...ในที่สุด....ในที่สุดก็มาถึงตอนสุดท้ายของนิยาย Final Fantasy XIII episode zero ซะที! ตอนที่เริ่มแปลโปรเจคต์นี้ก็ชั่งใจและปรึกษากับพี่บอนอยู่นานว่าจะทำดีมั้ย ถ้าแปลแล้วก็คงต้องแปลให้จบ ซึ่งมันก็ยาวพอสมควร แล้วก็ตกลงที่จะช่วยกันทำ ผลัดกันแปลบ้าง (เรา) อู้บ้าง จนมาถึงตอนสุดท้ายจนได้... จากตอนแรกจนถึงตอนนี้ก็กินเวลา 1 ปีพอดี นับว่านานพอดู...

ความสำเร็จครั้งนี้ก็ประจวบเหมาะกับโอกาสที่จะได้ฉลองที่ FFplanet แห่งนี้จะครบรอบ 2 ล้านฮิตส์พอดี เป็นโปรเจ็คต์ที่มอบความสุขสำราญให้เราทั้งในด้านเนื้อเรื่องที่ช่วยไขข้อข้องใจ การบรรยายและกลั่งกรองที่สวยงามของผู้แต่งและคุณ Lissar ผู้แปลจากเวอร์ชั่นญี่ปุ่นเป็นอังกฤษ และที่ขาดไม่ได้คือพี่บอนที่ช่วยกันแปลช่วยกันปรึกษามาตลอดเวลานี้ ก็หวังว่าหลายๆคนจะได้รับความเพลิดเพลินจากนิยายแปลชุดนี้ไม่มากก็น้อยเช่นกันกับเราค่ะ หลังจากนี้ถ้ามีเวลาและโอกาสก็คงจะมีโปรเจคต์สำหรับแฟนไฟนอลแบบนี้ออกมาอีก แล้วพบกันในโอกาสหน้าค่ะ ;) (เมื่อเราเลิกอู้แล้ว)

------------------------------------------------------------

Final Fantasy XIII : Episode Zero -Promise-

บทที่7 'วันพรุ่งนี้' ตอนสุดท้าย

มุมมองของ วานิล

“เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะไม่มีวันแยกจากกันนะ”

ชั้นเคยสัญญาไว้แบบนั้นเมื่อนานมาแล้ว...วานิลกระซิบกับตนเองขณะที่เดินอยู่ริมหาด เธอทอดสายตาไปยังน้ำทะเลเบื้องหน้า ที่เห็นอยู่ไกลลิบนั่นคือวิหารของฟัลชี่อนิม่า ...ฟัลชี่ก็ยังอยู่ในนั้นแน่ๆ "ขอโทษนะ ที่ผิดสัญญา..." เธอขอโทษแฟงก์ ไม่ว่าแฟงก์จะอยู่ที่ไหนก็ตาม

บางที...เธออาจจะอยู่ในวิหารก็ได้ ตอนนี้ทหารล้อมที่นั้นไว้หมดแล้ว ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถเข้าไปหรือออกมาได้ เมื่อวานนี้ ตอนที่เธอเห็นข่าวการค้นพบฟัลชี่ของพัลส์ในซากโบราณสถานเธอกำลังอยู่ที่ย่านศูนย์การค้า ภาพข่าวที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอนั้นเป็นวิหารของอนิม่าอย่างแน่นอน ในภาพนั้นวิหารถูกล้อมไปด้วยเครื่องจักรและทหารมากมาย ขณะที่ผู้บรรยายข่าวกำลังพูดนั้นผู้คนรอบตัวเธอก็กรีดร้องอย่างเสียขวัญและเริ่มตื่นตระหนกกันไปทั่ว เธอเห็นยานรบมากมายลอยอยู่เหนือวิหาร ภาพข่าวที่ปรากฏขึ้นทุกๆหน้าจอในเมืองเริ่มส่งเสียงของผู้ประกาศข่าวที่บรรยายว่าขณะนี้เมืองโบดัมถูกปิดล้อมให้เป็นสถานที่ปิดตายแล้ว ความกังวลของผู้คนในเมืองกลับกลายเป็นความโกรธเกรี้ยว แล้วทหารก็เริ่มลงมือกับผู้ที่ต่อต้านคำสั่งนั้น

มันช่างน่ากลัว... เธอหนีไปเรื่อยๆ เธอวิ่งไปตามชายหาด ไปยังสถานที่ที่เธอจะสามารถมองเห็นวิหารได้ด้วยตาเธอเอง แล้วเธอก็พบว่าทางเดินไปยังวิหารทุกทางถูกปิดกั้นหมดแล้ว พาหนะของกองทัพมากมายจอดเรียงรายอยู่รอบวิหาร ไม่มีทางที่จะเข้าไปใกล้ได้เลย

ขณะที่ยืนนิ่งอยู่นั้น วานิลก็รู้สึกตัวว่าเธอไม่สามารถยืนอยู่ที่บริเวณนั้นได้อีกต่อไป...ทหารกำลังเดินเข้ามาใกล้เธอ พวกนั้นเห็นเธอรึเปล่านะ? เธอรีบวิ่งกลับไปที่ย่านศูนย์การค้าด้วยความกลัว ...แต่พวกนั้นก็ไม่ได้ตามมา  

สายไปแล้วที่จะมานั่งเสียใจที่ลืมอาวุธของเธอไว้ในวิหาร ตอนนี้เธออยู่ในเมืองที่เธอไม่รู้จักและไม่มีอะไรจะป้องกันตัว เธอรู้สึกเหมือนจะร้องไห้ 

แฟงก์ เธออยู่ที่ไหน?

ที่โรงงานผลิตพลังงาน แฟงก์เสียสละตัวเองเป็นตัวล่อทหารเพื่อสร้างโอกาสให้เธอหนีออกมา เธอหนีรอดมาได้ก็จริงแต่เธอก็ไม่พบแฟงก์อีกเลย

ชั้นอยากเจอเธอ 

เธอเริ่มเดินไปอย่างไร้จุดหมาย มีแต่ความคิดคำนึงอยู่ในหัว เมื่อได้สติอีกทีเธอก็อยู่ที่สถานีรถไฟแล้ว ...บางที แฟงก์อาจจะยังกลับมาที่นี่ไม่ได้รึเปล่า? เธอยังอยู่ที่เอวรี้ดรึเปล่า? ถ้าไปที่เอวรี้ดชั้นจะเจอเธอใช่มั้ย! เธอรีบวิ่งไปที่ชานชาลา แต่ก็ต้องตกใจอีกครั้งที่ทางถูกปิดเอาไว้หมดแล้ว เธอนึกถึงข่าวการปิดตายเมืองขึ้นมาได้ มีผู้คนมากมายออกันอยู่ที่ชานชาลา ดูเหมือนว่าจะเป็นเหล่านักท่องเที่ยว พวกเค้ากำลังต่อว่าทหารอยู่

“เราไม่ใช่คนที่เมืองนี้!”
“ผมต้องกลับไปที่เอเดนพรุ่งนี้แล้ว!”
“พวกเราเป็นคนจากพาลัมโพลัม! อย่างน้อยก็ให้ลูกของดิชั้นได้กลับไปเถอะค่ะ”
ทุกคนตะโกนกันอย่างสุดเสียงราวกับอยากจะให้เสียงของตัวเองนั้นดังมากที่สุด ได้ยินชัดที่สุด

เมื่อแปดวันที่แล้ว หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่เอวรี้ด ยานรบของกองทัพก็มาถึงและลงจอดทันที  ผู้คนมากมายที่นั่นเรียกร้องให้ทหารเลิกปิดกั้นบริเวณ แต่ทุกคนก็สงบลงได้หลังจากทหารแจ้งว่าจะปล่อยทุกคนไปหากได้ตรวจเลขประจำตัวแล้ว และทหารจะส่งพวกเค้าทั้งหมดไปยังสถานีโบดัม ทุกคนจึงคอยอยู่ในเต้นท์ที่ทางการจัดเตรียมไว้ให้ วานิลเองไม่ใช่ชาวโคคูน เธอจึงไม่มีบัตรประจำตัวที่จะให้ทหารตรวจได้ ขณะที่เธอหาช่องทางหนีอยู่นั้น เธอก็เหลือบไปเห็นบัตรของคนอื่นที่ทหารกำลังแสกนอยู่ หน้าตาของบัตรนั้นเหมือนกับบัตรที่เธอได้มาจากผู้ชายสองคนก่อนหน้านี้  เธอจะใช้มันดีมั้ยนะ? ก่อนหน้านี้เธอและแฟงก์ได้ลองใช้อีกใบหนึ่งไปแล้ว และด้วยความโชคดีเท่านั้นที่ทำให้มันใช้การได้ เธอไม่รู้เลยว่ามันทำงานยังไง และเธอควรจะใช้มันมั้ย ถ้าเค้ารู้ว่ามันเป็นของที่ไม่ใช่ของเธอล่ะ?

“ส่งบัตรมาได้แล้ว”

วานิลเงยหน้าขึ้น ทหารคนนึงกำลังมองมาที่เธอ หวังว่ามันจะใช้การได้นะ...เธอยื่นบัตรออกไป วานิลกำลังสงสัยว่าถ้ามันใช้การไม่ได้แล้วเค้าจะทำอะไรกับเธอนะ พวกนี้จะกักตัวเธอไว้รึเปล่า หรือว่าจะยิงเธอที่นี่เลย วานิลหลับตาแน่น...

“รีบๆหน่อยสิ”
“ทำบ้าอะไรของคุณ? รีบๆหลบให้คนต่อไปได้แล้ว”

วานิลเงยหน้าขึ้น ทหารกำลังยืนบัตรคืนมาให้เธอ 

“ห๊ะ?”
“ตรวจสอบเสร็จแล้วก็ไปต่อแถวที่ตรงนั้นด้วย”

ก่อนที่เธอจะได้พูดอะไรทหารคนนั้นก็รีบตรวจคนถัดไป ดูเหมือนว่าเจ้าบัตรนี้จะใช้งานได้ เธอเดินไปต่อแถวและก็ขึ้นรถไฟมาที่โบดัม ที่สถานีโบดัมนั้นเธออยู่ตรงเป็นเวลานาน รอว่าแฟงก์จะมาถึงเมื่อไหร่ แต่เธอก็ไม่ได้พบกับแฟงก์...

เธอเดินกลับไปที่วิหาร อาหารหมดแล้วและเธอก็นอนไม่หลับ มันเป็นคืนแรกที่เธอจะต้องนอนคนเดียว แฟงก์เคยอยู่ข้างเธอตลอดเวลา ตั้งแต่สมัยที่อยู่ที่โอลบา ตอนนั้นเด็กๆคนอื่นก็อยู่ด้วย หลังจากที่ทั้งสองคนกลายเป็นลูชี่ ...เด็กคนอื่นก็หวาดกลัวพวกเธอ แฟงก์และวานิลจึงต้องอยู่กันแค่สองคนอีกครั้ง...

------------------------------------------------------------

วันรุ่งขึ้นมาถึงแล้ว ตอนนี้เธอต้องหาอาหารสำหรับตัวเอง วานิลเดินออกไปที่ย่านศูนย์การค้า เธอไม่เคยใช้บัตรนี้ซื้อของมาก่อนแม้ว่าเธอจะใช้มันผ่านการตรวจที่เอวรี้ดได้ก็ตาม เธอก็ยังไม่แน่ใจว่าจะใช้มันซื้อของได้มั้ย เธอยืนกำบัตรอยู่หน้าร้านขายอาหารเป็นเวลานาน

แล้วเธอก็เห็นนกตัวนั้นอีกครั้ง นกสีขาวตัวนั้น..เธอรวบรวมความกล้าและเดินเข้าไปในร้าน แปลกเหลือเกินที่เจอนกตัวนี้อีกครั้ง เธอเคยเห็นมันในวันที่เธอขโมยบัตรใบนี้มา และอีกหลายๆครั้ง ราวกับมันเฝ้าดูเธออยู่ เธอกลัวเสียจนต้องเดินเข้าไปในร้านค้าเพื่อหลบมัน ตอนนี้เธออยู่ในร้านค้าแล้ว...วานิลได้แต่เลียนแบบสิ่งที่ลูกค้าคนอื่นๆทำ ปรากฏว่ามันง่ายกว่าที่เธอคิดไว้ซะอีก

ตอนนี้เธอเข้าใจแล้วงว่าการอยู่บนโคคูนนี้สุขสบายอย่างไร โคคูนเปรียบเหมือนสวนสวรรค์อันสุขสบาย ผู้คนก็เป็นมิตรเหลือเกิน จนเธอไม่ได้รู้สึกกลัวอันตรายมากมายเท่าที่เคยคิดไว้

นอกจากการต้องอยู่ห่างแฟงก์แล้ว ตอนนี้เธอก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเท่าตอนแรกแล้ว แต่เธอก็ยังรู้สึกผิดอย่างมากกับเด็กผู้ชายและผู้หญิงคนนั้นอยู่....เป็นเพราะเธอแท้ๆ ความรู้สึกผิดทิ่มแทงหัวใจเธอเหมือนหนามที่แหลมคม 

แล้วในวันนั้นเธอก็ได้พบกับผู้หญิงคนนั้นที่ชายหาด...

------------------------------------------------------------

“คุณทำอะไรน่ะ?”

วานิลรู้สึกเหมือนมีปากปืนมาจ่ออยู่ที่หลัง เธอสะดุ้งและหลุดจากภวังค์ ทหารPSICOMน่ะเอง เมื่อไหร่ก็ตามที่เธอได้ยินชื่อนี้ สีหน้าของผู้คนแถวนั้นจะเปลี่ยนไปเป็นสีหน้าที่เย็นชาและมึนตึง เมื่อไม่กี่วันที่แล้วที่นี่ไม่มีทหารเลยแม้แต่คนเดียว เคยมีแต่ผู้คนใจดีและสงบสุขแท้ๆ....อย่างน้อยเธอก็รู้สึกแบบนั้น

“ขอโทษค่ะ!” เธอรีบพูด อาจจะเป็นเสียงที่แสดงความตกใจของเธอ ทหารคนนั้นลดปืนลงและพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้น

“การตวจพลเมืองเริ่มขึ้นแล้ว รีบไปที่สถานีซะ”

วานิลรีบวิ่งไปทันทีโดยไม่หันหลังกลับมาอีก เธอจะไม่วกกลับมาที่นี่อีกแล้ว ตั้งแต่เมื่อวานที่ข่าวการปิดเมืองถูกประกาศออกมา ที่ๆสงบสุขเหมือนสวรรค์แบบนี้ก็สลายไป...

------------------------------------------------------------

หลังจากฟัลชี่ของพัลส์ถูกค้นพบ...เมืองนี้ทั้งเมืองก็ถูกปิดตาย เพียงเท่านั้นก็แย่พอแล้ว ทั้งเมืองเกิดความวุ่นวายโกลาหลขึ้น ไม่มีใครคิดเลยว่าสถานการณ์จะแย่มากขึ้นไปได้อีก

ในตอนบ่ายของวันรุ่งขึ้นข่าวใหม่ที่รุนแรงที่สุดก็แพร่การจายไปทั่วเมือง ในตอนนั้นวานิลที่ไม่มีที่จะไปอีกและยังหาแฟงก์ไม่พบได้แต่เดินอย่างไร้จุดหมายแถวศูนย์การค้า เธอพยายามจะปะปนอยู่ในฝูงชนที่มีคนมากที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกต

ข่าวนั้นแถลงการณ์เรื่องแผนการเพิร์จ ...วานิลไม่เข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร เธอคิดว่าคนอื่นก็ไม่เข้าใจสิ่งที่ออกข่าวเหมือนกัน ทุกๆคนในบริเวณนั้นถึงได้เงียบกัน ...แต่แล้วเธอก็รู้ว่าเธอเข้าใจผิด ที่พวกนั้นเงียบกันก็เป็นเพราะความกลัวต่างหาก หลังจากนั้นไม่กี่วินาที ความสับสนวุ่นวายอย่างที่สุดก็เกิดขึ้น ผู้คนมากมายวิ่งกันไปมาพร้อมส่งเสียงกรีดร้องไปด้วย

เธอได้แต่ยืนดูอยู่ด้วยความตื่นตะลึง เธอรู้ว่าผู้คนที่นี่เกลียดพัลส์ แต่เธอเข้าใจอย่างแท้จริงก็วันนี้เองว่าพวกเค้าหวาดกลัวพัลส์ต่างหาก

พวกเค้าวิ่งกันไปที่ไหนเธอเองก็ไม่รู้ อาจจะกลับไปที่บ้าน ไปที่สถานี ทุกหัวระแหงเกิดความขัดแย้ง เธอได้ยินเสียงกรีดร้องของผู้หญิง เสียงร่ำไห้ของเด็ก วานิลยืนนิ่งอยู่กับที่ เธอขยับตัวแทบไม่ได้ ร่างกายของเธอสั้นเทิ้มอย่างควบคุมไม่ได้

นี่เป็นผู้คนที่เคยมีความสุขกับการดูงานเทศกาลดอกไม้ไฟเมื่อคืนก่อนจริงๆหรือ? ตอนนั้นทุกคนมีแต่รอยยิ้มและความสุข พวกเค้าคุยกันอย่างสนุกสนาน ทุกคนมีสีหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังในขณะที่ขอพรกับดอกไม้ไฟ เวลาผ่านมายังไม่ถึงหนึ่งวันเลยแท้ๆ...

เธอรู้สึกกลัวและเศร้า เธออยากจะร้องไห้ ความรู้สึกผิดอันปวดร้าวทิ่มแทงตัวเธอ เธอก้มหน้าลงมองเท้าของตนเอง และเธอก็ได้ยินเสียงพูดจากข่าว "ฟัลชี่ของพัลส์จะถูกขนส่งไปยังพัลส์พร้อมกับขบวนรถไฟของแผนการเพิร์จ..." เธอรอฟังข้อความทั้งหมดอีกครั้งเพื่อให้มั่นใจ

ฟัลชี่อนิม่าจะถูกส่งกลับไปยังพัลส์ มันกำลังจะกลับไปยังแกรนพัลส์

จริงๆน่ะเหรอ? แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับภารกิจล่ะ? ไม่สิ ต่อให้ฟัลชี่ไม่ได้อยู่ที่โคคูน ภารกิจของพวกเธอยังคงมีอยู่ มันเป็นหน้าที่ของเธอสองคนต่างหากที่จะต้องทำภารกิจให้สำเร็จ ไม่ใช่ฟัลชี่...

แล้วเธอก็เข้าใจ ถ้าเธออยู่ที่นี่ต่อไปล่ะก็เธอจะถูกนำตัวไปยังพัลส์พร้อมกับผู้คนในเมืองนี้คนอื่นๆ และถ้าเธอไปยังแกรนพัลส์...เธอก็จะไม่มีทางทำภารกิจให้สำเร็จได้

เธอรู้สึกเหมือนแข้งขาอ่อนลง แล้วสุดท้ายเธอก็ทรุดลงไปนั่งกับพื้น ทำไมถึงเพิ่งมาเข้าใจกันนะ? เธอกอดเข่าเข้ามาชิดอก และอยู่อย่างนั้นจนฟ้าเริ่มมืด

ตอนที่เธอลุกขึ้นยืนนั้นก็เป็นเวลากลางคืนแล้ว ไม่มีผู้คนหลงเหลืออยู่ในบริเวณนั้นอีก เธอเดินลงไปตามแนวชายหาด ที่เดิมที่ผู้คนเคยมายืนดูดอกไม้ไฟ ตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย แม้แต่คาเฟ่ริมหาดก็ปิด เวลาที่ผ่านไปแค่วันเดียวทำให้สภาพของที่แตกต่างไปได้มากเหลือเกิน ตอนนี้ที่นี่เงียบสงบไร้เสียงใดๆนอกจากเสียงคลื่นกระทบชายหาดเท่านั้น

ทะเลของที่นี่ต่างจากแกรนพัลส์ ทะเลที่นี่ไม่มีกลิ่นของเกลือ แต่เธอก็ชอบที่นี่เหมือนกัน 'ลาก่อนนะ' เธอกระซิบแล้วเดินจากมา เธอเดินตรงไปยังทุ่งที่เธอเคยมาลักผักผลไม้ในวันแรกที่เธอตื่นขึ้นมา กลิ่นชื้นของดินอยู่รอบตัวเธอ บางทีแฟงก์ก็อาจจะเคยมาที่นี่เช่นเดียวกัน แล้วน้ำตาเธอก็ไหลลงมาอาบแก้ม ชั้นรู้..วานิลคิด แฟงก์จะไม่มาอีกแล้ว ชั้นจะไม่ได้เจอเธออีกแล้ว ไม่มีวัน วานิลร้องไห้ เธอร้องไห้เหมือนเด็กจนหมดเรี่ยวแรงและหลับไหลไป...

------------------------------------------------------------

ในวันรุ่งขึ้น ศูนย์การค้าอัดแน่นไปด้วยผู้คนเช่นเดิม แต่ต่างออกไปที่จุดมุ่งหมาย...ผู้คนทั้งหลายเดินไปในทิศทางเดียวกัน ทุกคนก้มหน้าและมีสีหน้าที่เคร่งเครียด พวกเค้ากำลังมุ่งหน้าไปที่สถานีรถไฟเพื่อขึ้นรถไฟของแผนการเพิร์จ

ผู้คนบนนี้คิดว่าพัลส์คือนรก วานิลคิดหลังจากที่เมื่อวานเธอเห็นทุกคนหวาดกลัวกับการถูกส่งไปยังพัลส์ราวกับกลัวโทษประหาร แต่มันไม่ใช่แบบนั้นซักหน่อย วานิลคิด ก็จริงอยู่ที่สภาพอากาศที่นั้นมันเลวร้ายกว่าที่นี่ มีมอนสเตอร์ดุร้ายร่อนเร่อยู่ทั่วไป คนธรรมดาที่อ่อนแอแบบที่นี่คงจะอยู่รอดได้ลำบาก....แต่ว่ามันก็เป็นที่ที่เธอกับแฟงก์เติบโตขึ้นมา ทุกคนอยู่ที่นั่นได้แน่นอน หากร่วมมือร่วมแรงช่วยกัน

แกรนพัลส์แผ่นดินนั้นกว้างจนสุดลูกหูลูกตา มีขอบฟ้าอันกว้างใหญ่ แสงอาทิตย์ที่เจิดจ้า และมีความเป็นธรรมชาติที่งดงาม เธออยากจะให้คนอื่นๆบนโคคูนได้เห็นสิ่งดีๆเหล่านั้น...ถึงเธอจะรู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้

ที่นี่เงียบเหลือเกิน เงียบจนไม่น่าเชื่อว่าจะมีผู้คนมากมายยืนอยู่ ช่างแตกต่างกับวันก่อนจริงๆ พวกเค้าสงบลงหลังจากหลับไปหนึ่งคืนรึไงกันนะ? หรือว่าพวกเค้ายอมแพ้แล้ว? ไม่มีคนไหนเลยที่ทำหน้าตาโกรธเกรี้ยว ใบหน้าของทุกคนว่างเปล่า ไร้ความรู้สึก

“ขอโทษนะ...” วานิลขอโทษอีกครั้ง..เป็นครั้งที่เท่าไหร่เธอเองก็จำไม่ได้เสียแล้ว มันเป็นความผิดของเธอที่คนเหล่านี้ต้องมาพลอยโดนลูกหลงไปด้วย ความผิดของเธอ 

เป็นเพราะพวกเราตื่นขึ้นมา

เด็กคนนั้นก็เหมือนกัน เค้าต้องถูกฟัลชี่อนิม่าสาปให้กลายเป็นลูชี่ เด็กผู้ชายคนนั้นก็ด้วย เค้าต้องถูกสาปให้เป็นลูชี่โดยฟัลชี่ของโคคูน เธอจะชดใช้เรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ยังไงกันนะ?

เธอทำให้พวกเค้ากลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมไม่ได้แล้ว เธอช่วยเปลี่ยนแปลงอนาคตของพวกเค้าไม่ได้เช่นกัน อย่างน้อย ชั้นก็จะไม่ทำอันตรายใดๆกับคนที่พวกเค้ารัก โลกที่เค้ารัก ชั้นทำได้แค่เท่านี้แหล่ะ

สักพักผู้คนก็เริ่มมารวมตัวกันมากขึ้น ทุกคนเดินกันไปเงียบ มุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟ...ในที่สุดเธอก็มาถึง มีเสียงของทหารดังขึ้น 'ใครที่ยังไม่ได้ตรวจสอบสัมภาระเดินมาทางนี้' คนส่วนน้อยเดินออกไปเข้าแถวสั้นๆตรงนั้น วานิลเดินต่อไปจนพบกับทหารถือโทรโข่งคอยประกาศขั้นตอนต่างๆ ยูนิฟอร์มของเค้าต่างจากทหารปกติ คงจะเป็นคนที่มียศสูงกว่า

“ทุกๆท่าน! กรุณาเดินตามเครื่องหมายและไม่ก้าวออกนอกเส้นด้วย! ทุกท่านจะได้รับสัมภาระคืนไปเมื่อไปถึงพัลส์แล้ว”

ปืนในมือของชายคนนั้นทำให้วานิลรู้สึกไม่สบายใจ แค่การประกาศขั้นตอนเดินแถวทำไมถึงต้องติดอาวุธด้วยนะ? ทุกคนที่นี่ก็เงียบสงบไร้ทางสู้อยู่แล้ว ทหารข้างๆพูดกันพึมพำถึงการขนย้ายผู้คนเหล่านี้ ฟังดูห่างไกลจากการบังคับให้ประชาชนออกจากเมืองนี้ไปโดยใช้กำลังเสียจริง แต่เป็นเพราะคนที่นี่อ่อนแอรึยังไงกัน จึงไม่มีใครตอบโต้เลย ทุกคนเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

....แต่ก็ไม่ได้เงียบไปเสียซะทีเดียว วานิลได้ยินเสียงของทหาร

“เฮ้! ตรงนั้นน่ะ อย่าออกนอกแถว!”

บางทีอาจจะมีคนพยายามหนี ผู้คนค่อยๆขยับตัวอย่างไม่สบายใจ ทุกคนอาจจะหวังว่าให้มีใครสักคนหนีออกไปได้

เสียงปืนดังขึ้นและตามมาด้วยเสียงกรีดร้อง บอกได้ว่าไม่ใช่การยิงขู่ แถวของผู้อพยพเริ่มแตกกระจายออกด้วยความหวาดกลัว ทหารหลายคนยกปืนจ่อมาที่ฝูงชน ก่อให้เกิดความนิ่งสงบ

“กรุณาอยู่ในแถวด้วย เพื่อความปลอดภัยของทุกคนเอง”

แถวเริ่มเคลื่อนไปอย่างช้าๆอีกครั้ง วานิลเหลือบไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนคุยอยู่กับทหาร คิดไปเองรึเปล่านะ ผู้หญิงคนนี้ดูคล้ายเซร่าห์เหลือเกิน เซร่าห์ที่ถูกสาปให้เป็นลูชี่ของพัลส์...

ผู้หญิงคนนั้นยื่นอาวุธของเธอให้ทหาร แล้วเดินไปเข้าแถว ชั้นคงจะคิดมากไปเอง...แค่เพราะสีผมเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะต้องคล้ายเซร่าห์เสียหน่อย...

แล้วก็มีผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินไปต่อแถวหลังผู้หญิงคนนั้น ผมของเค้าเหมือนรังนกเลย...และแล้วก็มีนกจริงๆตัวหนึ่งโผล่แพลมออกมาจากผม

“หือ?”

มันเป็นลูกโจโคโบะตัวเล็กๆตัวหนึ่ง

“ทำไมถึงมีโจโคโบะอยู่ในนั้นได้ล่ะ?” มันน่าหัวเราะเหลือเกิน วานิลอดที่จะขำไม่ได้ แต่แล้วขณะนั้นเองคนข้างหลังก็เดินชนเธอเข้า อาจจะเป็นเพราะเธอมัวแต่สนใจอย่างอื่น วานิลเซจนล้มลงบนพื้น

“โอ๊ะ!” เธอไม่ได้เจ็บเท่าไหร่นัก แค่รู้สึกอายนิดๆเท่านั้น
“เป็นอะไรรึเปล่าคะ?” เสียงคนถามและฉุดให้เธอลุกขึ้นยืน
“เจ็บตรงไหนรึเปล่า?” เป็นผู้หญิงหน้าตาใจดีคนหนึ่งที่ฉุดเธอขึ้นมา วานิลส่ายหน้า
“โอ ดีแล้วล่ะ”

เธอให้ความรู้สึกเหมือนเป็นแม่คนเลย แล้ววานิลก็เห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่หลบอยู่หลังผู้หญิงคนนี้พอดี 

“เป็นคนที่นี่รึเปล่าคะ?”
“เปล่าค่ะ”
“อา เหมือนพวกเราเลย? เรามาจากพาลัมโพลัมค่ะ”
เหมือนวานิลจะเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนแล้ว
“แล้วมาจากที่ไหนล่ะคะ?”
“อืม..ไกลน่ะค่ะ”
“ไกลเหรอ?”

วานิลพยักหน้า โชคดีที่เค้าไม่ได้ซักอะไรต่ออีก บางทีเธออาจจะกำลังคิดมากเรื่องอื่นอยู่ก็ได้ เด็กผู้ชายคนนั้นกำลังสั่นอยู่ข้างหลังแม่คนนี้

วานิลตัดสินใจไม่ถูก ว่าจะอยู่ที่แถวนี้กับผู้หญิงคนนี้ หรือไปอยู่กับผู้หญิงที่เหมือนเซร่าห์คนนั้นดี สักพักเธอก็ตัดสินใจได้ ถ้าจะต้องถูกกระทำแบบนักโทษล่ะก็ เธอขออยู่กับคนที่ท่าทางใจดีจะดีกว่า

ทหารเริ่มอธิบายว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่จึงจะไปถึงพัลส์ โดยมันอาจจะเป็นช่วงดึกของวันนี้ หรือเลื่อนไปถึงพรุ่งนี้

พอไปถึงแกรนพัลส์แล้ว...หวังว่าชั้นจะช่วยพวกเค้าได้บ้างนะ วานิลคิด ขอโทษนะแฟงก์ แต่ชั้นคงจะต้องกลับไปที่แกรนพัลส์ก่อนเสียแล้ว ชั้นขอโทษที่ต้องผิดสัญญา และขอโทษที่ทิ้งให้เธออยู่ที่โคคูนคนเดียว...

เมื่อเธอจากโคคูนไปแล้ว เธอก็จะหมดโอกาสทำภารกิจให้สำเร็จอีก แต่ว่าไม่เป็นไรหรอก ยังมีสิ่งอื่นที่เธอทำได้อยู่

“ถ้าความเป็นจริงมันโหดร้าย ก็หลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับมันก็ได้นี่”

เซร่าห์พูดไว้แบบนั้นเมื่อสี่วันก่อน ตอนที่เจอกันที่ชายหาด คำพูดนั้นช่วยเธอเอาไว้ แล้วมันจุดประกายให้เธอตัดสินใจได้

ถ้าชั้นขึ้นรถไฟไปแล้ว ชั้นก็จะหนีไปจากภารกิจนี้ได้ ชั้นก็จะได้ไม่ทำให้ใครเจ็บปวดอีกต่อไป...ชั้นคงจะต้องกลายเป็นซีต แต่ก่อนหน้านั้นก็คงมีเวลาอยู่บ้าง

”ถ้าเธอลองมองปัญหาจากที่ไกลๆล่ะก็ เธออาจจะมองเห็นทางออกก็ได้”

จริงอย่างที่เซร่าห์พูด เมื่อเธอมองปัญหานี้อีกครั้งในมุมมองใหม่ เธอค้นพบกับทางแก้ไข มันอาจจะได้ผลก็ได้ ถ้าเธอหนีไปจากที่นี่...

เธอมีสิ่งติดค้างอยู่อย่างเดียวคือการที่ต้องทิ้งแฟงก์ไว้ แต่เธอรู้ดีว่าแฟงก์จะไม่เป็นไร สัญลักษณ์ของแฟงก์มอดไหม้ไปแล้ว มันไม่เปลี่ยนสภาพอีกต่อไป แฟงก์จะไม่มีวันกลายเป็นซีต และแฟงก์ก็มีความสามารถที่จะอยู่ด้วยตัวของเธอได้อยู่แล้ว แต่เธอก็รู้ ว่าแฟงก์จะต้องโกรธมาก...ขอโทษนะ เธอกระซิบอีกครั้ง

เธอประสานนิ้วเข้าด้วยกันแบบที่เคยทำ พร้อมภาวนาให้เพื่อนของเธอ เพื่อนที่จะไม่มีวันได้เจอแล้ว ภาวนาเพื่อสัญญาที่เธอไม่มีวันทำให้เป็นจริงได้

ทหารเริ่มบังคับให้ผู้คนเดินไปขึ้นรถไฟ อย่างช้าพรุ่งนี้พวกเราก็จะเดินทางไปถึงสินะ วานิลนึกถึงคำพูดของทหาร

ในชั่วขณะหนึ่งนี้เธอรู้สึกว่าก้าวเดินของเธอนั้นไม่มั่นคง เธอรู้สึกเหมือนว่าวันที่ได้เป็นลูชี่นั้นเพิ่งผ่านไปเพียงเมื่อวาน แต่ก็เป็นเมื่อวานที่ห่างไกลออกไปมากเหลือเกินจนเธอเอื้อมไม่ถึง แต่เธอก็ไม่ควรจะต้องกังวลอะไรต่อไปแล้ว เธอกำลังจะได้กลับบ้าน กลับไปยังแกรนพัลส์ เธอจะได้สูดกลิ่นดอกไม้ที่เธอชอบ ได้สัมผัสกับกลิ่นของสายลม วิ่งอย่างเริงร่าไปใต้ท้องฟ้าอันสดใส มองดูเหล่าดวงดาราในเวลาค่ำคืน และพบกับเหล่าลูกหลานของคนที่เคยเป็นครอบครัวของเธอ พวกนั้นคงจะดีใจที่ได้เห็นเธอกลับมา

พรุ่งนี้เราก็จะไปถึงบ้านแล้ว... วานิลคิดแบบนั้นพร้อมก้าวเดินต่อไป

Continue in Final Fantasy XIII

Credit English version : dilly-shilly.blogspot.com

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry หัวใจ   ขันน้ำ
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry หัวใจ

Tweet

ขอบใจเต้ซังมากจ้า ในที่สุดก็แปลจบครบทุกตอนซะที...

นับๆ ดูตั้งแต่เริ่มแปลตอนแรก ก็ผ่านมาตั้งหนึ่งปีแล้วนะเนี่ย ไม่คิดว่าเวลาจะผ่านไปเร็วขนาดนั้นจริงๆ ลำพังถ้าให้พี่แปลคนเดียว พี่คงไม่แปลครับ 5555 เพราะรู้ว่าไม่มีปัญญาแปลคนเดียวหมดแน่ๆ แต่พอมีเต้ซังมาช่วยแล้ว พี่ก็สบายตัวไปครึ่งนึง โปรเจคท์นี้คงจะสำเร็จไม่ได้ถ้าขาดเต้ซังไป จึงขอขอบใจเต้ซังมากนะครับ

พูดถึงตอนสุดท้ายนี้ ก็จบอย่างที่คิดไว้เลย... ตัวบทชี้ให้ผู้เล่นได้เห็นเบื้องหลังอันข่มขื่นของวานิล แต่ก็มอบอีกห้วงความคิดนึง มอบความหวังที่จะส่งต่อไปยังอนาคตที่สดใส แล้วก็คอนทินิวอิน FF13 จบแบบนี้ก็ดีเหมือนกันเนอะ ฮ่าๆ
open-mounthed smile

#1 By Tae & BoN on 2010-10-25 01:00

ยะฮู้ว~~ในที่สุดก็มา

จบแล้วสินะ ขอบคุณทั้งพี่เต้พี่บอนนะค่ะ

ที่แปลให้ได้อ่านกัน ขอบคุณมากค่ะ!!

#2 By chisaru (124.121.221.39) on 2010-10-25 11:02

อ่านกี่ที บทฟาง-วานิลลามันคู่รักชัดๆ ไม่น่าเปลี่ยนเป็นหญิงเลย

ขอบคุณที่แปลให้อ่านนะคะconfused smile

#3 By (124.122.138.137) on 2010-10-25 13:28

ขอบคุณที่แปลมาจนจบนะคะ โฮว อ่านแล้วนึกถึงฉากจบยิ่งซึ้ง

เห็นด้วยค่ะว่าทุ่งดอกยูริบานสะพรั่งมาก อรั๊งงง
ขอบคุณบอนบอนและเต้ซังมากกก..มาย สำหรับความสุขและความรู้ความเข้าใจที่ทำให้พี่ซึ่งเป็นผู้อ่านได้รับผ่านตัวอักษรจากบทแปลนิยายเรื่องนี้มาตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา

เป็นการเดินทางที่ยาวนาน แต่เต็มไปด้วยความสุข อิ่มเอมใจ และผูกพันไปกับตัวละครในเรื่องมากขึ้น มากขึ้น

ขอบคุณ ขอบคุณ

#6 By sensaisensai (58.137.94.181) on 2010-10-27 12:03

ขอบคุณมากๆๆๆที่แปลมาให้อ่านนะครับ big smile

#7 By Benz (61.90.252.6) on 2010-11-01 04:13

[color=#1e90ff]ขอบคุณครับ ตอนนั้นว่าจะเข้ามาอ่าน แต่เห็นยังแปลไม่เสร็จเลยรอ ๆๆๆ ให้แปลจนจบก่อน แล้วค่อยอ่านทีเดียว นานจนลืมไปแล้วนะเนี่ย
แล้ววันนี้ไปเจอกระดาษที่จดเว็บนี้ไว้ (ตอนเก็บกวาดห้อง) มาเปิดดูอีกทีก็เห็นแปลจนจบแล้ว มีแอบเสียวอาจจะคิดว่าเว็บอาจจะปิดไปแล้วก็ได้ แต่ก็ยังไม่ปิด
ไงก็ขออ่านจนจบก่อน ค่อยไปเล่น FFXIII ต่อ แต่ไม่รู้เมื่อไรจะได้เล่นจริง ๆ ซะที ซื้อ Z1 มาจนขายทิ้งไป มาเก็บตัว Z3 เสียงพูด JP ซับ ENG แทน แต่คนคอมเมนท์น้อยจัง แต่ละบท ไงก็ขอบคุณมาก ๆ ที่แปลมาให้อ่านครับ[/color] confused smile

#8 By Luca Finn (103.7.57.18|125.24.66.37) on 2012-06-18 22:02