5th Ark)

+ ภายในอาร์ค ฟัลซิบาร์ธานเดลุสได้คลายผนึกทำให้ชีวอาวุธที่เก็บซ่อนไว้ในที่แห่งนี้ตื่นขึ้นมาสู้กับพวกไลท์นิ่ง เพราะต้องการฝึกฝนให้พวกเธอแข็งแกร่งจนกลายเป็นสัตว์อสูรแร็คนาร็อคที่ทรงพลัง

+ ข้างในนั้นทุกคนได้พบกับซิดที่รออยู่ ซิดเผยความจริงว่าแท้จริงแล้วเขาเคยมีความฝันที่จะล้มล้างรัฐบาลที่มีฟัลซิชักใยอยู่เบื้องหลังจริงๆ แต่วันหนึ่งฟัลซิบาร์ธานเดลุสกลับสาปเขาให้กลายเป็นลูซิ และมอบหน้าที่ให้เขาพาเหล่าลูซิแห่งพัลส์เข้าสู่เส้นทางในการนำลายล้างโคคูน ดังนั้นเรื่องที่เขารวบรวมทุกคนมา และให้ทุกคนไปจับตัวกาเรนธ์นั้น แท้จริงแล้วทั้งหมดเป็นแผนของฟัลซิบาร์ธานเดลุส นอกจากนี้ซิดยังเผยว่าสิ่งที่ฟัลซิบาร์ธานเดลุสต้องการคือการทำให้โคคูนล่มสลายเพื่อเรียกพระผู้สร้างกลับมา แต่ว่าซิดไม่อยากเป็นหุ่นเชิดของฟัลซิอีกต่อไปแล้ว เขาตัดสินใจแล้วว่าจากนี้ไปเขาขอใช้ชีวิตในแบบที่เขาต้องการจริงๆ ดังนั้นเขาจึงมาที่นี่เพื่อกำจัดพวกไลท์นิ่ง ซึ่งเป็นผู้ที่สามารถกลายเป็นแร็คนาร็อคได้

+ หลังจากทุกคนหยุดยั้งซิดได้ ซิดก็กลายเป็นคริสตัลไปอย่างน่าประหลาดใจ ทุกคนเดินทางต่อจนไปถึงด้านในสุดของอาร์ค แต่ก็ไม่พบทางออก ขณะที่ทุกคนกำลังเครียดไม่รู้จะทำยังไงต่อนั้น สโนวก็ปลุกเร้าให้ทุกคนไม่ต้องสนใจภารกิจที่ฟัลซิสั่งมา ในเมื่อพวกเราเป็นมนุษย์ ก็ควรจะใช้ชีวิตในแบบของมนุษย์ให้ถึงที่สุด ถึงจะต้องกลายเป็นซีธ แต่จนกว่าจะถึงตอนนั้น เขาขอใช้ชีวิตในแบบที่ทำให้เซร่าห์ภูมิใจ ทุกคนได้ฟังแล้วก็คล้อยตาม แต่แฟงก์กลับปฏิเสธ เธอบอกว่าโคคูนจะเป็นยังไงก็ช่าง แต่เธอไม่อยากเห็นทุกคนกลายเป็นซีธ จังหวะนี้เองเทพธิดาเอโทรก็ส่งสัตว์อสูรบาฮามุท (Bahamut) ลงมาหมายจะฆ่าแฟงก์ ทุกคนจึงรู้ว่าแฟงก์กำลังสับสนว่าจะทำยังไงดี

+ การที่ทุกคนช่วยกันปกป้องแฟงก์จากบาฮามุท ทำให้แฟงก์คล้อยตามทุกคน และยอมหลีกเลี่ยงภารกิจในการทำลายล้างโคคูนไปด้วย เมื่อชนะบาฮามุทได้แล้วก็มีเส้นทางใหม่เปิดขึ้น พอเดินไปจนสุดเส้นทางทุกคนก็ได้พบกับยานเหาะโบราณ ซึ่งเป็นยานเหาะของแกรนพัลส์ และใกล้ๆ นั้นก็มีรูโหว่ของดวงดาวซึ่งแฟงก์ทำเอาไว้ตอนที่เธอแปลงเป็นสัตว์อสูรแร็คนาร็อคเมื่อ 600 ปีก่อน สโนวชวนให้ทุกคนขับยานไปยังแกรนพัลส์ดูเผื่อจะหาทางล้างคำสาปลูซิได้ โฮปเองก็บอกว่าตอนนี้โคคูนน่าจะยังปลอดภัยอยู่ ฉะนั้นเราน่าจะไปสำรวจแกรนพัลส์กันซักหน่อย ทุกคนจึงตกลงตามนั้น

+ ซัสซ์ขับยานเหาะลำนั้นออกจากโคคูน ลงมาบนแกรนพัลส์ แต่ยังไม่ทันไรก็เจอมอนสเตอร์ยักษ์โฉบเข้ามาทำลายยานทิ้ง แฟงก์จึงเรียกบาฮามุทมาและให้ทุกคนขี่บาฮามุทลงไปบนแกรนพัลส์กัน

+ เมื่อมาถึงแกรนพัลส์แล้วไลท์นิ่ง สโนว ซัสซ์ ก็ออกไปสำรวจบริเวณโดยรอบ แต่ก็ไม่พบมนุษย์แม้แต่คนเดียว พวกเขายังคงช่วยกันสำรวจไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งที่โฮปออกไปหาเสบียงอาหาร วานิลก็นอนพักโดยมีแฟงก์คอยเฝ้าดูให้ พอพวกไลท์นิ่งสำรวจเสร็จก็กลับมาหาแฟงก์ ทว่าโฮปกลับไม่ยอมกลับมาซักที ทุกคนจึงช่วยกันออกตามหาและไปพบโฮปนอนสลบที่ริมน้ำ

+ ทุกคนพาโฮปไปพยาบาล แล้วโฮปก็สารภาพว่าเขาไม่อยากให้ทุกคนบาดเจ็บเพราะเขา ขืนเขาเดินทางต่อไปก็คงเป็นภาระให้ทุกคน ดังนั้นปล่อยเขาไว้ที่นี่เถิด พอพูดแบบนี้เทพธิดาเอโทรจึงส่งสัตว์อสูรอเล็กซานเดอร์ (Alexander) ลงมาทดสอบโฮป พอทุกคนจัดการมันได้ แฟงก์ก็บอกว่าโฮปสามารถเดินได้ด้วยลำแข้งของตัวเองอยู่แล้ว ส่วนวานิลก็บอกว่าบนแกรนพัลส์นี้ทุกคนก็คือครอบครัวเดียวกัน ถ้าอยากจะร้อง อยากจะโอดโอยเมื่อไหร่ก็ทำได้เสมอ โฮปที่เข้าใจแล้วว่าทุกคนคือพวกเดียวกัน ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจกันมากก็ยินดีที่จะติดตามทุกคนไปเหมือนเดิม หลังจากนั้นพวกเขาก็ตัดสินใจว่าจะเดินทางไปยังหมู่บ้านเอลบา ซึ่งเป็นบ้านเกิดของแฟงก์และวานิล เพื่อตามหาหนทางหลุดพ้นจากคำสาปลูซิกันต่อ

+ ขณะเดินทางมาถึงทุ่งดอกไม้แห่งหนึ่ง แฟงก์ก็หลอกวานิลว่าเธอจำเรื่องราวในอดีตได้ทั้งหมดแล้ว แล้วเธอก็เล่าเรื่องราวในอดีตจากการคาดเดาของเธอให้ฟัง ซึ่งที่แฟงก์เดามามันถูกทั้งหมด วานิลจึงสับสนไม่รู้ว่าจะพูดความจริงทั้งให้หมดแฟงก์ฟังดีรึเปล่า เทพธิดาเอโทรจึงส่งสัตว์อสูรเฮคาตอนเชอร์ (Hecatoncheir) ลงมา เพื่อช่วยให้วานิลตัดสินใจได้ว่าถึงเวลาที่ต้องพูดความจริงแล้วหรือยัง แฟงก์กับวานิลก็ช่วยกันสู้จนทำให้เฮคาตอนเชอร์ยอมรับพวกเธอได้ หลังจากนั้นวานิลก็ตัดสินใจเล่าความจริงทั้งหมดรวมทั้งเหตุผลที่เธอต้องปิดบังมาตลอดให้ฟัง ซึ่งแฟงก์ก็ยอมให้อภัยเธอ

+ ทั้ง 6 เดินทางมาจนถึงหมู่บ้านเอลบา ซึ่งตอนนี้กลายเป็นหมู่บ้านร้างซึ่งปกคลุมไปด้วยธุลีคริสตัล แต่ก็ไม่ได้เงื่อนงำในการหลุดพ้นจากคำสาปแต่อย่างใด ที่นั่นเองทุกคนได้พบกับฟัลซิบาร์ธานเดลุสที่แปลงกายเป็นเซร่าห์เข้ามาหลอกทุกคนให้ไปทำลายโคคูน แต่ทุกคนก็ปฏิเสธที่จะทำตามคำสั่ง ฟัลซิบาร์ธานเดลุสจึงขู่ว่าเขาได้ปลุกซิดขึ้นมาจากสภาพคริสตัล และได้แต่งตั้งให้ซิดดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐบาลแทนเขาแล้ว ซึ่งในไม่ช้าพวกกองทัพอากาศจะต้องไม่พอใจ และคิดว่าซิดคงถูกฟัลซิครอบงำอยู่แน่ๆ เมื่อถึงตอนนั้นฟัลซิบาร์ธานเดลุสจะเข้าไปเป่าหูพวกกองทัพอากาศว่าผู้ที่ชักใยอยู่เบื้องหลังซิดก็คือฟัลซิออฟาน เจ้าพวกกองทัพอากาศก็จะทนไม่ไหว และรีบไปจัดการออฟานแน่ ว่าแล้วฟัลซิบาร์ธานเดลุสก็เสกยานเหาะให้ทุกคนใช้เดินทางกลับโคคูนเพื่อไปดูจุดจบของโคคูนซะ

+ ทุกคนรีบนั่งยานเหาะกลับมายังโคคูนด้วยความตั้งใจที่จะไปเล่าความจริงทั้งหมดให้กองทัพอากาศได้ฟัง เพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่ไปทำลายฟัลซิออฟาน ทว่าระหว่างที่ทุกคนเดินทางอยู่นั้น ริกดี้ที่นำกองทัพอากาศมายังนครหลวงเอเดนก็ได้สังหารซิดลง จากนั้นเขาก็รีบนำกองทัพอากาศบุกไปยังใจกลางนครโคคูน เพื่อไปจัดการฟัลซิออฟานตามที่โดนเป่าหูมา

+ ขณะเดียวกันฟัลซิบาร์ธานเดลุสก็ได้คลายผนึกให้กับเหล่าชีวอาวุธที่หลับใหลอยู่ในอาร์ค แล้วพาพวกมันออกมาอาละวาดทำลายเมืองโคคูน ทหารรักษาความปลอดภัยประจำนครเอเดนและทหารไซค่อมจึงต้องร่วมมือกันรับมือกับศัตรูทั้งหลาย

+ ตัวเอกทั้ง 6 เร่งเดินทางไปยังบริเวณใจกลางเมืองโคคูน แต่ระหว่างทางก็ต้องเผชิญหน้ากับพันโทรอชที่ขี่ยานพราวด์แคลดเข้ามาลุย สโนวพยายามอธิบายให้พันโทรอชฟังว่าเขามาเพื่อยุติเรื่องราวทั้งหมด ไม่ได้มาอาละวาดทำลายโคคูน แต่พันโทรอชไม่อาจเชื่อใจสโนวและเพื่อนทุกคนที่ถูกสาปให้กลายเป็นลูซิได้ เขาคิดว่าชะตากรรมของมนุษย์ก็ต้องกำหนดด้วยมือของมนุษย์เอง ดังนั้นเขาจึงไม่อาจเชื่อใจพวกสโนวได้

+ ระหว่างการต่อสู้ พันโทรอชต้องขับพราวด์แคลดหนีไปเพราะยานทนรับการโจมตีไม่ไหว ทุกคนจึงคิดว่าต้องแสดงให้ทุกๆ ฝ่ายเห็นให้ได้ว่าแม้พวกเราจะเป็นลูซิ แต่พวกเรามีความเป็นมนุษย์อยู่มากแค่ไหน

+ เมื่อเดินทางอีกระยะหนึ่งทุกคนก็ได้พบกับกลุ่มโนระที่กำลังช่วยเหลือชาวเมืองอยู่ พวกเขาบอกว่าเรื่องช่วยเหลือชาวเมืองปล่อยให้เป็นหน้าที่พวกเขาเอง ส่วนสโนวและคนอื่นๆ ขอให้ช่วยกันปกป้องโคคูนอย่างเต็มที่ ว่าแล้วเราก็รีบมุ่งหน้าต่อจนไปเจอกับเหล่าทหารไซค่อมและยานพราวด์แคลดของพันโทรอช ทว่าในตอนนั้นฟัลซิบาร์ธานเดลุสกลับสาปให้เหล่าทหารกลายเป็นซีธให้หมด มีเพียงพันโทรอชที่อยู่ในยานคนเดียวที่รอดคำสาปมาได้

+ ทุกคนช่วยกันโค่นเหล่าซีธและยานของพันโทรอชลง พอพันโทรอชแพ้แล้วเขาก็สลดที่ลูกน้องของเขากลายเป็นซีธจนหมด เขาจึงยอมรับว่าฟัลซินั้นชั่วร้ายและเห็นมนุษย์เป็นเพียงแค่เครื่องมือจริงๆ ที่ผ่านมาเขาคิดว่าการทำตามบัญชาของฟัลซิคือหนทางที่ดีที่สุดในการนำพาความรุ่งเรืองมาสู่โคคูน แต่บัดนี้เขายอมรับแล้วว่าเขาคิดผิดไป ดังนั้นเขาจึงหยิบหูฟังขึ้นมาและออกคำสั่งไปยังทหารไซค่อมและทหารรักษาความปลอดภัยทั้งหมด ให้ยกเลิกปฏิบัติการกวาดล้างลูซิ และจงตั้งใจอพยพชาวเมืองไปยังที่ปลอดภัยแทน แต่เขาก็ยังลงท้ายว่าเขาจะไม่บังคับทุกคน ขอให้ทุกคนได้คิดและตัดสินใจเลือกทางเดินของตัวเอง หลังจากนั้นพันโทรอชก็ยอมปล่อยให้พวกไลท์นิ่งเดินผ่านเข้าไปยังอาคารที่ตั้งอยู่ใจกลางนครเอเดน ซึ่งเป็นที่พำนักของฟัลซิเอเดนและฟัลซิออฟานได้ แต่พอเราเข้าไปในตัวอาคารแล้ว พันโทรอชก็ยอมระเบิดตัวเองตายไปพร้อมกับเหล่าเบฮีมอธที่พยายามจะบุกเข้าไปในอาคาร

+ เมื่อทั้ง 6 เข้ามาในอาคารแล้วก็ลงลิฟต์ไปยังด้านล่าง แต่แทนที่ทุกคนจะได้พบเหล่ากองทัพอากาศในสภาพของมนุษย์ พวกเขากลับได้พบเหล่ากองทัพอากาศที่ถูกสาปให้กลายเป็นกองทัพซีธแทน นั่นแสดงว่าฟัลซิบาร์ธานเดลุสไม่ได้ตั้งใจจะให้กองทัพอากาศช่วยทำลายฟัลซิออฟานแต่แรกแล้ว สิ่งที่ฟัลซิบาร์ธานเดลุสต้องการก็คือการล่อให้ทั้ง 6 มายังที่แห่งนี้ สถานที่ซึ่งฟัลซิออฟานรอคอยอยู่

+ ฟัลซิเอเดนโผล่มา พาทุกคนไปยังครรภ์แห่งออฟาน (Orphan's Cradle) สถานที่ซึ่งฟัลซิออฟานจะถือกำเนิดขึ้นมา เมื่อทุกคนเดินทางไปจนถึงห้องด้านในสุด แทนที่จะได้พบฟัลซิออฟาน ทุกคนกลับได้พบฟัลซิบาร์ธานเดลุสที่รออยู่ ทุกคนจึงคิดว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้กำจัดฟัลซิบาร์ธานเดลุสที่เป็นคนชักใยอยู่เบื้องหลังทั้งหมดซะ

+ ฟัลซิบาร์ธานเดลุสได้ยื่นคำขาดให้พวกไลท์นิ่งร่วมกันกำจัดฟัลซิออฟานเป็นครั้งสุดท้าย แต่พวกไลท์นิ่งก็ไม่ฟัง และคิดจะกำจัดฟัลซิบาร์ธานเดลุสลงที่นี่ซะ แต่พอทุกคนกำจัดฟัลซิบาร์ธานเดลุสลงได้ ฟัลซิออฟานที่รอคอยการกำเนิดมาแสนนานก็กำเนิดขึ้นในที่แห่งนั้น ทว่ามันกลับพุ่งเข้ามาทำร้ายพวกไลท์นิ่ง ทั้งที่พวกไลท์นิ่งเดินทางมาเพื่อปกป้องมัน

+ ฟัลซิออฟานอธิบายให้ฟังว่ามันเองก็ต้องการให้โลกที่เน่าเหม็นนี้ถูกทำลายลงซะ เพื่อที่พระผู้สร้างจะได้กลับมาชำระล้างโลกใหม่ นั่นแหละคือคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับอนาคต มันคิดจะทรมานพวกไลท์นิ่งเพื่อให้พวกไลท์นิ่งกลายเป็นสัตว์อสูรแร็คนาร็อคและบุกเข้ามาทำลายตัวมันเอง พอตัวมันเองตายไป ฟัลซิเอเดนก็จะขาดพลังงานที่จะนำไปหล่อเลี้ยงโคคูน ทำให้ดาวโคคูนร่วงหล่นสู่แกรนพัลส์ แล้วทุกอย่างก็จะพินาศลง ในตอนนั้นเองแฟงก์จึงยอมเสียสละอาสาจะกลายเป็นสัตว์อสูรแร็คนาร็อคเอง ทุกคนพยายามจะขัดขวางแฟงก์เอาไว้ แต่ก็ไม่มีใครสู้แรงของแฟงก์ได้ หนำซ้ำฟัลซิออฟานยังได้ร่ายมนต์ลวงตา ทำให้แฟงก์และวานิลเห็นเพื่อนๆ ที่เหลือกลายเป็นซีธอีก

+ ท่ามกลางความสิ้นหวังของแฟงก์ เธอได้กลายเป็นสัตว์อสูรแร็คนาร็อคและบุกเข้าไปสู้กับฟัลซิออฟาน แต่พลังของเธอนั้นยังอ่อนด้อยเกินไป ในไม่ช้าแฟงก์ในร่างแร็คนาร็อคก็กลับคืนร่างมนุษย์ดังเดิม ฟัลซออฟานจึงผิดหวังและจับแฟงก์มาทรมาน เพื่อทำให้แฟงก์ยิ่งเคียดแค้น สิ้นหวัง จนได้กลายเป็นแร็คนาร็อคที่ทรงพลังยิ่งขึ้น แต่แล้วในห้วงวิกฤตที่แสนสิ้นหวังนั้น ขณะที่ทุกคนกำลังรำลึกถึงเรื่องราวการเดินทางที่ผ่านมาทั้งหมด เทพธิดาเอโทรก็ได้ยื่นมือลงมาช่วยเหล่าลูซิทุกคน เทพธิดาทำให้ทุกคนเห็นภาพนิมิตในอนาคต ซึ่งเป็นภาพที่ทุกคนจะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข มีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะ ทำให้ทุกคนเชื่อมั่นในอนาคตนั้น เชื่อมั่นว่าพวกเขาจะสามารถสร้างปาฏิหาริย์ และสร้างอนาคตที่ยิ่งใหญ่ขึ้นได้แน่ๆ เมื่อทุกคนลุกขึ้นจับอาวุธอีกครั้ง เทพธิดาก็ช่วยทำให้สัญลักษณ์แห่งลูซิของทุกคนเสื่อมสภาพ ไม่ทำงานอีกต่อไป

+ ทุกคนช่วยกันรุมโจมตีใส่ฟัลซิออฟาน จนช่วยแฟงก์ให้หลุดจากการทรมานได้ จากนั้นไลท์นิ่งก็เอาดาบชี้หน้าด่าฟัลซิออฟานว่าแกมันยอมแพ้ให้กับการมีชีวิตตั้งแต่ที่ยังไม่ได้เกิด เอาแต่คิดว่าจุดจบของโลกคือทางรอดของชีวิต ถ้าอยากจะพ้นทุกข์ด้วยการตายก็จงตายไปซะ ปล่อยพวกมนุษย์อยู่กันเอง มนุษย์จะไม่ยอมคิดแบบแก เมื่อพวกเราสูญสิ้นความหวัง พวกเราก็จะควานหาจนกว่าจะพบความหวังใหม่ แม้ว่าพวกเราไม่อาจช่วยโคคูนได้อีกแล้ว แต่มันก็คือบ้านเกิดของพวกเรา ที่พวกเราต้องช่วยกันปกป้องมันจนถึงที่สุด พวกเรามีชีวิตอยู่เพื่อทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ นั่นแหละคือหน้าที่ของพวกเราในฐานะของมนุษย์ ว่าแล้วทุกคนก็พุ่งเข้าไปรุมฟัลซิออฟานด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า แม้ฟัลซิออฟานจะตายลง พวกเขาก็จะสามารถปกป้องโคคูนได้

+ เมื่อฟัลซิออฟานถูกโค่นลง แสงไฟทั้งหมดในโคคูนก็ดับลงเพราะขาดแหล่งพลังงาน โคคูนกำลังจะร่วงลงสู่แกรนพัลส์ ขณะเดียวกันร่างของทุกคนก็กำลังจะกลายเป็นคริสตัลเพราะได้ทำภารกิจในการกำจัดฟัลซิออฟานเสร็จสิ้นแล้ว ทว่าแฟงก์กับวานิลได้ตัดสินใจร่วมมือกันแปลงร่างเป็นสัตว์อสูรแร็คนาร็อคเพื่อช่วยโคคูนเอาไว้ มวลสารอินทรีย์ทั้งหมดในโคคูนได้ถูกเรียกมารวมกับแฟงก์และวานิลจนกลายเป็นสัตว์อสูรแร็คนาร็อคที่มีขนาดมหึมา อสูรร้ายได้พยายามโอบอุ้มโคคูนเอาไว้ไม่ให้มันร่วงหล่นได้ ขณะเดียวกันก็เรียกน้ำจากมหาสมุทรของแกรนพัลส์ให้พุ่งพวยขึ้นมายังโคคูน จากนั้นสัตว์อสูรก็ได้แปรสภาพเสาน้ำที่พุ่งขึ้นมานั้นให้กลายเป็นเสาคริสตัล ทำให้เกิดแกนที่จะค้ำจุนไม่ให้ดาวโคคูนต้องร่วงหล่นลงสู่แกรนพัลส์อีกต่อไป แม้ว่าโคคูนนั้นจะปราศจากฟัลซิที่คอยควบคุมดูแลแล้วก็ตาม

บทส่งท้าย

+ วานิลและแฟงก์ได้กลายเป็นเทพที่คอยคุ้มครองโคคูนเรื่อยมา ทั้ง 2 ทำให้ไลท์นิ่ง สโนว ซัสซ์ โฮป แดจซ์ และเซร่าห์ กลับคืนสภาพปกติ และยังถอนคำสาปแห่งลูซิให้ ทำให้สัญลักษณ์เหล่านั้นหายไปอย่างถาวร

+ เมื่อทุกคนได้กลับมาอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ไลท์นิ่งก็ขอโทษเซร่าห์สำหรับเรื่องที่เธอเคยไม่เชื่อเซร่าห์ ส่วนสโนวก็รีบขอให้ไลท์นิ่งยอมยกเซร่าห์ให้เขาทันที สโนวรีบพูดสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าเขาจะทำให้เซร่าห์มีความสุขให้ได้ ซึ่งไลท์นิ่งก็บอกว่าเธอเชื่อว่าสโนวจะทำได้ ยินดีด้วยค่ะ

+ แม้ว่าลินด์เซย์จะสร้างโคคูนขึ้นมาด้วยจุดประสงค์ที่ชั่วร้าย แต่ชะตากรรมก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้หากเราไม่ย่อท้อ มนุษย์ได้เปลี่ยนแปลงชะตากรรมของโคคูน ชะตากรรมของทุกคน และสร้างโคคูนใหม่ที่พวกเขาจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ตลอดไป

Special Thank: taepoppuri ที่ช่วยกันนั่งเทียนขึ้นมา

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry หัวใจ   ขันน้ำ
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry หัวใจ

Tweet

ขอบคุณสำหรับtimelineมากเลยครับช่วยให้กระจ่างเนื้อเรื่องภาคนี้ได้มากขึ้นเยอะเลย

#1 By thth (222.123.120.229) on 2010-04-24 01:06

ในที่สุดก็เข้าใจซะทีว่าพวกเจ๊ กลายเป็นซิธได้ยังไง ^^

#3 By MickyChoc (183.89.216.60) on 2010-04-24 02:35

It's just falcie's smoke and mirror......กว่าจะรู้ความจริงกันได้ต้องนั่งแกะทีละประโยค -__-"

ช่วงสุดท้ายเนื้อหาบีบมากๆค่ะ แต่ดันอัดลงในคัทซีนแค่สามฉาก

#4 By TAEPOPPURI~ on 2010-04-24 03:12

.........

วา.........


เริ่ดมาก ทำได้อีก 555+
สุดยอดอ่ะ ไทม์ไลน์ทำให้รู้เรื่องมากขึ้นด้วย อิอิ

#5 By - ไคริ -~#{Silver Key}#~ on 2010-04-24 05:32

ขอบคุณในความพยายามนั่งเทียนของท่านทั้งสองด้วยครับ เข้าใจขึ้นมากเลยcry

#6 By Pettes on 2010-04-24 11:26

เข้าใจง่ายมากเลยค่ะ แต่ไม่สมบูรณ์สินะ

จะเป็นไปได้ไหมว่าSQจะทำภาคต่อ(หวังสูงนะเอ็ง..)

ขอบคุณท่านทั้งสองมากเจ้าค่ะ เท่านี้ก็เอาไปแต่งฟิคต่อ

ได้แล้ว(เย้~~)

#7 By chisaru (124.120.69.175) on 2010-04-24 14:37

เพิ่งเข้าใจเนื้อหาในส่วนของเทพทั้ง 5+2 หลังจากอ่านบทความนี้จบลง ใครเป็นใครก็เพิ่งเข้าใจวันนี้เอง
หลายอย่างเคลียร์แล้ว แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่ยังไม่เข้าใจครับ ขอรบกวนถามดังนี้ครับ

1. ภารกิจที่กลุ่มตัวเอกได้รับ (ไม่รวม Fang กับ Vanille) มาตั้งแต่แรก คือ การกำจัดออฟาน ใช่หรือไม่ ไม่ใช่กลายร่างเป็นแรกนาร็อคและทำลายโคคูน

2. ภารกิจเพียงหนึ่งเดียวของ Fang ไม่ว่าจะเป็นเมื่อ 600 ปีก่อน หรือว่า 13 วันที่แล้ว ก็คือ กลายร่างเป็นแรกนาร็อคเพื่อทำลายโคคูน ใช่ไหมครับ ส่วนภารกิจของ Vanille ก็เหมือนกันกับ Fang ?

3. เคยเข้าใจว่าลูซีทุกคนนั้นจะต้องมี Eidolon คู่กายคนละ 1 ตนแน่ๆ อยู่แล้วเพื่อช่วยให้การทำภารกิจสำเร็จลุล่วง เพียงแต่จะปรากฏตัวออกมาในช่วงเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น แต่บทความนี้เสนอความคิดว่าการปรากฎตัวของ Eidolon เป็นไปตามบัญชาแห่งเทพ ?

4. จากย่อหน้าสุดท้ายของ ~นานแสนนานมาแล้ว เหมือนจะบอกว่าเฉพาะลูซีจากโลกพัลส์เท่านั้นจึงจะสามารถเรียกหรือกลายร่างเป็น Ragnarok ได้ เข้าใจแบบนี้ถูกหรือผิดครับ

5. นอกจาก Fang กับ Vanille ปัจจุบันไม่มีมนุษย์ชาว Pulse ที่ยังมีชีวิตอยู่แม้แต่คนเดียว ใช่ไหมครับ

6. คนที่คอยควบคุมยานของพวกไลท์นิ่งจากระยะไกล ให้หักหลบและต่อสู้กับยานของรอชได้อย่างเทพ คือใครครับ Raines, Barthandelus หรือว่า Etro

7. เรื่องที่ Raines ซึ่งฝ่าฝืนภารกิจของตัวเองกำลังจะกลายร่างเป็น Cie'th แต่ยับยั้งสภาพไว้ได้ อันนี้พอเข้าใจ แต่เหตุผลที่กลายร่างเป็นคริสตัลในตอนท้าย บอกตรงๆ ว่าไม่เข้าใจ

8. Rigdea ได้ถูกสาปให้กลายเป็น Cie'th ไปพร้อมกับลูกน้องกองทัพอากาศคนอื่นๆ ตั้งแต่ตอนมุ่งหน้าไปหาออฟานแล้วหรือเปล่า

9. หน้าที่ของฟัลซีออฟาน คือสร้างพลังงานให้กับฟัลซีเอเดนเพื่อค้ำจุนโลกโคคูน แต่ออฟานก็ยังไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาจนกระทั่งถึงช่วงท้ายของเกม ถามว่า ออฟานทำหน้าที่ได้อย่างไรตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์

10. Etro ทำได้แค่เพียงหยุดการเติบโตของ Brand แต่ไม่สามารถทำให้ Brand หายไปอย่างถาวรได้ใช่ไหมครับ

11. ถ้าฟัลซีอนิม่าตายไปตั้งแต่เหตุการณ์ Hanging Edge/Lake Bresha แล้ว ทำไม Focus ยังคงมีผล และ Brand ยังคงทำงานตามเงื่อนไขเวลาต่อไป ทั้ง Brand และ Focus ไม่ได้สลายไปทันทีที่ฟัลซีผู้สาปตายไปหรอกหรือ

ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคำอธิบายเพิ่มเติมครับ

สุดท้ายขอค้านคำพูดที่ว่าเทพธิดา Etro นั้นวางตัวเป็นกลาง
ลำเอียงและเข้าข้างกลุ่มตัวเอกอย่างเปิดเผยซะขนาดนี้ ^^

#8 By sensai (58.137.94.181) on 2010-04-24 18:07

อยากตอบให้ก่อนบางข้อ =w=
ตามความเข้าใจของตัวเอง

2.ถูกต้องค่ะ Fang กับ Vanille มีหน้าที่แปลงร่างเป็นแร็คนาร็อคเหมือนกัน เพียงแต่คราว 600 ปีก่อน Fang เลือกแปลงร่างคนเดียวเพื่อปกป้อง Vanille ไม่ให้เจ็บปวดใจ

4.น่าจะเป็นเช่นนั้นค่ะ เพราะ Etro เป็นคนบอกกับฟัลชิทุกคนว่า ยังไง Fang กะ Vanille ก็จะตื่นมาอยู่ดี ทุกคนก็ต้องเชื่อสิเพราะ Etro เป็นเทพเชียวนะ

5.ดูจากในเกมก็คิดว่าคงเหลือแค่ 2 คนนั่นแหล่ะค่ะ

6.บาร์ทานเดลุส มั้ง

9.... เค้าเป็นฟัลชินิ่ค๊ะ = ="

ข้ออื่นรอบอนๆ ค่ะ 555+

#9 By - ไคริ -~#{Silver Key}#~ on 2010-04-24 20:23

ขอบอกก่อนว่าบางข้อมันยังไม่คอนเฟิร์มนะคะ แค่ทฤษฏีค่ะ คนอื่นก็อาจจะคิดต่างจากเราได้


1. ภารกิจที่กลุ่มตัวเอกได้รับ (ไม่รวม Fang กับ Vanille) มาตั้งแต่แรก คือ การกำจัดออฟาน ใช่หรือไม่ ไม่ใช่กลายร่างเป็นแรกนาร็อคและทำลายโคคูน

-โฟกัสของพวกเราคือการกำจัดออฟาน...ซึ่งการกำจัดออฟานและการทำลายโคคูนนั้นมีความหมายเดียวกัน เพราะออฟานเป็นแหล่งพลังที่ค้ำจุนโคคูน จะทำลายโคคูน ก็ต้องทำลายออฟาน และการกำจัดออฟานได้ ก็ต้องใช้แร็คนาร็อกที่ทรงพลัง


2. ภารกิจเพียงหนึ่งเดียวของ Fang ไม่ว่าจะเป็นเมื่อ 600 ปีก่อน หรือว่า 13 วันที่แล้ว ก็คือ กลายร่างเป็นแรกนาร็อคเพื่อทำลายโคคูน ใช่ไหมครับ ส่วนภารกิจของ Vanille ก็เหมือนกันกับ Fang ?

-ใช่ค่ะ


3. เคยเข้าใจว่าลูซีทุกคนนั้นจะต้องมี Eidolon คู่กายคนละ 1 ตนแน่ๆ อยู่แล้วเพื่อช่วยให้การทำภารกิจสำเร็จลุล่วง เพียงแต่จะปรากฏตัวออกมาในช่วงเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น แต่บทความนี้เสนอความคิดว่าการปรากฎตัวของ Eidolon เป็นไปตามบัญชาแห่งเทพ ?

-ทุกคนมีพลังของเทพอสูรหลับใหลในตนอยู่แล้ว แต่เทพอสูรจะปรากฏตัวขึ้นเมื่อลูชี่ต้องเจอกับหนทางที่ยากจะตัดสินใจ เมื่อลูชี่เริ่มสิ้นหวัง เอโตรจะสงสารและช่วยส่งเทพอสูรมาช่วยทำให้ตัดสินใจได้ค่ะ อันนี้มีบอกไว้ในอนาแล็คอันที่9เด้อ


4. จากย่อหน้าสุดท้ายของ ~นานแสนนานมาแล้ว เหมือนจะบอกว่าเฉพาะลูซีจากโลกพัลส์เท่านั้นจึงจะสามารถเรียกหรือกลายร่าง เป็น Ragnarok ได้ เข้าใจแบบนี้ถูกหรือผิดครับ

-เกมไม่ได้บอกไว้ว่าลูชี่ฝั่งโคคูนจะกลายเป็นแร็คนาร็อกได้หรือไม่ แต่ถึงจะเป็นได้ ลูชี่ของโคคูนก็ไม่สามารถทำลายโคคูนได้ค่ะ
เพราะฟัลชี่ไม่สามารถสาปให้ลูชี่มีโฟกัสที่เป็นการทำลายโคคูนได้ เนื่องจากฟัลชี่ทุกตนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์เดียว(Crafted for one purpose) ไม่สามารถทำอะไรที่ขัดกับหน้าที่เดิมได้


5. นอกจาก Fang กับ Vanille ปัจจุบันไม่มีมนุษย์ชาว Pulse ที่ยังมีชีวิตอยู่แม้แต่คนเดียว ใช่ไหมครับ

-แม่น ยกเว้นว่าเหลี่ยมจะดริฟต์เวลามีภาคต่อว่ายังเหลือคนที่อยู่ในที่ห่างไกลมากๆๆๆจากการดูแลของฟัลชี่


6. คนที่คอยควบคุมยานของพวกไลท์นิ่งจากระยะไกล ให้หักหลบและต่อสู้กับยานของรอชได้อย่างเทพ คือใครครับ Raines, Barthandelus หรือว่า Etro

-ยานมันแปลงร่างมากจากนกมิเนอร์ว่า จะบอกว่านกเทพมันดริฟต์เองก็ได้มั้งคะ
นกนี้มิใช่กระจอก ตอนบอสสุดท้ายร่างแรกมันเข้าไปรวมกับบาร์ธและก็ออฟานด้วย


7. เรื่องที่ Raines ซึ่งฝ่าฝืนภารกิจของตัวเองกำลังจะกลายร่างเป็น Cie'th แต่ยับยั้งสภาพไว้ได้ อันนี้พอเข้าใจ แต่เหตุผลที่กลายร่างเป็นคริสตัลในตอนท้าย บอกตรงๆ ว่าไม่เข้าใจ

-ถ้าให้เราแถก็คือ ซิดได้แสดงเจตนาของตัวเองทำให้พวกเราตัดสินใจที่จะไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมโดนฟัลชี่ชักใยต่อไป ซึ่งนั่นก็จะเป็นการทำให้เรามุ่งหน้าไปยังเส้นทางการทำลายฟัลชี่อยู่ดีซึ่งเป็นภารกิจของซิดอยู่ดี (แหม่ แถเปิดเปิงเลย555)


8. Rigdea ได้ถูกสาปให้กลายเป็น Cie'th ไปพร้อมกับลูกน้องกองทัพอากาศคนอื่นๆ ตั้งแต่ตอนมุ่งหน้าไปหาออฟานแล้วหรือเปล่า

-คิดว่าไม่ค่ะ แต่ก็ไม่มีอะไรมายืนยัน T T" แค่ต้องเป็นตัวประกอบก็แย่พอแล้ว อย่าต้องตายแบบหมาหัวเน่าเลย พ่อคุณอารากอน


9. หน้าที่ของฟัลซีออฟาน คือสร้างพลังงานให้กับฟัลซีเอเดนเพื่อค้ำจุนโลกโคคูน แต่ออฟานก็ยังไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาจนกระทั่งถึงช่วงท้ายของเกม ถามว่า ออฟานทำหน้าที่ได้อย่างไรตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์

-ลินด์เซย์สร้างออฟานไว้เป็นแหล่งพลังให้กับโคูน เป็นเหมือนแบตเตอรี่ ไม่ใช่การดูแลโคคูนเหมือนบาร์ธ ถ้าเป็นแค่แบตเตอรี่ก็ไม่ต้องใช้สติปัญญาหรือความสามารถอะไรมากนัก แค่นอนอยู่ในเปล(ออฟาน'ส เครเดิ้ล)เฉยๆก็พอ


10. Etro ทำได้แค่เพียงหยุดการเติบโตของ Brand แต่ไม่สามารถทำให้ Brand หายไปอย่างถาวรได้ใช่ไหมครับ

-ถ้าจะทำก็น่าจะทำได้ แต่ชีเนียนว่าตัวเองเป็นกลาง จะไม่ออกตัวช่วยอย่างโจ่งแจ้ง แค่สงสารบ้างอะไรบ้างแล้วแต่อารมณ์จะนำพา...


11. ถ้าฟัลซีอนิม่าตายไปตั้งแต่เหตุการณ์ Hanging Edge/Lake Bresha แล้ว ทำไม Focus ยังคงมีผล และ Brand ยังคงทำงานตามเงื่อนไขเวลาต่อไป ทั้ง Brand และ Focus ไม่ได้สลายไปทันทีที่ฟัลซีผู้สาปตายไปหรอกหรือ

-สาปแล้วสาปเลยค่ะ ไม่งั้นลูชี่หลายๆคนคงมีความคิดฆ่าฟัลชี่เพื่อลบล้างคำสาปตัวเองแน่ๆ (ถ้ากลัวเป็นซีธก็ให้คนอื่นฆ่ายังได้)

#10 By TAEPOPPURI~ on 2010-04-24 23:06

เรื่องยานเหาะที่หลบกระสุึนและยิงตอบโต้ได้เองเนี่ย ใน data log บอกไว้ว่าไดสลี่ยื่นมือเข้ามาช่วย (ควบคุม) โดยตรง เพื่อให้พวกตัวเอกเอาตัวรอดได้ครับ

#11 By Tae & BoN on 2010-04-25 00:11

^
ขอบคุณบอนครับ

ขอบคุณน้องเต้ สำหรับคำอธิบายเพิ่มเติมครับ ช่วยไขข้อข้องใจได้มากเลย

ข้อ 7. ชอบคำอธิบายเกี่ยวกับ Raines แฮะ ขอเชื่อทฤษฎีนี้ด้วยคนนะ
ข้อ 8. โดนใจสุดๆ Rygdea นายจะอาภัพไปถึงไหน
ข้อ 9. เข้าใจแล้วครับ
ข้อ 11. เก็ทแล้วจ้า

มีคำถามเพิ่มเติมเล็กน้อยแต่พองาม ^^

ก. Foci เหมือนกับ Focus หรือเปล่า ใน Datalog ใช้คำว่า Foci อยู่ 1 ครั้ง

ข. One theory states that,
including the lower hierarchy,
the total number of Sanctum fal'Cie exceeds eight million.
จ.....จริง เหรอครับเนี่ย เรื่องจำนวนของฟัลซีทั้งหมดในโลก

ค. ภาพประกอบใน Analect หมายเลข 4 คือเทพธิดา Etro ใช่ไหมครับ

ง. Haeri ที่กล่าวถึงใน Anelect คือใครครับ

#12 By sensai (58.137.94.181) on 2010-04-26 18:44

อ่านแล้วรู้สึกชอบ Etro จัง

#13 By holyvir (112.142.117.13) on 2010-04-26 19:20

1. Foci เป็นรูปพหูพจน์ของโฟกัสครับ

2. เรื่องจำนวนฟัลซิ นอกจากประโยคนั้นแล้ว ไม่มีหลักฐานอื่นยืนยันว่ามีฟัลซิอยู่มากขนาดนั้นครับ ไม่มีข้อมูลมากพอที่จะตอบได้

3. ผมจำไม่ได้ว่ารูปไหน แต่ถ้าเป็นรูปเขียวๆ แบบทางเข้าโคคูนล่ะก้อ เป็นรูปของลินด์เซย์ครับ

4. Haeri คือชื่อเมืองที่ล่มสลายไปแล้ว ติดอยู่กับทางไปหาไตตั้นครับ

#14 By Tae & BoN on 2010-04-26 21:36

ขอบคุณมากครับ

ตอนนี้ยังนึกคำถามใหม่ ๆไม่ออก
ถ้ามี จะรบกวนใหม่นะครับ ^^

#15 By sensaisensai (58.137.94.181) on 2010-04-28 12:46

ตกลงฝ่ายไหนเปนร้ายเปนดีกันแน่เน้อsad smile

#16 By Ravee on 2010-04-30 13:47

เนื้อเรื่องเข้าข่ายมหากาพย์เลยแฮะ
เล่นที่ร้านเกมส์เลยไม่มีเวลาอ่านดาต้าล็อก
จะจำไปเล่าให้เพื่อนฟังครับ

#17 By A.K.Thathap (61.7.241.30) on 2010-08-01 15:45

ถึงจะไม่100% แต่ว่ามันสุดยอดมากเลยนะค่ะ

ได้รู้อะไรๆกระจางเยอะแยะเลยค่ะ

ขอบคุณพี่บอนพี่เต้นะค่ะ

ปล. พี่บอนค่ะยืมข้อมูลตรงนี้ไปแต่งฟิคนะค่ะ

#18 By chisaru (124.120.33.237) on 2010-10-06 19:00