สรุปบทสัมภาษณ์คุณ ฮาจิเมะ ทาบาตะ ในหัวข้ออดีต-ปัจจุบัน-อนาคตของ Final Fantasy XV จากเว็บไซต์ Eurogamer ครับ
 
**บทสัมภาษณ์มาตั้งแต่เช้าเมื่อวานแล้ว แต่ผมดองไว้ ไม่ได้เอาลง
 
=======================
โลโก้ที่ปรากฏในฉากจบ FFXV
=======================
 
- เกี่ยวกับโลโก้ใหม่จากลายเส้นคุณอามาโนะที่ปรากฏในฉากจบ FFXV ก่อนหน้านั้นทีมงานก็ได้คุยกับคุณอามาโนะเยอะเลยว่าจะใช้โลโก้นั้นยังไง แสดงออกมาอย่างไร ทีมงานอยากให้โลโก้ใหม่นั้นเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นเดินทางครั้งใหม่ถัดจากยุคของ FF Versus XIII แต่ทั้งนี้คุณทาบาตะก็รับว่ามีบางส่วนในเนื้อเรื่องซึ่งมันอธิบายไม่ดีเท่าที่ควร ก็อยากจะปรับปรุงตรงนั้น
 
=======================
ยอมรับว่า FFXV ยากกว่าทุกโปรเจคท์ที่ทำมาในชีวิต
=======================
 
- พูดถึงประสบการณ์ในการสร้าง FF ภาคหลักครั้งแรก คุณทาบาตะบอกว่าโคตรยากกว่าทุกโปรเจคท์ที่เคยทำมาก่อนในชีวิต แต่ก็ได้เรียนรู้อะไรมากมาย
 
- เมื่อถามว่าอยากได้ประสบการณ์แบบนี้อีกสักครั้งมั้ย? (หมายถึงลำบากกับการสร้างภาคหลักอีกรอบ) คุณทาบาตะบอกว่า 50/50 ถ้าได้ทำอีก คราวหน้าต้องทำได้ดีกว่าเดิมมาก ๆ แน่ ก็จะได้เกมที่ดีกว่านี้ บริหารงานดีกว่านี้ ที่จริง FFXV ก็ดำเนินการไปในทิศทางที่ดี มันไม่ใช้โปรเจคท์ที่อิงตลาดญี่ปุ่น แต่เป็นโปรเจคท์ที่สร้างมาอิงตลาดโลก ดังนั้นจึงมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการสร้างเกมและโครงสร้างของทีมงานมากมาย ถ้าให้ทำอีกครั้ง ก็จะสามารถปรับให้มันเหมาะกับตลาดโลกได้ดียิ่งขึ้น
 
=======================
สิ่งที่อยากใส่ลงไปตั้งแต่ก่อนวางจำหน่าย และปัญหาที่มาพบภายหลัง
=======================
 
- เมื่อนักข่าวถามถึงสิ่งที่เสียใจและอยากจะทำให้มันออกมาแตกต่างไปจากนี้? คุณทาบาตะบอกว่าตอนที่พึ่งพัฒนาเกมเสร็จเนี่ย พวกเขาก็ไม่เหลือเรี่ยวแรงหรือสติสตังอะไรแล้ว หลังจากวางจำหน่ายเกมวางจำหน่ายออกไป ถึงค่อยได้มาเห็นและคิดอะไรต่าง ๆ
 
เมื่อมองย้อนกลับไป ก็คิดว่าอยากจะเปลี่ยนอะไรบางอย่าง และมีบางอย่างที่อยากจะใส่มันเข้าไปตั้งแต่ก่อนที่จะวางจำหน่ายเลย แต่ก็ทำไม่ได้เพราะจะทำให้ไม่ทันกำหนดการ
 
หลัก ๆ แล้วสิ่งที่อยากจะทำแต่แรกแต่ทำไม่ได้เพราะจะไม่ทันกำหนด ก็มีด้วยกัน 2 อย่าง
 
1. Off-road Regalia และการขับแบบอิสระ (ออกนอกถนนได้)
 
2. การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของเกมที่เป็นเส้นตรง อยากจะทำให้มันค่อยเป็นค่อยไปและราบรื่นกว่านี้ ไม่ใช่จู่ ๆ ก็เปลี่ยนอย่างกะทันหัน
 
ส่วนปัญหาที่มาตระหนักกันหลังจากที่เกมออกไปแล้ว ก็คือเรื่องการนำเสนอเนื้อเรื่อง ซึ่งภาคนี้มีทั้งเกม และการเล่าเรื่องแบบอื่น (แอนิเม หนังฯ ดราม่าซีดี ฯลฯ) ซึ่งเขาคิดว่าดีแล้วที่ทำแบบนี้ เพราะเป็นช่องทางในการดึงให้คนเริ่มมาสนใจเกมได้มากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน คนที่เล่นแต่ตัวเกมเพียงอย่างเดียว (โดยไม่ได้ดูแอนิเม หรือหนังมาก่อน) ก็จะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับรู้เนื้อหาส่วนสำคัญของเรื่อง
 
ทั้งนี้คุณทาบาตะรับว่าภายตัวเกมเอง เรื่องราวแก่นของโลก เรื่องของตำนาน มันก็ค่อนข้างขาด ๆ หาย ๆ ...คุณทาบาตะคิดว่าพวกเขาควรจะทำให้มันกระจ่างกว่านี้แต่แรก
 
=======================
การพัฒนาภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลา
=======================
 
- ระหว่างการพัฒนา พวกเขาต้องทำงานแข่งกับเวลาตลอด ทำทุกอย่างเต็มที่ และฝืนทรมานตนเอง (หมายถึงไม่ได้หลับไม่ได้นอน) เพื่อสร้างเกมให้ได้ทันตามกำหนด
 
ตอนที่ทำเกมเสร็จ ทีมงานก็รู้สึกว่าก็ได้ทำทุกอย่าง ดีที่สุดเท่าที่พวกเขาจะทำได้ภายใต้เวลาอันจำกัดนั้นแล้ว ตอนนี้เมื่อมองย้อนกลับไป ด้วยเวลาอันจำกัดเท่านั้น และขีดความสามารถของพวกเขาตอนนั้น มันก็ทำอะไรได้จำกัดแค่นั้นแหละ
 
แต่ตอนนี้พวกเขาก็เติบโตพัฒนากันขึ้นไปอีกขั้น รู้ว่าจะทำยังไงให้มันดียิ่งขึ้นกว่าเดิมมาก ๆ ...นั่นจึงเป็นเหตุผลที่พวกเขาทำ Service Model กันต่อ พวกเขาอยากจะปรับปรุงและเพิ่มเติมตัวเกมกันต่อ ตอนที่เกมวางจำหน่ายมา ตั้งแต่ day 1 เกมก็ทำกำไรได้ดี ทีมงานก็คิดว่าหนทางที่ดีที่สุดในการใช้ผลกำไรนั้น ก็คือการตอบแทนแฟน ๆ ด้วยการใช้เงินตรงนั้นปรับปรุงเกม
 
- การทำ Service Model ในภาคนี้เป็นสิ่งที่ทีมงานก็ไม่เคยทำมาก่อน (สื่อสารกับแฟน ๆ อย่างต่อเนื่องและนำไปอัพเดทเกม) คุณทาบาตะคิดว่าในอนาคตก็การสื่อสารเพื่อต่อยอดความสัมพันธ์กับคอมมูฯ ของแฟน ๆ ก็จะยาวนานยิ่งขึ้นกว่านี้
 
- คุณทาบาตะบอกว่าไม่ได้มีความคิดที่จะเลื่อนวันวางจำหน่ายเกมไปอีกรอบ โปรเจคท์เกมเองมันก็มีช่วงอายุที่จำกัดของมัน ซึ่งโปรเจคท์นี้มันก็ล่วงเลยมาถึง 10 ปีแล้ว ก็ไม่อยากให้เลื่อนไปอีก
 
- พูดถึงขีดจำกัด คุณทาบาตะอยากบอกว่าทีมงานที่สร้างนั้น ใช้ Stamina และความสามารถเกินขีดจำกัดของแต่ละคนไปแล้ว.. บางคนอาจจะคิดว่าไอ้สิ่งที่มาเพิ่มหลังเกมออกนั้นควรจะใส่เข้าไปในเกมตั้งแต่แรก ซึ่งมันก็ใช่ แต่มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะทำได้ (ภายใต้เวลาอันจำกัด แค่นี้ก็ทำกันไม่ได้หลับไม่ได้นอนแล้ว) แต่ตอนนี้หลังจากเกมออกมาได้ 1 ปี พวกเขาก็เข้าใจเรื่องการเตรียมพร้อม เรื่องกำหนดการในการสร้างเกมสเกลระดับนี้ ก็จะใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ต่อยอดในโปรเจคท์หน้าได้แน่นอน
 
=======================
FFXV และบทสรุปในปีถัดไป
=======================
 
- ตอนนี้สตาฟฟ์ที่ทำ FFXV แบ่งเป็นหลายทีมย่อย ทำหลายโปรเจคท์ หลายฮาร์ดแวร์ และยังมี outsource อีก ถ้านับเฉพาะคนในบริษัท ทีมงานที่ทำอยู่น่าจะมีไม่เกิน 150 คน
 
- เมื่อถามว่าเมื่อไหร่ถึงจะถือได้ว่า FFXV สมบูรณ์แล้ว คุณทาบาตะบอกว่าก็ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อไหร่ที่จะสามารถทำให้แฟน ๆ พอใจได้ และเกมสามารถมีบทสรุปที่เหมาะสมได้เสียที ตอนแรกทีมงานก็มีแผนอัพเดทเกมถึงสิ้นปีนี้  แต่ดูเหมือนแค่นั้นมันจะยังไม่สามารถทำให้แฟน ๆ พอใจได้ แฟน ๆ ต้องการมากกว่านั้น คุณทาบาตะจึงอยากให้พัฒนาเกมต่อไปในปีหน้า และพิจารณาหาหนทางที่ดีที่สุดที่จะยุติมัน และให้ Big Climax มันเกิดขึ้นในปีหน้า ถึงจะเรียกได้ว่า End of Journey
 
- คุณทาบาตะบอกว่าตัวเกมเวอร์ชั่น PC จะมีระบบบางอย่างที่ทำบนคอนโซลไม่ได้ เพราะติดเรื่องข้อจำกัดของคอนโซล แต่อย่างเรื่องโหมดมุมมองแบบ First person เนี่ย เอาจริง ๆ มันทำบนคอนโซลได้ ถ้าผู้เล่นบนคอนโซลสนใจก็อาจจะลองทำดู แต่มันคงเป็นงานหนัก เพราะโหมด First Person นั้นออกแบบมาสำหรับการเล่นด้วยคีย์บอร์ดและเมาส์ ดังนั้น ถ้าเอามาใส่ในเวอร์ชั่นคอนโซล ก็ต้องมีการปรับเรื่องการคอนโทรลกันยกใหญ่
 
=======================
ทีมงานย่อยเริ่มวางแผนโปรเจคท์ใหม่แล้ว
=======================
 
- โปรเจคท์ถัดไปของคุณทาบาตะ ก็จะยังทำบน Luminous Engine ตอนนี้ FFXV เวอร์ชั่น PC ก็สร้างจากเอนจิ้นนี้อยู่
 
- ตอนนี้มีทีมงาน 20-30 คน เริ่มต้นโปรเจคท์ใหม่แล้ว ยังเป็นแค่ช่วงเริ่มต้นโปรเจคท์ซึ่งวางแผนว่าจะสร้างเกมแบบไหนออกมา จะให้ออกเมื่อไหร่ จะใช้เทคโนโลยีแบบไหน.... ยังไม่เข้าสู่ช่วง Pre-production เลยด้วยซ้ำ แต่ก็ทำเกี่ยวกับการสำรวจตรวจสอบด้านเทคนิค ตรวจสอบว่าระบบออนไลน์จะทำงานยังไง จะเอา cloud processing มาใช้อย่างไร
 
- เมื่อถามว่าอยากสร้าง FF อีกสักพักหรือสร้างเกมใหม่มากกว่า? คุณทาบาตะบอกว่าอยากใช้ทุกอย่างที่เรียนรู้จากการสร้าง FF ไปใส่ในเกมใหม่มากกว่า ในวงการเกมนั้นโอกาสที่จะสร้างเกมใหม่ตามใจต้องการนั้นมีไม่มาก ก่อนหน้านี้คุณทาบาตะก็ได้คุยกับประธานบริษัท คุณมัตสึดะแล้ว ซึ่งคุณมัตสึดะก็จะให้ทีม FFXV นี้ทำเกมใหม่ไปเลย แต่ก็คงอีกนาน ๆ เลยกว่าจะมีประกาศอะไรออกมา
 
- นักข่าวถามว่าาการที่ผู้อาวุโสในบริษัท ตัดสินใจให้ทีม FFXV ทำเกมใหม่ได้ แปลว่าเขามองว่า FFXV ประสบความสำเร็จใช่มั้ย? คุณทาบาตะบอกว่าเขาคิดว่าภายในบริษัทเห็นแบบนั้น มันก็ถูกประเมินไว้แบบนั้น เขาได้ยินก็ดีใจ เกมมันก็ทำเงิน ทำกำไรให้บริษัทได้มาก
 
- คุณทาบาตะบอกว่าขอบเขตของการสร้าง Final Fantasy นั้นถูกขยายออกไปโดย FFXV (หมายถึงพวกระบบใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนในซีรีส์) มันก็จะเป็นทางเลือกให้กับคนที่จะสร้าง FF ในอนาคตต่อไป และเมื่อดูจากสถิติและเสียงตอบรับจากผู้ซื้อเกม เราก็ได้ขยายฐานผู้เล่นซีรีส์นี้ให้กว้างขึ้น FFXV จึงถือว่าเป็นหลักไมล์ที่สำคัญของซีรีส์ และจะเป็นรากฐานให้กับภาคที่ดียิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต
 
- สุดท้ายนักข่าวแอบสงสัยว่าบางทีอาจจะมีทีมทำ FFXVI ที่ยังไม่เปิดเผยอยู่ก็ได้ ก็เลยถามคุณทาบาตะว่าอยากจะมีคำแนะนำอะไรฝากถึงทีมงานที่จะทำ FFXVI ต่อไปมั้ย?
 
"โคตรยากเลย! ผมไม่สามารถยกภูมิปัญญาสักชิ้นขึ้นมาประกาศแก่พวกเขาได้หรอก! มันอาจจะฟังดูนามธรรมนะ แต่สิ่งที่ผมอยากจะบอกพวกเขาคือหากคุณกำลังจะสร้าง FF ภาคหลัก คุณต้องถวายชีวิตให้กับมัน มันเป็นงานที่จะเป็นเกียรติแก่ชีวิตการทำงาน มีแฟน ๆ ที่คอยอุทิศให้ ดังนั้นจะเหยาะแหยะกับพวกเขาไม่ได้ สำหรับมุมมองส่วนตัวของผมต่อ FF ความคาดหวังของผมในอนาคต ผมว่ามันคือซีรีส์ที่จะเปิดอนาคตของการเล่นเกม ผมอยากจะเห็น FF อีกสักภาคในยุคของผม ที่จะกรุยทางและเปิดอนาคตของการเล่นเกมไปสู่ทิศทางใหม่"