Final-Fantasy-Type-0

*เผยแพร่ครั้งแรกลงเพจ Re: FFplanet เมื่อ 7 กันยายน 2015 แล้วค่อยพอร์ทมาลงบล็อกภายหลัง

1. Fabula Nova Crystallis คืออะไร?

[ประวัติ]

Fabula Nova Crysatllis ซึ่งทางค่าย Square Enix อ้างว่าเป็นภาษาลาตินของคำว่า The New Tale of the Crystal หรือตำนานคริสตัลบทใหม่ (ซึ่งมีผู้วิจารณ์มันผิดไวยากรณ์ในภาษาลาติน) เป็นนิยายที่คุณคาสึชิเงะ โนจิมะ มือเขียนสคริปต์เกมในค่าย Square Enix เริ่มแต่งขึ้นตั้งแต่ปี 2004 และใช้เวลาแต่งประมาณหนึ่งปี [1] โดยในการแต่งนิยายดังกล่าว เขาได้รวมไอเดียของแกนนำในค่ายหลายคน ซึ่งประกอบด้วยชินจิ ฮาชิโมโตะ, โยชิโนริ คิตาเสะ, โมโตมุ โทริยามะ และฮาจิเมะ ทาบาตะ หลังจากแต่งเสร็จแล้ว นิยายดังกล่าวก็ถูกส่งมอบให้แกนนำแต่ละคน นำไปตีความและสร้างเกมต่อยอดออกมาจากนิยายนั้น [2] โดยในช่วงที่มีการเปิดตัว Final Fantasy XIII, Final Fantasy Versus XIII และ Final Fantasy Agito XIII ในงาน E3 ปี 2006 เอกสารทางการของค่ายได้ระบุว่าเกมทั้งสามไม่ได้อยู่ในโลกเดียวกัน (ความหมายคือไม่ได้อยู่ในจักรวาลเดียวกัน) แต่ตั้งอยู่บนนิยายเดียวกัน

เวลาผ่านไป จนกระทั่ง Final Fantasy XIII วางจำหน่ายในปี 2009 ในเนื้อหาของเกมดังกล่าวได้มาการอ้างอิงถึงตำนานดังกล่าวเพียงเล็กน้อย คนเล่นเกมทั่วโลกพยายามจะช่วยกันขยายความว่านิยายซึ่งเป็นเบื้องหลังของเกมดังกล่าวมีเนื้อหาอย่างไร สมัยนั้นผมตามไปอ่านกระทู้ในบอร์ดฝรั่งมากมาย ทว่าผู้เล่นแต่ละคนก็คาดเดาบทบาทของพัลส์และลินด์เซย์แตกต่างกัน กระทั่งบทสรุปเกมที่ฝรั่งพิมพ์ขาย ก็ยังขยายความเรื่องของพวกมันอย่างผิด ๆ ถูก ๆ (เช่น ตีความว่าลินด์เซย์ก็คือบาร์ธานเดลุสบ้างล่ะ, The Maker คือพัลส์บ้างล่ะ, The Maker คือลินด์เซย์บ้างล่ะ พวกนี้เป็นศัตรูกัน และพัลส์วางแผนจะรับมือกับลินด์เซย์ที่จะมาบุกในอนาคนบ้างล่ะ) จากข้อมูลที่เกมให้มาน้อยและไม่ชัดเจน ทำให้ต่างคนต่างตีความกันไปคนละทาง และไม่สอดคล้องกับหลักฐานที่ปรากฏในภายหลัง (ผมเชื่อว่าฟีดแบ็คในส่วนนี้เป็นสาเหตุของข้อถัดไป)

กระทั่งวันที่ 18 มกราคม 2011 ทาง Square Enix ได้จัดงาน SQUARE ENIX 1st Production Department Premiere ซึ่งเป็นงานเปิดตัวทีมพัฒนาที่ 1 ขึ้น (หลังจากที่ได้มีการจัดแบ่งโครงสร้างทีมพัฒนาใหม่) ซึ่งภายในงาน คุณคิตาเสะ ได้นำคลิปวีดีโอที่เป็นการย่อเนื้อหาจากนิยายของคุณโนจิมะมาเปิดให้รับชมกัน โดยแกบอกว่านิยายจริง ๆ มันยาวและเขียนเสร็จเมื่อ 4-5 ปีก่อน โดยสาเหตุที่เอาคลิปนิยายดังกล่าวมาเปิด เพราะคิดว่าจะทำให้ผู้เล่นเข้าใจเนื้อเรื่องของเกมที่สร้างต่อยอดมาจากนิยายนี้ได้ดีขึ้น [3,4]

คลิปสรุปนิยาย Fabula Nova Crystallis ที่ทางค่ายเปิดให้ชมในวันนั้น สามารถรับชมได้จากลิงค์นี้ : https://www.youtube.com/watch?v=cnc1cj1gYpM

[เนื้อหา]

เนื้อหาของคลิปนั้น แปลเป็นภาษาคนได้ว่า เดิมทีแล้วจักรวาลนี้ปกครองโดยเทพธิดามูอินและลูกชายที่ชื่อบูนิเบลเซ่ ทั้งสองเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีอิทธิฤทธิ์สูงกว่ามนุษย์

วันหนึ่งบูนิเบลเซ่อยากครองจักรวาลคนเดียว เลยฆ่ามูอินทิ้ง ทำให้มูอินลอยไปยังโลกหลังความตาย ซึ่งซีรีส์นี้ขอใช้ชื่อเฉพาะว่า “โลกที่มองไม่เห็น”

แต่แล้ววันหนึ่งบูนิเบลเซ่ก็ตระหนักถึงความไม่ยั่งยืนของสิ่งต่าง ๆ เขาคิดว่าวันหนึ่งเขาก็ต้องล้มตาย และการล้มตายของสิ่งต่าง ๆ นั้นเกิดขึ้นเพราะคำสาปของมูอิน (อกตัญญูแล้วยังโคตรปัญญาอ่อน)

บูนิเบลเซ่เชื่อว่าถ้าทำให้มูอินดับสูญไปได้ ก็จะคลายคำสาปได้ แต่เนื่องจากมูอินอยู่ในโลกที่มองไม่เห็น ก่อนจะทำให้มูอินดับสูญ เขาก็ต้องตามหาประตูสู่โลกที่มองไม่เห็นก่อน แต่จะหาเองก็คงเหนื่อย เขาเลยสร้างเหล่าจักรกลขึ้นมาช่วย

เหล่าจักรกลที่บูนิเบลเซ่สร้างขึ้นมานั้น เรียกว่าฟัลซิ เนื่องจากพวกมันเป็นจักรกล มันจึงมีพลังที่จำกัดและไม่สามารถทำเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับคำสั่งที่ได้รับได้ ฟัลซิตัวแรกที่ถูกสร้างขึ้นมาก็คือพัลส์ โดยบูนิเบลเซ่สั่งให้พัลส์ออกไปท่องจักรวาลและตามหาประตูสู่โลกที่มองไม่เห็น

ถัดมา บูนิเบลเซ่ก็สร้างฟัลซิเอโทรขึ้นมา แต่ด้วยความที่ตอนสร้างเบลอไปหน่อย เผลอสร้างเอโทรออกมาเหมือนมูอินโดยไม่ตั้งใจ เลยไม่แบ่งพลังให้เอโทร

ต่อมา บูนิเบลเซ่ก็สร้างฟัลซิลินด์เซย์ และสั่งให้ลินด์เซย์คอยปกป้องเขาที่จะเข้าสู่การหลับใหล และเมื่อใดที่ประตูสู่โลกที่มองไม่เห็นถูกค้นพบ ก็ให้ลินด์เซย์ช่วยปลุกเขาให้ตื่นด้วย จะได้ไปคิดบัญชีกับมูอินได้

ระหว่างที่พัลส์และลินด์เซย์ต่างทำหน้าที่ของตัวเอง เอโทรที่ไร้พลังและไร้จุดหมายก็ฆ่าตัวตายและลอยไปยังโลกที่มองไม่เห็น โดยเลือดของเอโทรนั้นถูกลินด์เซย์นำไปสร้างเป็นมนุษย์ (จริง ๆ น่าจะเรียกว่าน้ำมันเครื่องมากกว่าเลือดนะ) ลินด์เซย์คิดว่ามนุษย์นั้นเชื่อมต่อกับเอโทรที่อยู่ในโลกที่มองไม่เห็น หากมนุษย์ตายก็จะกลับไปหาเอโทร การทำให้มนุษย์ตาย จึงน่าจะเป็นหนทางในการเปิดประตูสู่โลกที่มองไม่เห็นได้

ทางด้านเอโทร พอไปถึงโลกที่มองไม่เห็น ก็เห็นมูอินที่กำลังโดนมวลเคออสกลืนกิน (อธิบายเป็นภาษา FFVII ก็คือกำลังจะถูกชะล้างตัวตนและกลายเป็นหนึ่งเดียวกับไลฟ์สตรีม) โดยมูอินได้สั่งเสียให้เอโทรช่วยปกป้องสมดุลระหว่างโลกที่มองเห็น (โลกของสิ่งมีชีวิต) และโลกที่มองไม่เห็นด้วย (โลกหลังความตาย) เพราะหากโลกทั้งสองรวมเป็นหนึ่งเดียว วัฏจักรชีวิตจะพังทลาย ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด และจักรวาลก็จะถึงคราวพินาศ

เอโทร ไม่ค่อยเข้าใจคำสั่งเสียของมูอิน แต่ก็คอยเฝ้าดูมนุษย์ซึ่งเป็นทายาทของตนจากโลกที่มองไม่เห็น เอโทรดูแลวัฏจักรแห่งการเวียนว่ายตายเกิด นำพาผู้ตายไปเกิดใหม่ และเอโทรคอยมอบเคออสให้กับมนุษย์ที่จะไปเกิดใหม่ การมอบเคออสให้มนุษย์นั้น นอกจากเพื่อเป็นพลังให้มนุษย์แล้ว ก็เพื่อรักษาปริมาณเคออสที่อยู่ในโลกสองฝั่งให้สมดุลกัน

ด้านพัลส์นั้น ก็ออกเดินทางไปยังยังดาวต่าง ๆ คอยสร้างความเจริญ สร้างอารยธรรม สร้างฟัลซิขึ้นมาช่วยหาประตูสู่โลกที่มองไม่เห็น ลินด์เซย์เองก็ช่วยทั้งปกป้องบูนิเบลเซ่ ช่วยปกป้องมนุษย์บางส่วน และก็ให้ความร่วมมือกับพัลส์ในการตามหาประตูด้วย พอหมดธุระกับดาวแต่ละดวงแล้ว พัลส์กับลินด์เซย์ก็จะบินไปดาวอื่น โดยปล่อยให้ฟัลซิที่พวกเขาสร้างขึ้นมาช่วยกันหาประตูในดาวนั้นต่อไป ส่วนมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในดาวที่พวกพัลส์และลินด์เซย์มาระราน บ้างก็บูชาพวกมันเป็นเทพ บ้างก็เรียกพวกมันว่าปิศาจ (ขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์กลุ่มนั้นได้รับประโยชน์หรือโทษจากพวกมัน) 

หมายเหตุ : ข้อมูลที่ได้จากคลิปนี้ เป็นข้อมูลชุดเดียวกับภาพจิตรกรรมบนฝาผนัง ที่ปรากฏในภาค Lightning Returns –Final Fantasy XIII- ผมเชื่อว่าทีมงานน่าจะตั้งใจเฉลยเรื่องทั้งหมดแต่แรกในภาค LR ทว่าด้วยความที่ผู้เล่น FFXIII คาดเดาเนื้อเรื่องของ Fabula Nova Crystallis กันไปคนละทิศคนละทาง และไม่ได้ใกล้เคียงความจริง ทางค่ายจึงต้องตัดสินใจเอาเบื้องหลังนี้มาเฉลยก่อน

แนวคิดเรื่องที่ว่าโลกนั้นแบ่งออกเป็นโลกมนุษย์ที่มองเห็น โลกหลังความตายที่มองไม่เห็น และมีเทพซ่อนตัวอยู่ในโลกที่มองไม่เห็น เป็นแนวคิดที่คล้ายกับแนวคิดของลัทธิชินโตที่นับถือกันในญี่ปุ่น [5,6]

[1] http://dengekionline.com/soft/interview/ff13/index.html

[2] http://www.gamasutra.com/php-bin/news_index.php?story=19940

[3] http://andriasang.com/comtou/ffxiii_and_fnc_interviews/

[4] http://ffplanet.exteen.com/20110119/fabula-nova-crystallis

[5] http://www.philadelphiaproject.co.za/shintoism_belief.htm

[6] http://www2.kokugakuin.ac.jp/ijcc/wp/cpjr/kami/sasaki.html

สรุปแล้ว FNC ก็คือนิยาย และเกมในเครือ FNC ก็คือเกมที่สร้างเนื้อหามาต่อยอดจากนิยายนั้น โดยแต่ละเกมมันก็มีทั้งเรื่องราวของเกมเอง และเรื่องราวของเทพจักรกลที่ต่อยอดออกมาจากนิยาย ซึ่งแต่ละเกมนำเสนอความคืบหน้าดังนี้

FFXIII – ลูกสมุนของลินด์เซย์หาทางเปิดประตูสู่โลกที่มองไม่เห็นออกได้สำเร็จ แต่แล้วเอโทรก็ใช้พลังชีวิตทั้งหมดเข้ามาปิดประตูเอาไว้

FF Type-0 – ลูกสมุนของพัลส์และลินด์เซย์ช่วยกันหาทางเปิดประตูสู่โลกที่มองไม่เห็นอยู่นานแสนนาน แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ

FFXIII-2 – เอโทรถูกมนุษย์ผู้เก่งกาจทำให้ดับสูญไปถาวร ประตูสู่โลกที่มองไม่เห็นถูกเปิดออก สมดุลระหว่างโลกมนุษย์และโลกที่มองไม่เห็นพังทลาย โลกสองฝั่งรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน วัฏจักรเวียนว่ายตายเกิดพังทลาย ผู้ตายกลายเป็นมวลวิญญาณที่ไม่สามารถเกิดใหม่ได้อีก

LRFFXIII – บูนิเบลเซ่ตื่นจากการหลับใหล หวังจะนำพาดวงวิญญาณบริสุทธิ์ไปเริ่มต้นใหม่ในจักรวาลใหม่ที่เขาจะสร้างขึ้น และทำให้ดวงวิญญาณที่แปดเปื้อนดับสูญไป แต่ไลท์นิ่งยอมรับแนวทางนี้ไม่ได้ เธอออยากให้ดวงวิญญาณทั้งหมดได้ไปเริ่มต้นในจักรวาลใหม่ อีกทั้งเธอยังค้นพบว่าบูนิเบลเซ่แอบทดลองสร้างสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์ใหม่ขึ้นมาแทนที่มนุษย์ซึ่งเป็นผลงานของเอโทร เธอจึงสังหารพัลส์และลินด์เซย์ จากนั้นก็ร่วมมือกับวิญญาณของมนุษย์ทั้งหมด โค่นบูนิเบลเซ่ลงได้ และอพยพไปยังจักรวาลใหม่ที่บูนิเบลเซ่สร้างขึ้น โดยที่เธอก็ไม่รู้แน่ชัดว่าบูนิเบลเซ่ที่พวกเธอปราบได้นั้น ดับสูญไปแล้วหรือยัง?

2. ทำไมเหล่าคลาส 0 ทั้ง 12 คน (ไม่นับมาคิน่าและเรมที่เข้าร่วมภายหลัง) จึงสามารถใช้เวทมนต์ในสภาพที่คริสตัลแจมเมอร์เปิดการทำงานอยู่ได้?

ประชาชนชาวโอเรียนซ์ซึ่งสังกัดชาติต่าง ๆ นั้น จะได้รับพรเป็นพลังพิเศษจากคริสตัลประจำชาติของตนมา สำหรับชาวสุซาขุ ก็ได้รับพรเป็นพลังเวทมนต์มาจากคริสตัลของสุซาขุ

ทว่าเครื่องคริสตัลแจมเมอร์ที่ฝ่ายเบียกโคประดิษฐ์ขึ้นมานั้น มีคุณสมบัติในการแปลงพลังงานที่ส่งมาจากคริสตัลของเบียกโค นำไปสร้างเป็นคลื่นหักล้างพลังที่ถูกส่งออกมาจากคริสตัลชาติอื่น เป็นการตัดการส่งพลังจากคริสตัลมายังชาวเมืองอื่น ดังนั้นเมื่อเอาคริสตัลแจมเมอร์ไปเปิดในดินแดนของสุซาขุ คริสตัลจึงไม่สามารถส่งพลังเวทย์มาให้ชาวสุซาขุได้ พวกเขาจึงไม่สามารถใช้เวทมนต์ได้

ทว่าในช่วงต้น Chapter 2 นั้น หากไปคุยกับอเรเซีย เธอจะบอกว่าคริสตัลแจมเมอร์ไม่มีผลกับคลาส 0 จากนั้นก็พูดหยอกโดยบอกให้คิดซะว่าเพราะต้นกำเนิดพลังของคลาส 0 ไม่ใช่คริสตัล แต่ให้คิดซะว่าเป็นความรักของมาเซอร์ [1] – เดิมทีผมเคยทราบข้อมูลแค่นี้ และเข้าใจว่าประโยคนี้เป็นการบอกใบ้ว่าอเรเซียซึ่งเป็นผู้สร้างคริสตัลนั้น เป็นคนส่งพลังเวทย์ให้กับเหล่าคลาส 0 เองโดยตรง คริสตัลแจมเมอร์ซึ่งมีไว้ขัดขวางคริสตัล จึงไม่สามารถขัดขวางการส่งพลังของอเรเซียได้

แต่ในภายหลัง เมื่อผมไปอ่านประวัติของเอซ มีหน้าหนึ่งที่