Final-Fantasy-Type-0

เมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้ว เว็บไซต์ FFDream ได้ส่งทีมงานหญิงท่านหนึ่งไปพูดคุยสัมภาษณ์กับทีมงานผู้สร้าง Lightning Returns -Final Fantasy XIII- ที่สำนักงานใหญ่ของ Square Enix ในกรุงโตเกียว โดยในการสัมภาษณ์นั้นทางทีมงานหญิง คุณ Diane Perrin ก็ได้สัมภาษณ์คาบเกี่ยวไปถึงเกมภาคอื่นๆ ด้วย หลังผ่านไป 1 สัปดาห์ทางเว็บ FFDream ก็ได้แปลและเรียบเรียงเนื้อหาของการสัมภาษณ์มาให้อ่านกันเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเนื้อหาก็มีดังต่อไปนี้

FFDream : การที่ FFXIII-2 มีฉากจบหลายแบบ ส่งผลกระทบอย่างไรต่อเนื้อหาของ LRFFXIII หรือไม่?

โทริยามะ : ฉากจบอันหลากหลายของ FFXIII-2 ได้ทำให้ผู้เล่นได้พบเจอกับเนื้อเรื่องที่แตกต่างกันหลายแบบ สำหรับ LRFFXIII เราจะสานต่อเนื้อเรื่องที่ถูกนับเป็นฉากจบหลักของ FFXIII-2 เท่านั้น ทว่าสำหรับฉากจบพาราด็อกซ์ที่ทำให้เกิดเนื้อเรื่องหลากหลายแบบนั้น เป็นไปได้ว่ามันจะส่งผลทางใดทางหนึ่งต่อประวัติศาสตร์ภายในเกม

FFDream : โคลอสเซียมจะกลับมาใน LRFFXIII หรือไม่?

โทริยามะ : ผมบอกได้ว่ามันจะไม่เหมือนใน FFXIII-2 ซะทีเดียว แต่สำหรับรายละเอียดของเรื่องนี้นั้น จะมีการเปิดเผยในภายหลัง

FFDream : เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ในตอนที่เราได้พบกันครั้งล่าสุด เราได้มอบภาพวาดให้กับคุณ (รูปไลท์นิ่งสวมชุดโซลเยอร์เฟิร์สคลาส) ไม่ทราบว่าเหล่าทีมงานได้เห็นกันรึเปล่าครับ?

คิตาเสะ : มีอยู่เดือนนึง ทีมงานผู้สร้าง LRFFXIII ร้อยกว่าคนได้มาประชุมวางแผนกัน ผมได้เอาภาพวาดของคุณไปโชว์ตอนประชุม ในฐานะของขวัญจากต่างแดน

FFDream : หลังจากผจญภัยในพัลส์และโคคูนมาสองภาค LRFFXIII ก็มาถึงสถานที่ๆ แตกต่างออกไป ความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้มีส่วนไหนที่ท้าทายที่สุด? แรงบันดาลใจของคุณคืออะไร? ได้อิทธิพลจากอะไรมา?

คิตาเสะ : ธีมของเกมนี้ตั้งอยู่บนช่วงระยะสุดท้ายของโลกแกรนพัลส์และโคคูน จุดที่ท้าทายที่สุดของเกมนี้ก็คือการที่จุดจบของโลก ถูกประกาศว่าเหลืออยู่เพียงแค่ 13 วันนับจากเริ่มเกม ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างความพยายามที่จะช่วยโลกกับเวลาอันจำกัดที่ผู้เล่นจะใช้สำรวจโลก (บริหารเวลาที่ใช้ในการเล่นเนื้อเรื่องหลักกับการสำรวจโลก ให้สมดุลกันได้นั่นเอง)

FFDream : จนถึงตอนนี้ FF ทุกภาคก็มีเพลงธีมประจำตัวของมันเอง แล้วสำหรับ LRFFXIII คุณได้ขอให้คุณฮามาอุซึและทีม (คุณสึซึกิ และคุณมิซึตะ) แต่งเพลงแบบไหนขึ้นมา?

โทริยามะ : LRFFXIII เป็นการปิดฉากเรื่องราวของไลท์นิ่ง เราก็ได้เรียบเรียงเพลงขึ้นมาหลากหลายแบบ ตัวอย่างเช่นเพลง Crimson Blitz ก็คือเพลง Blinded by Light ที่ถูกเรียบเรียงขึ้นใหม่ ผมได้พูดกับคุณฮามาอุซึไว้ว่าธีมของเกมก็คือการกอบกู้โลก และการไถ่บาปของไลท์นิ่ง ผมได้ให้เขาแต่งเพลงขึ้นมาตามการตีความของเขา

FFDream : ใน LRFFXIII เราเล่นเป็นไลท์นิ่งได้แค่คนเดียว ทำไมถึงเลือกที่จะให้เล่นเป็นตัวละครตัวเดียว ทั้งที่ในภาคอื่นๆ มักจะเล่าเรื่องผ่านตัวละครหลายตัว?

คิตาเสะ : ในเรื่องนี้เราเน้นไปที่ตัวไลท์นิ่งเพราะเราอยากให้ผู้เล่นเข้าใจและชื่นชมตัวละครนี้ มันเป็นวิธีสำคัญในการเปิดเผยตัวเธอ และเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงสร้างเกมนี้เพื่อเธอ จนถึงตอนนี้ ระบบต่อสู้ใน FF มักจะประกอบด้วยตัวละครหลายตัวมาตลอด ระบบที่สู้ด้วยตัวคนเดียวยังไม่เคยถูกทดลองในซีรีส์นี้มาก่อน (ลืมนับ Crisis Core ไปน่ะ...) เราเองก็จะพยายามสร้างเกมให้มีความลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้

FFDream : ช่วยคอนเฟิร์มเลยได้มั้ยว่า LRFFXIII จะเป็นภาคสุดท้ายของซีรีส์ FFXIII แล้วจริงๆ?

โทริยามะ : ชัวร์ เนื้อเรื่องจะสิ้นสุดลงในเกมใหม่นี้ FFXIII-2 ได้ทิ้งฉากจบเกมที่ทำให้ผู้เล่นต้องไปจินตนาการกันต่อ แต่คราวนี้คุณจะได้รับแบบที่มันตรงชัด อย่างที่ทุกคนจะสามารถเข้าใจได้เลย

FFDream : FFVersus XIII ยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Fabula Nova Crystallis อีกหรือไม่? เป็นไปได้มั้ยว่ามันจะไปวางจำหน่ายบน PS4?

ทีม PR : FFVersus XIII เป็นเกมของอีกทีมหนึ่ง น่าเสียดายที่เราไม่อยู่ในฐานะที่จะพูดอะไรเกี่ยวกับมันได้

FFDream : จะมีการรีเมค FF ภาคอื่นๆ อีกหรือไม่? อย่างเช่น FFVII ที่เรียกร้องกันมามาก...

คิตาเสะ : สำหรับพวกเราแล้ว ชัดเจนว่า FFX และ FFX-2 คือเกม HD Remaster เกมแรก ประสบการณ์ทำให้เราได้รู้ว่าเราสามารถสร้างเกมที่มีคุณภาพได้หากเราทุ่มเทเวลาและความใส่ใจ สำหรับตอนนี้คงเป็นเรื่องยากที่จะมีการรีเมค FFVII ทว่าประสบการณ์ที่เราจะได้รับจากการรีมาสเตอร์ FFX และ FFX-2 คงจะทำให้เรามองเห็นความเป็นไปได้มากขึ้นในอนาคต

(คล้ายกับที่มีบางกลุ่มพูดกันว่า ประสบการณ์จากการรีมาสเตอร์ FFX จะทำให้ทีมงานรู้ว่าในการนำเกมยุคก่อนมาสร้างให้เป็นเกมยุคนี้ มันมีข้อจำกัดใดบ้าง ปัญหาใดบ้าง แล้วเราจะก้าวข้ามปัญหานั้นไปได้อย่างไร การสร้าง FFX รีมาสเตอร์จึงเหมือนการเกมลองเชิงให้ทีมงานได้สั่งสมประสบการณ์ ก่อนจะคิดการใหญ่ในอนาคตนั่นเอง)

FFDream : มีแผนที่จะรวมเนื้อหา Last Mission ลงไปใน FFX-2 HD Remaster แล้วหรือยัง?

โทริยามะ : ก่อนอื่นเราจะเน้นการทำเนื้อเรื่องหลักให้เสร็จก่อน เมื่อเสร็จแล้ว เราค่อยพิจารณาเนื้อหาเสริมตรงนั้น

FFDream : มีแผนการทำเกมชุดพิเศษให้กับ FFX l FFX-2 HD หรือไม่?

คิตาเสะ : ในตอนนี้พวกเรายังไม่ได้ตัดสินใจเรื่องนี้เลย แต่ผมสัญญาว่าไว้เราจะเปิดเผยข้อมูลของสองเกมนี้อย่างต่อเนื่อง เร็วๆ นี้เราพึ่งได้เผยแพร่เทรลเลอร์ตัวใหม่ที่แฟนๆ รอคอยออกไป... จากฟีดแบ็คที่แฟนๆ ตอบกลับมา เราก็อยากขอให้แฟนๆ อดใจรอกันอีกหน่อย

FFDream : เร็วๆ นี้ Bravely Default -Flying Fairly- พึ่งได้รับการยืนยันว่าจะวางจำหน่ายในตลาดตะวันตกด้วย ช่วยบอกเราได้มั้ยว่าทางคุณเองก็มีแผนการอย่างเดียวกันกับ FF Type-0 ด้วย? หรือคุณคิดจะทำเป็น HD Remaster แบบ FFX l FFX-2 และ KH 1.5 บ้างรึเปล่า?

คิตาเสะ : สำหรับเกมนั้น ทีมของเราไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบ... ขออภัยด้วยครับ!

ที่มา : FFDream

บทสัมภาษณ์คุณ ฮาจิเมะ ทาบาตะ ผู้กำกับ Final Fantasy Type-0

เนื่องจากเนื้อหายาวมาก ผมจึงสรุปเป็นข้อๆ เหมือนเดิมครับ

แนวคิดเบื้องหลัง Type-0

- ตัวเกมต้องการเล่นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์แห่งความอยู่รอด สมัยที่เกมนี้ถูกพัฒนาลงบนมือถือ ทีมงานได้คิดจะใช้ระบบเชื่อวันเวลาตามจริงเข้ากับความคืบหน้าของเกม กล่าวคือวันที่เริ่มเล่นเกมก็จะปรากฏลงในปฏิทิน แล้วพอเกิดเหตุการณ์หรือการต่อสู้ขึ้น ก็จะมีการระบุลงในปฏิทินนั้นตามวันเวลาจริง ราวกับว่าผู้เล่นได้ใช้เวลาจริงกับเวลาในเกมร่วมกัน

- หากเล่าเรื่องผ่านตัวละครตัวเดียว ก็จะไม่เหมือนการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ จึงคิดว่าถ้าเล่าเรื่องผ่านตัวละครหลายตัวที่อยู่ในช่วงยุคนั้น ก็น่าจะดีที่สุด จึงเป็นที่มาของกลุ่มคลาส 0

- ตัวเกมได้แรงบันดาลใจจากโชว์ Centuries of Picture ของ NHK ในระหว่างปี 1995-1996 ซึ่งเป็นโอกาสครบรอบ 70 ปีของ NHK โชว์ดังกล่าวประกอบด้วย 11 ส่วนด้วยกัน และก็เป็นภาพความทรงจำ แสดงความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ สังคม และสงครามโลกตลอดศตวรรษที่ 20

- เพลง Zero ได้แรงบันดาลใจมาจากเพลง Is Paris Burning? ซึ่งเป็นธีมหลักของ Centuries of Picture ซึ่งคุณทาบาตะก็เอาเพลงนี้ให้ทาง Bump of Chicken ฟังเพื่อถ่ายทอดคอนเซตป์ก่อนจะแต่งเพลงออกมา

- ในการสร้างบุคลิกและนิสัยให้กับตัวละครทั้ง 14 ตัว ตอนแรกทีมงานก็ตั้งต้นขึ้นจากนิสัยพื้นฐานของตัวละครทั่วไปที่คุณโนมุระออกแบบมา จากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มรายละเอียด ความแตกต่างลงไป

- นิสัยของตัวละครค่อยๆ ถูกต่อเติมไประหว่างการพากย์เสียงด้วย อย่างเช่น ในการพากย์เสียงไนน์ ในประโยคธรรมดาทั่วๆ ไปมันฟังดูไม่จี๊ด แต่พอไนน์คำรามตามว่า "โคร่าาา" หรืออย่างแจ็คที่ชอบลากเสียงยาว ซิงค์ที่พูดจาแบ๊วตลอด มันก็ทำให้ทีมงานฉุกคิดขึ้นว่า "หรือว่าตัวละครนี้มันควรจะเป็นแบบนี้นะ?" ไปๆ มาๆ นิสัยของไนน์ แจ็ค ซิงค์ จึงเปลี่ยนไปจากที่ออกแบบไว้ตอนแรก

- ตอนแรกทีมงานทำให้ดิวซ์สามารถเอาฟลุตฟาดศัตรูในระยะประชิดได้ แต่พอถึงเวลาทดลองเล่น ทุกคนที่เล่นดิวซ์ก็แห่กันหยิบฟลุตไปฟาดศัตรูหมด ไม่มีใครใช้ฟลุตเป่าเพลง ทีมงานเลยรู้สึกว่าพลาดซะแล้ว... มันไม่ควรจะออกมาเป็นแบบนี้เลย พวกเขาเลยเอาคำสั่งฟาดออกไป และทำให้เธอซัพพอร์ทคนอื่นได้ดีขึ้น

- ส่วนท่าเขวี้ยงการ์ดโจมตีของเอซ ตอนแรกมีแต่คนคิดว่ามันแปลก ทีมอนิเมชั่นเองก็ยังมึนกับความคิดนี้ แต่พอทำไปทำมาให้มันลงตัวมากขึ้น หลายขึ้นถึงเริ่มพูดกันว่า "เออ เท่ว่ะ!" หรืออย่างท่าจัดกระโปรงให้เข้าท่าของซิงค์ ตอนแรกก็ไม่มีใครกล้าพูดถึงเหมือนกัน (อารมณ์ประมาณว่า คิดได้ไง!?)

เจาะลึกไปถึงปริศนาที่ยังไร้คำตอบ

- เดิมทีคลาส 0 ทั้ง 16 คน (รวมทิซและลีน) ไม่ได้เป็นคนๆ เดียวกัน คุณลักษณะทั้ง 16 ตามที่บัญญัติในคัมภีร์นิรนามเป็นองค์ประกอบของอากิโตะที่อเรเซียต้องการจะสร้างขึ้นมา เธอพบว่าองค์ประกอบเหล่านั้นแยกกันอยู่ในตัวของเด็กๆ แต่ละคน เธอจึงรวบรวมเอซและพวกคนอื่นๆ ที่มีองค์ประกอบของอากิโตะเข้ามาเลี้ยง

- ตอนเขียนบททีแรก ทิซและลีนจะมีบทบาทสำคัญในการดำเนินเนื้อเรื่องของโลกใหม่ (หลังฉากจบเกมที่เราเห็นไป) ทว่าในขั้นสุดท้ายของการกำหนดขอบเขตของเกม ทีมงานก็ตัดสินใจว่าจะเน้นไปที่เรื่องราวของอีก 14 คนแทน แต่อย่างน้อยเราก็ยังใส่เรื่องของทั้งสองลงไปในคัมภีร์นิรนาม เพื่อไม่ให้เรื่องราวของพวกเขาถูกลืม อเรเซียเห็นว่าทั้งสองจำเป็นในการสร้างอากิโตะ และให้ทั้งสองรับบทสนับสนุนอีก 14 คน พูดอีกนัยหนึ่ง ทั้งสองคือคนที่สนิทกับอเรเซียมากที่สุด และทุกครั้งที่คริสตัลเริ่มวัฏจักรใหม่ ความทรงจำของทั้งสองจะยังคงอยู่ ต่างจากคนอื่นๆ ที่ความทรงจำถูกลบทิ้งไป

- ที่ลีนพูดว่ามาคิน่าเป็นตัวเขาอีกคน ไม่ได้แปลว่าทั้งสองเป็นคนเดียวกัน แต่ทั้งสองรับบทเหมือนกัน คือบทในการทำให้วิญญาณของคลาส 0 อีก 12 คน (ไม่นับมาคิน่าและเรม) เติบโตขึ้น แถมลีนยังมีทิซคอยสนับสนุน เช่นเดียวกับมาคิน่าที่มีเรม

- คัมภีร์อาคาช่า เป็นทั้งการเปิดเผย เป็นทั้งคำทำนาย แท้จริงแล้วมันคือบันทึกย่อประวัติศาสตร์ที่ซ้ำไปมาทุกวัฏจักรของโอเรียนซ์ ซึ่งเนื้อหาของมันไม่ได้มีการเปิดเผยในเกม แต่ผู้ปกครองสุซาขุต้องสืบทอดหน้าที่ในการเก็บรักษาบันทึกประวัติศาสตร์นี้ไว้ให้ลึกลับดำมืดที่สุด มาตลอดทุกรุ่น

- ส่วนคัมภีร์นิรนาม เป็นคัมภีร์บอกตำนานฟาบูล่าให้แก่ชาวโอเรียนซ์ ไม่มีใครทราบตัวผู้เขียน และไม่มีใครรู้ว่ามันถูกเขียนขึ้นเพราะเหตุใด ทว่าอดีตและอนาคตของอเรเซียถูกเขียนไว้ในคัมภีร์นี้ แน่นอนว่าอเรเซียไม่ได้เขียน และไม่ได้สั่งให้ใครเขียนขึ้นมา

- การที่คริสตัลลบความทรงจำเรื่องของผู้ตายออกไป ทำให้คนเราไม่กลัวตาย ไม่กลัวที่จะฆ่าใคร สภาวะแบบนี้จะเป็นประโยชน์ต่ออเรเซียและคริสตัล ซึ่งมันไม่ใช่โลกที่ดีนัก

- คริสตัลประจำ 4 ชาติ ถูกสร้างโดยอเรเซียเอง ถ้าพูดกันตามตำนานฟาบูล่าแล้วคริสตัลนี้ก็เปรียบได้กับฟัลซิ (สาปและมอบภารกิจให้ลูซิเหมือนกัน) เดิมทีแล้วกะว่าจะให้มีการเปิดเผยในเนื้อเรื่องว่าแท้จริงแล้วพวกมันก็คือฟัลซิ นั่นจึงหมายความว่าอเรเซียเป็นองคภาวะที่สูงยิ่งกว่า ที่สามารถสร้างฟัลซิได้

- ตัวคริสตัลยังเหมือนฟัลซิอีกคือ มันมีเจตจำนงค์ มีประสงค์ของมัน ซึ่งประสงค์ของมันคือการเพิ่มปริมาณดวงวิญญาณของผู้ตายตามที่อเรเซียต้องการ ในตอนท้ายของเรื่องมันก็ไม่เหลือจุดประสงค์อีกต่อไป จึงค่อยๆ ยุติการทำงานและสูญเสียพลังไป

- คริสตัลในเกมนี้ไม่มีวันแตก และไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในวัฏจักร ต่อให้แตกกระจายไป มันก็จะกลับมาใหม่ได้ด้วยตัวมันเอง

ความจริงเกี่ยวกับฉากจบ

- ฉากจบเกมถูกสร้างให้มีความสัมพันธ์กับฉากเปิดเกม เมื่อได้มาดูฉากเปิดเกมใหม่ก็จะได้รับความประทับใจที่แตกต่างไปจากตอนดูรอบแรก อย่างเช่นตอนแรกอิซานะตายอย่างทุกข์ทรมาน แต่ตอนจบพวกคลาส 0 ยอมรับความตายอย่างสงบ ในตอนแรกเอซพูดว่า "ผมอยู่ที่นี่แล้ว" และตอนจบพูดว่า "พวกเราอยู่ที่นี่" ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ถูกวางแผนไว้ให้เป็นแบบนั้น

- ยิ่งใกล้จบ ตัวละครยิ่งตายเอาตายเอา การตายของคลาส 0 ก็เป็นเรื่องที่กำหนดไว้ตั้งแต่ขั้นออกแบบเกม เพราะธีมของเนื้อเรื่องคือ "จงตัดสินใจว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร ก่อนที่จะตาย" ที่ต้องทำให้ตายกันเยอะๆ ก็เพื่อสร้างผลกระทบต่อเนื้อเรื่องให้มากที่สุด และให้สอดคล้องกับพล็อตของโลกอันอ้างว้างที่โดนลูลูซัสกวาดล้าง

- การตายของคาโทรนั้น เขาเป็นคนที่ต่อสู้มาทั้งชีวิต เขาอาจจะเลือกตายไปพร้อมกับศัตรูก็ได้ แต่ท้ายที่สุดเขาก็เลือกตายเพื่อปกป้องเมืองเอาไว้แทน

- ส่วนการตายของอาเรีย แม้จะมีคนไม่เห็นด้วยมาก แต่ในเมื่อเธอเลือกที่จะอยู่กับศัตรู ก็ย่อมจะถูกคิดว่าเป็นสปาย ผลลัพธ์ที่ออกมา (โดนพวกเบียกโคฆ่า) ก็สมจริงแล้ว

- ในตอนท้ายที่เอมินะถูกจับได้ว่าเป็นสายมาจารกรรมข้อมูล เธอย่อมต้องเจอโทษประหารชีวิต

- ส่วนคาเลียนั้น เขาปรากฏตัวในฉากจบแบบแรกที่ทีมงานสร้างขึ้น แต่เมื่อพิจารณาจากเนื้อเรื่องที่ว่าตอนที่ลูลูซัสออกอาละวาด เจ้าตัวได้หนีลงไปซ่อนในใต้ดิน ตามความคิดของคุณทาบาจะ คาเลียจึงน่าจะตายไปแล้ว

- ส่วนคาสึซะ หมอนี่รอดชีวิต ตอนจบยังโผล่มาช่วยฟื้นฟูโซวริวขึ้นใหม่เลย (เป็นไอเดียของคุณนาโอโยชิ)

- พวกผู้บริหารของสุซาขุ ตายเรียบระหว่างการรุกรานของลูลูซัส

- ในตอนจบเกมที่มีหน้ากากของนิมบัสปรากฏขึ้น หลังจากอเรเซียจากไปแล้ว คริสตัลก็หยุดทำงานและอ่อนแอลง เป็นไปได้ว่านิมบัสอาจฆ่าตัวตาย หรือหมดพลังแล้วตายไปเอง

- พวกลูซิโซวริว กิลก้าแมช อาโทร่าเองก็เช่นกัน ค่อยๆ สูญเสียพลังและตายไปพร้อมคริสตัล

- ในตอนจบที่มาคิน่ากล่าวถึงการฟื้นฟูโลกขึ้นใหม่ด้วยลมและน้ำ หมายถึงแหล่งพลังงาน มาคิน่าไม่มีความรู้ในการสร้างกังหันลม ทว่าเมื่ออารยธรรมที่สร้างขึ้นโดยคริสตัลล่มสลายไปแล้ว เขาจึงแนะนำให้มนุษย์สร้างอารยธรรมขึ้นใหม่ด้วยพลังของมนุษย์เอง โดยการเอาพลังงานพวกนี้มาใช้

- ตอนจบเกมที่มาคิน่าได้เสียชีวิตโดยมีภรรยาดูแลอยู่ข้างกาย ที่เขียนแบบนั้นก็ตั้งใจให้หมายถึงเรมน่ะแหละ แต่ที่ไม่เขียนชื่อเรมลงไปตรงๆ ก็เพราะต้องการพ่วงความหมายแฝงลงไปด้วย กล่าวคือในบทสุดท้ายของคัมภีร์นิรนาม มีการกล่าวถึงรอยยิ้มของเอโทร ตอนแรกเราก็ใส่รอยยิ้มของเอโทรลงไปในฉากนี้ด้วย เทพธิดาเอโทรเป็นผู้สร้างมนุษย์ และเธอก็ได้ดูแล แสดงความห่วงใยมาคิน่าผ่านตัวของเรม นั่นคือภาพที่เราคิดไว้ ดังนั้นเราจึงเลี่ยงที่จะเขียนชื่อเรมลงไปตรงๆ ด้วยเหตุนี้

การพัฒนาเนื้อเรื่อง

- คุณทาบาตะเป็นคนรับผิดชอบเนื้อหาในส่วนของสงคราม ความคืบหน้าในการต่อสู้ ส่วนทีมเขียนบทคนอื่นก็เขียนองค์ประกอบให้สอดคล้องกับตำนานฟาบูล่า ทั้งการแข่งขันพัฒนาอาวุธระหว่างเบียกโคกับสุซาขุ การประกาศหยุดยิงชั่วคราว เรื่องเหล่านี้มาจากองค์ประกอบทางการเมืองตามความเป็นจริง

- เดิมทีมีการเขียนบทให้มีอีกทวีปหนึ่งอยู่ทางตะวันตกซึ่งครอบครองคริสตัลดำไว้ ชื่อทวีปนั้นคือคำว่าตะวันตกในภาษาลาติน กองกำลังสันนิบาตแห่งโอเรียนซ์จะเข้าจู่โจมทวีปดังกล่าว เหมือนกับการบุกนอร์มังดีในสงครามโลกครั้งที่ 2 (ทหารอังกฤษกับอเมริการ่วมมือกัน 3 ล้านคน) พอคลาส 0 รู้ความจริงเรื่องแผนของคาเลียและซิดแล้ว พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะสู้เพื่อปกป้องบ้านเกิดของตนเอง แทนที่จะต่อสู้ไปเพราะมูลเหตุทางการเมือง ทหารในทุกประเทศก็เช่นกัน โดยบทกำหนดให้ซิดที่มีอำนาจสูงสุดในโอเรียนซ์เป็นคนพาบุกไปสู้กับทวีปตะวันตก ทว่าระหว่างสงครามกองทัพของโอเรียนซ์ก็ตายกันเกือบหมด และคลาส 0 ก็ได้ไปต่อสู้ชี้เป็นชี้ตายกันที่กองบัญชาการของศัตรู บทนี้ถูกเขียนขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน ซึ่งคุณทาบาตะจำอะไรไม่ค่อยได้แล้ว แต่จำได้อีกนิดว่าตอนจบมีฉากที่เด็กคนหนึ่งเกิดขึ้นมาใหม่

- เด็กที่เกิดใหม่เป็นลูกของพวกตัวเอก โดยเด็กคนนั้นจะเป็นอย่างไรก็อยู่ที่การกระทำของผู้เล่น และยังมีความคิดที่จะให้เด็กคนนั้นเป็นอากิโตะที่แท้จริงด้วย ตอนแรกการเป็นอากิโตะก็คือการเพิ่มพลังชีวิต ด้วยการผลักดันขีดจำกัดของชีวิตให้ไกลออกไป (ไม่ใช่การดูดแฟนโธม่า) ตอนที่มนุษย์เกิดขึ้นมาคริสตัลก็ถ่ายทอดพลังออกไปให้กับมนุษย์ โดยมนุษย์ที่สามารถเดินทางระหว่างโลกที่มองเห็นกับโลกที่มองไม่เห็น (โลกเวอร์ชั่นอดีต/โลกในวัฏจักรก่อนๆ) ก็คืออากิโตะ นั่นคือพล็อตในตอนแรก..... ไปๆ มาๆ ไอ้พล็อตนี้ไม่ได้ใช้ มันเลยกลายเป็นตำนานไปแทน

- ตัวละครสวมหน้ากาก ที่ออกแบบอาวุธมาด้วยแล้ว (กาล่า) เดิมทีกำหนดให้เป็นตัวละครจากทวีปตะวันตก และต้องสู้กับพวกคลาส 0 แต่เนื้อเรื่องถูกเปลี่ยนไป และสเกลของเกมก็ถูกตัดให้เล็กลง แต่เรายังจำเป็นต้องให้เขาช่วยสรุปเนื้อเรื่องบางส่วนให้ (ตามที่โผล่ในฉากจบ) แต่เราไม่ค่อยได้อธิบายอะไรเกี่ยวกับเขา จึงกลายเป็นบุคคลปริศนาไป

- ตอนแรกเคยมีพล็อตจะให้สู้กับอเรเซียซึ่งเป็นผู้สร้างโอเรียนซ์ในตอนจบของเกม แต่ก็มีการถกเถียงกันถึงพล็อตนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า สุดท้ายก็หาเหตุผลดีๆ ที่จะให้สู้กับอเรเซียไม่ได้เลย

- ทั้งทีคาเลียรู้ถึงเจตนาของอเรเซียอยู่แล้ว แต่ก็ยังยอมทำตามอเรเซีย ทีมงานเคยคิดจะให้เขาเป็นผู้นำของลูลูซัสด้วย แต่บทในทิศทางนี้มันมึนงงเต็มไปด้วยคำถาม เลยไม่เอา

- ทีมงานบางคนคิดว่าถ้ามีบทจีบนักเรียนหญิงในเกมด้วยก็คงดี แต่นั่นมันจะไปเปลี่ยนภาพลักษณ์ของตัวละคร คุณทาบาตะก็เลยไม่เอาไอเดียนี้ แต่ไปจัดเต็มในฉากจบลับแทน

- ฉากจบลับที่เอธชอบเคท ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโลกหลักของเกม มันเป็นแค่การสมมติ ตามชื่อคลิปเลย ("สมมติ..ว่า")

- เพลงในฉากจบลับชื่อ Colorful Fall in Love คุณทาบาตะบอกให้คนแต่งเพลงค่อยๆ ไปทำมาให้เซอร์ไพรซ์พวกเขาให้ได้ แล้วเพลงนี้ก็ทำให้เขาเซอร์ไพรซ์ได้จริง และคิดว่าคงเซอร์ไพรซ์ทุกคนได้ด้วย โดยนักร้องที่ร้องก็เป็นนักพากย์หญิงหน้าใหม่ที่คุณอิชิโมตะ (ทาเคฮารุ อิชิโมโตะ) ผู้ประพันธ์เพลงไปเจอเข้า ไม่ใช่เสียงของตัวละครใดในเกม

จากนี้และต่อไปของ Type-0

- ผู้เล่นมากมายชอบคุราซาเมะ และมีผู้เล่นมากมายที่ไม่เข้าใจศัพท์เฉพาะอย่างลูซิและเพอริสเตอเลียม เขาคิดว่าน่าจะอธิบายให้ดีกว่านี้ และหวังว่าผู้เล่นจะปลื้มกับฉากจบเกม แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่บอกเนื้อเรื่องบทสุดท้ายดำเนินไวเกินไป และฉากจบเกมก็ช่างน่าเจ็บปวด... ซึ่งคุณทาบาตะ ก็ไม่ได้อยากให้มันดูเศร้าเป็นโศกนาฏกรรมแบบนั้น

- พวก Type-0 ได้พยายามทำสิ่งที่พวกเขาเชื่อจนวาระสุดท้าย พวกเขาไม่ได้คิดจะให้ตัวเองต้องตาย แต่พวกเขาตัดสินใจที่จะสู้และยอมรับผลลัพธ์ที่ตามมา แล้วพวกเขาก็ปกป้องโลกเอาไว้ได้ ความตายของพวกเขาเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่นั่นคือหนทางในการช่วยโลก

- เขาไม่ได้ตั้งใจจะให้ตัวละครหญิงโชว์กางเกงในได้ แต่ในเมื่อมันเป็นเกมแอ็คชั่น ก็ต้องให้อิสระในการเคลื่อนไหวแก่ตัวละครและมุมกล้อง มันจึงเป็นเรื่องที่ยังไงก็ต้องเห็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็เลยมีการใส่โมชั่นให้ตัวละครพยายามซ่อนส่วนที่ไม่อยากให้เห็นเอาไว้ อยากให้ผู้เล่นสังเกตที่การเคลื่อนไหวเหล่านั้นมากจะไปจ้องดูกางเกงในของแต่ละคน

- ส่วนเรื่องความเซ็กซี่ของศิวะและเอมินะ อันนั้นเป็นสิ่งที่เขาตั้งใจ เพราะมันก็ไม่ได้ขัดความสงบเรียบร้อยของสังคมหรือศีลธรรมจรรยา ขณะที่การส่องกางเกงใน มันไม่ใช่เรื่องที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

- คุณทาบาเตะเองก็อยากให้เกมมันออนไลน์ได้ในตัวมันเอง แต่ความเป็นจริงมันยากกว่าที่คิด ทำไม่ได้ และเสียใจที่ทำไม่ได้

- ตอนที่เกมเริ่มวางจำหน่าย ทีมงานก็สนุกสนาน ครื้นเครงดีใจที่เห็นคนเล่น Multi-player ทาง Adhoc-Party กันมาก แต่จากนั้นก็เริ่มเห็นคนตั้งห้องที่เรียกว่า "ห้องปูริน" ซึ่งมีปูรินเกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด แล้วมันก็มีห้องแบบเดียวกันนี้ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด กระทั่งในที่สุดห้องเกือบทั้งหมดใน Adhoc-Party มีแต่ห้องตีปูริน ซึ่งทีมงานไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ คุณทาบาตะคิดว่าเล่นแบบนี้ไปมันก็ไม่สนุกหรอกน่า (วันหลังก็อย่าตั้งรางวัลสูงสุดไว้ที่ SPP 1.5 ล้านเซ่!) แต่มันก็เป็นความจำเป็นในการปั๊มตัวละคร เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการทำ Open Beta test สำคัญมากขนาดไหน

- เนื้อหาของภาคการ์ตูนและนิยาย ถูกตรวจสอบก่อนโดยทีมเขียนบท ตัวคุณทาบาตะเองมีเช็คคร่าวๆ เป็นครั้งคราว เขาก็อยากให้เขียนได้อย่างอิสระตามใจ คุณทาบาตะได้ยินเขาว่ากันว่าภาคนิยายนั้นเนื้อหาน่าสนใจมาก จากที่ฟังมาคือภาคนิยายเป็นเรื่องราววัฏจักรในอดีตที่แตกต่างไปจากวัฏจักรปัจจุบัน และผู้อ่านก็จะได้ค้นพบเหตุผลที่มาคิน่ากลายเป็นคนแบบที่เรารู้จักกัน

*อ่านได้ตามลิงค์นี้ : http://ffplanet.exteen.com/20120910/final-fantasy-type-0

- คุณทาบาตะ ยินดี เต็มใจที่จะให้เนื้อเรื่องมันขยายออกไปมากกว่าแค่เนื้อหาในเกม ทีมเขียนบทเองก็ชอบในเรื่องราวของคุราซาเมะภาคการ์ตูน ตราบใดที่ไม่มีผลกระทบด้านลบต่อภาพรวม ก็เขียนกันไปเลย

- คุณทาบาตะมีคิดคอนเซปต์เนื้อเรื่องต่อยอดในอนาคตไว้แล้ว แต่ถ้าใครอยากจะแต่งเนื้อหาภาคเสริมเป็นอดีตของคาเลีย หรือเรื่องของมนุษย์หน้ากากปริศนา ก็เอาเลย เขายินดีให้ทุกคนใช้ Type-0 เป็นรากฐาน

- คุณทาบาตะเคยให้ทีมงานทดลองทำ Type-0 เล่นบน HDTV กันเป็นการภายใน แต่ก็ไม่มีแผนจะทำออกมา

- ระหว่างการพัฒนา Type-0 คุณทาบาตะรู้สึกว่ามันน่าจะทำลงบนเครื่องเกมสเปคสูง ถ้ามีภาคต่อเมื่อไหร่ มันก็ควรจะลงให้กับเครื่องเกมดีๆ บางส่วนของโลกก็จะถูกนำมาใช้สานต่อ เขาคงไม่ทำให้มันเป็นคนละโลกกันไปเลย แต่ถึงกระนั้นก็ต้องทำให้คนที่ไม่เคยเล่น Type-0 มาก่อน เล่นรู้เรื่องได้ด้วย

- คุณทาบาตะอยากทำเกมที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์อีก แต่ในเมื่อ Type-0 ทำโลกที่เป็นนิยายไปแล้ว คราวต่อไปก็อยากทำโลกที่อิงความจริง ไม่ใช่นิยายดูบ้าง ส่วนแนวเกมนั้นไม่สำคัญ ยังไงก็ทำได้หมด

ที่มา : http://type0.haloandwingsstudio.com/tabata/

นับเป็นเวลาเกือบ 1 ปีครึ่งแล้วหลังจากที่ Square Enix ได้วางจำหน่าย Final Fantasy Type-0 ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหลังจากตัวเกมวางจำหน่ายได้ประมาณ 1 เดือน ทีมงานก็ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือ Ultimania ว่ากำลังดำเนินการทำตัวเกมเวอร์ชั่นต่างประเทศอยู่ แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา ข่าวความคืบหน้าของการวางจำหน่ายตัวเกมให้กับตลาดตะวันตกก็เงียบหาย สาบสูญ ไม่เคยหลุดออกมาจากปากของ Square Enix ราวกับว่ามันถูกระงับไปแล้วยังไงอย่างงั้น อีกทั้งทางค่ายก็ไม่เคยออกมาแถลงข่าวเปิดตัวเกมดังกล่าวเวอร์ชั่นต่างประเทศอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด

แม้ก่อนหน้านี้จะมีผู้คนบางส่วนได้รวมตัวกันในชื่อกลุ่ม Operation Suzaku เพื่อช่วยกันล่ารายชื่อคนที่จะมาช่วยกันเรียกร้องให้ Square Enix วางจำหน่ายให้กับทางตลาดตะวันตก แต่ก็ไม่เคยมีเสียงตอบรับใดๆ กลับมาจากทางค่าย

ด้วยเหตุนี้ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา สมาชิกของบอร์ด GBATEMP คนหนึ่งในชื่อ SkyBladeCloud ซึ่งเคยมีผลงานแปลเกมเป็นภาษาสเปนอยู่หลายเกม จึงได้เปิดรับสมัครทีมงานที่จะมาช่วยกันแฮ็ค แปล และสร้าง Patch เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษให้กับตัวเกมดังกล่าวขึ้นมา โดยคุณ Sky อ้างว่าก่อนหน้านี้เกมดังกล่าวเคยมี Patch ภาษาจีนออกมาแล้ว โดยใช้ทีมแปล 14 คนและโปรแกรมเมอร์อีก 2 คน และทำเสร็จในเวลาเพียง 3 เดือนเท่านั้น ดังนั้นหากพวกเขารวบรวมจำนวนคนได้ไม่แพ้กัน ก็ย่อมจะสามารถทำได้เช่นเดียวกัน

เวลาผ่านไปประมาณเดือนเศษคุณ Sky ก็ได้อัพโหลดคลิปความคืบหน้าในการทำงานของพวกเขา ตามคลิปที่รับชมได้ด้านบนเนื้อหาข่าว ปัจจุบันทีมงานของเขาก็กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งงานก็คืบหน้าไปได้ด้วยดี

ทว่าล่าสุดเว็บข่าวจอมเสี้ยมอย่าง Kotaku ก็ได้ลงข่าวเรื่องที่ทีมงานของคุณ Sky ได้ช่วยกันดำเนินการสร้าง Patch ภาษาอังกฤษให้กับเกม Final Fantasy Type-0 ซึ่งพวกเขาไม่เพียงแค่ลงข่าว แต่ยังติดต่อไปยัง Square Enix เพื่อสอบถามทางค่ายว่ามีความเห็นยังไงกับแผนการทั้งหมดของแฟนๆ กลุ่มนี้? และจะกระทบกับแผนการใดๆ ของทางค่ายหรือไม่?

ส่วนตัวแล้วผมไม่ อยากให้ Kotaku แจ้งเรื่องนี้กับทาง Square Enix สักเท่าไหร่ เพราะมันก็คือไปจี้ให้ทางค่ายต้องตัดสินใจเลือกว่าจะประกาศยับยั้งสิ่งที่แฟนๆ กำลังทำอยู่ หรือจะปล่อยไป ซึ่งหากทาง Kotaku ไม่ไปแจ้ง ทางค่ายก็ยังแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นได้บ้าง แต่เมื่อ Kotaku ไปแจ้ง ทางค่ายก็จะทำเป็นนิ่งเฉยไม่ได้

ดังนั้นแล้วหากในที่สุด Square Enix จะออกมาประกาศห้ามสิ่งที่กลุ่มของคุณ Sky Cloud ทำอยู่อย่างเป็นทางการ เหมือนกับที่ทางค่ายเคยประกาศห้ามแฟนๆ กลุ่มที่ทำ Chrono Trigger : Crimson Echoes ขึ้นมา พร้อมทั้งขู่ว่าจะดำเนินการทางกฎหมายกับทีมงานของคุณ Sky .....ผมว่าส่วนหนึ่งก็ต้องโทษทาง Kotaku ที่หาเรื่องให้ Square Enix ต้องลงดาบ

ณ ปัจจุบันนี้ทีมงานของคุณ Sky ต่างก็กำลังสาปแช่งนักข่าวของทาง Kotaku โดยพวกเขาแต่ละคนให้ความเห็นว่า

"ไม่อยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำกันมาจนถึงตอนนี้ต้องกลายเป็นขยะ เพราะนักข่าวโง่ๆ คนหนึ่งของ Kotaku ที่ดันไปแจ้ง Square Enix"

"เพราะแบบนี้ไงผมถึงเกลียด Kotaku พวกเขาไม่มีอะไรดีๆ ให้พูด และเมื่อพวกเขาจะพูด พวกเขาก็ไม่สนว่าเรื่องนั้นจะเป็นความลับหรือไม่"

บางคนประชดว่า "หวังว่าพวกเขาจะไม่ลืมเตือนให้คุณครูแจกการบ้านให้กับพวกเราในวันศุกร์นี้" (ประชดว่า Square Enix เป็นคุณครู แล้ว Kotaku เป็นคนเอาเรื่องไม่ดีไปฟ้องครู)

"ขอให้มันเซอร์เวอร์ล่ม"

และในเวลาต่อมา เว็บไซต์อีกมากมายก็แห่กันลงข่าวนี้... ไม่ว่าจะ VG247, PSU, EGMNOW, BLISTERERTHUMBS, Destructoid, SPAZIOGAMES

ตอนนี้ทางทีมงานของคุณ Sky เชื่อว่าสิ่งที่ Square Enix ทำได้คือการขอให้พวกเขาเอาวีดีโอดังกล่าวออก และคงจะขออะไรมากกว่านั้นไม่ได้ในเวลานี้เพราะพวกเขาก็ยังไม่ได้เผยแพร่ไฟล์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ออกมาแต่อย่างใด อีกทั้งพวกเขาก็ไม่ได้เปิดเผยความคืบหน้าในการแฮ็คออกมาด้วย ท่วาพวกเขาก็เชื่อว่าบัดนี้พวกเขากำลังถูก Square Enix จับตาดูอยู่อย่างใกล้ชิด จึงให้ดำเนินการกันอย่างลับๆ และติดต่อกันในช่องทางอื่นที่ไม่ใช่เว็บบอร์ด และทีมงานตัดสินใจกันตั้งแต่แรกแล้วว่า เมื่อทำ Patch เสร็จเมื่อไหร่ก็จะปล่อยออกมาทีเดียว จะไม่ใช้วิธีการทยอยโปรโมตเรียกเสียงฮือฮาสร้างความสนใจ เพราะมันเสี่ยงต่อการโดนสอยร่วงกลางอากาศนั่นเอง

อนึ่ง การละเมิดลิขสิทธิ์นั้นมีด้วยกัน 3 รูปแบบคือ ทำซ้ำ ดัดแปลง และเผยแพร่ ซึ่งทางทีมงานก็บอกว่าพวกเขารู้ดีว่าการทำ Patch นั้นมันละเมิดลิขสิทธิ์ในส่วนของการดัดแปลง

ที่มา : GBATEMP

เว็บไซต์ Operation Suzaku ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางในการเรียกร้องให้ทางค่าย Square Enix ช่วยวางจำหน่ายเกม Final Fantasy Type-0 ให้กับตลาดอเมริกาเหนือและยุโรปนั้น ได้เปิดเผยว่าทางเขาได้รับข้อมูลจากนักพากย์ผู้ไม่ประสงค์จะเปิดเผยนามท่านหนึ่ง ที่อ้างว่าตนเองมีข้อมูลเกี่ยวกับเกมสร้างตัวเกมดังกล่าวภาคภาษาอังกฤษ และพร้อมที่จะเปิดเผย

หลังจากทางเว็บไซต์ Operation Suzaku ได้ตรวจสอบประวัติของนักพากย์ดังกล่าวผ่านทาง Facebook, Twitter และ Google แล้ว ก็เชื่อได้ว่านักพากย์ที่ติดต่อมานั้นเป็นตัวจริง ไม่ใช่พวกแอบอ้าง ยิ่งเมื่อตรวจสอบงานพากย์ที่เขาเคยทำมาก่อนแล้วก็ยิ่งเชื่อได้ว่าข้อมูลที่เขามีอยู่นั้นเป็นความจริง

ดังนั้นในเวลาต่อมา ทางเว็บไซต์ดังกล่าวจึงได้โทรศัพท์คุยกับนักพากย์ดังกล่าวเป็นการส่วนตัวเพื่อขอข้อมูลที่อีกฝ่ายต้องการเปิดเผย บทสนทนาระหว่างทั้งสองฝ่ายนั้นค่อนข้างกระชับ แต่ก็ได้เนื้อหาสาระสำคัญดังนี้

ฝ่ายนักพากย์นั้นได้อ้างว่าเขาได้รับหน้าที่เป็นหนึ่งในผู้พากย์เสียงให้กับตัวละครหนึ่งในเกมนี้ และขอยืนยันว่ากระบวนการสร้างตัวเกมเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษนั้นได้ทำเสร็จไปถึง 90% แล้ว โดยในส่วนของขั้นตอนการบันทึกเสียงพากย์ภาษาอังกฤษนั้น เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2011 (หลังตัวเกมวางจำหน่ายในญี่ปุ่นทันที) ซึ่งก็ได้บันทึกเสียงกันจนเสร็จสิ้นสมบูรณ์ไปแล้ว

ทว่าในช่วงต้นปี 2012 นั้น สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อยอดจำหน่ายเกมและเครื่อง PSP ในตลาดอเมริกานั้นซบเซาลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับ The 3rd Birthday ที่วางจำหน่ายในอเมริกาช่วงต้นที่แล้วก็มียอดขายต่ำเตี้ยจนน่าใจหายเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ทาง Square Enix จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพักเบรคโครงการนี้เอาไว้ ดังนั้นนอกจากบทสัมภาษณ์ที่ถูกลงไว้ในหนังสืออัลติมาเนียของเกมซึ่งวางจำหน่ายช่วงปลายปีที่แล้ว จึงไม่มีเงื่อนงำใดที่บ่งบอกว่าทีมงานได้สร้างตัวเกมเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษขึ้นมาอีกเลย

นักพากย์คนดังกล่าวยังอ้างว่าทาง Square Enix ยังรอเวลาที่แฟนๆ จะร่วมตัวกันแสดงความสนใจในตัวเกมนี้อย่างจริงๆ จังๆ ออกมา ซึ่งก็สอดคล้องกับที่ผู้กำกับเกม คุณ ฮาจิเมะ ทาบาตะ ได้ให้สัมภาษณ์กับทาง GameSpot เมื่อต้นเดือนว่ายังคงรอโอกาสอันเหมาะสมที่จะนำเกมนี้ไปสู่ตลาดอเมริกาและยุโรปอยู่ แต่โดยสรุปแล้ว จากข้อมูลทั้งหมดที่ได้มาทำให้สรุปได้ว่าโปรเจคท์นี้ถูกพักไว้อยู่

นอกจากนี้ทางเว็บไซต์ Operation Suzaku ยังได้ข้อมูลยืนยันจากแหล่งอื่นมาอีกว่า Square Enix เคยพยายามแก้ไขปัญหาเรื่องการวางจำหน่ายให้กับชาติตะวันตกแล้ว แต่ทาง Sony Computer Entertainment เองก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก เมื่อทางค่ายจนปัญญากับทุกหนทางแล้วจริงๆ ถึงต้องตัดสินใจแตะเบรคโครงการดังกล่าวไว้ ซึ่งหากในอนาคตสถานการณ์ต่างๆ ยังไม่เปลี่ยนแปลง ก็เป็นไปได้เหมือนกันว่าการแตะเบรคพักครั้งนี้ จะเป็นการพักไปอย่างถาวร

สุดท้ายนี้ทางเว็บไซต์ Operation Suzaku ก็อยากจะบอกให้แฟนๆ ทุกคนทราบว่าการต่อสู้ของพวกเขานั้นไม่ได้สูญเปล่า ความพยายามของพวกเขานั้นสามารถบรรลุผลได้หากทุกคนร่วมมือกัน จึงขอเชิญแฟนๆ ของ Final Fantasy ทุกคนไปช่วยกันแสดงพลังด้วยการลงชื่อใน หน้าเรียกร้อง และสามารถไปติดตามความคืบหน้าได้ที่ทาง Facebook และ Twitter

ทั้งหมดที่ว่ามานี้ก็สอดคล้องกับสิ่งที่ทาง FFplanet และ Andriasang เคยคาดการเอาไว้ว่า ทางค่ายน่าจะมีทำตัวเกมเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษไปบ้างแหละ แต่เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ของดตลาด PSP ในอเมริกาที่เดี้ยงไปเรียบร้อยแล้ว จึงเป็นเหตุให้ทางค่ายตัดสินใจพักโครงการดังกล่าวเอาไว้ก่อน แต่จะเป็นแค่การพักชั่วคราว... หรือจะพักไปเลยอย่างถาวร.... ผู้ที่จะให้คำตอบไม่ใช่กาลเวลาหรือฟ้าดิน แต่เป็นจำนวนแฟนๆ ที่ไปช่วยกันลงชื่อแสดงพลังและเรียกร้องให้ทางค่ายช่วยเข็นเกมดังกล่าวออกมาในอนาคต....

ป.ล. โปรดใช้วิจารณญาณพิจารณาความเป็นไปได้ที่เว็บไซต์ดังกล่าวจะเต้าข่าวหลอก หรือนักพากย์นั้นเป็นพวกแอบอ้าง หรือกรณีที่นักพากย์นั้นจะให้ข้อมูลที่ผิดพลาดมาด้วย....

ที่มา : Operation Suzaku

เว็บไซต์ FFDream ได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณ จูเลียน เมอร์ซีรอน ผู้กำกับด้านเทคโนโลยีระดับสากล จาก Square Enix ที่ไปร่วมงาน Paris Games Week ที่ฝรั่งเศส ซึ่งในโอกาสนี้ทางเว็บไซต์ FFDream ก็ได้สัมภาษณ์เรื่องความคืบหน้าของเกมต่างๆ จากคุณจูเลียนมาดังนี้

FFD : สวัสดีครับจูเลียน ดีใจที่เราได้เจอกันอีกเป็นครั้งที่สองแล้ว เราเคยเจอกันมาก่อนที่งาน Japan Expo ที่มีการนำ Agni's Philosophy ไปเปิดเผยต่อหน้าสาธารณะ จนถึงวันนี้ก็ผ่้านมา 4 เดือนแล้ว คุณเป็นยังไงบ้าง?

จูเลียน : สบายดีมาก ผมดีใจที่ได้มาร่วมงานนี้ซึ่งก็มี Hitman และ Tomb Raider มาด้วย จากที่ครั้งก่อนเราได้คุยกันเรื่อง Kingdom Hearts และ Final Fantasy ผมก็ดีใจที่ได้มีโอกาสนำเสนอ IP (ทรัพย์สินทางปัญญา) หลายๆ ชิ้นนะ

FFD : น่าสนใจมากครับ ว่าด้วยเรื่องของ Sleeping Dogs ผมว่าคุณต้องไม่คาดคิดมาก่อนว่ามันจะประสบความสำเร็จมากขนาดนี้ และจะมีผู้สนใจมากมายขนาดนี้ใช่มั้ย?

จูเลียน : ผมบอกได้เลยว่าในบริษัทเราเองก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน ผมมีส่วนร่วมกับทีมเล็กน้อย คอยช่วยเขาทำงานด้านเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาเกมให้เป็นไปแนวทางที่พวกเขาต้องการ ผมว่าเราสามารถแยกจุดแข็งและจุดอ่อนของเกมได้ และในบางแห่ง บางสังคม มันก็น่าแปลกใจที่เสียงตอบรับจากสังคมออกมาค่อนข้างดี ในส่วนของผมเอง ผมก็สบายใจได้เพราะทีม United Front Games มีบุคลากรที่มีพรสวรรค์มากมาย  ผมจึงรู้สึกดีใจกับเสียงตอบรับของเกม

FFD : ขณะที่ทางญี่ปุ่นได้ฉลองการวางจำหน่าย Final Fantasy Type-0 ครบรอบ 1 ปีไปเมื่อ 3 วันก่อน ตอนนี้มีปฏิบัติการณ์ที่ชื่อว่า Operation Suzaku ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ทางค่ายนำเกมนี้มาสู่ชาวตะวันตก ผมอยากจะถามง่ายๆ ว่า "มันจะได้ออกมาบน PS Vita มั้ย?" นี่แหละคือสิ่งที่เราอยากรู้!

จูเลียน : เป็นคำถามที่ดีนะ (หัวเราะ) ผมจำได้ว่าครั้งก่อนที่เราคุยกันเรื่อง FFVII คุณถามผมว่าผมอยากจะรีเมคมั้ย ผมตอบไปว่า "ส่วนตัวแล้วก็ใช่นะ" สำหรับกรณีของ Type-0 ในคราวนี้ ผมก็คงจะตอบอย่างเดียวกัน ผมก็อยากให้มันเป็นแบบนั้นเหมือนกัน แต่งานของผมคืองานด้านเทคโนโลยี ผมไม่มีสิทธิที่จะตัดสินใจ การตัดสินใจนั้นเป็นงานของคนอื่นต่างหาก ซึ่งผมก็หวังว่ามันจะได้เกิดขึ้น ผมได้เล่นตัวเกมภาคญี่ปุ่นไปแล้ว และผมก็สนุกกับมันมาก (หัวเราะ) ผมก็หวังว่าคนอื่นจะทำแบบเดียวกันนะ

FFD : ไม่กี่เดือนก่อนมีข่าวลือจากเว็บ Kotaku เรื่อง Final Fantasy Versus XIII  ซึ่งเราก็ได้รับการยืนยันในภายหลังว่าตัวเกมยังอยู่ระหว่างการพัฒนา คุณโยอิจิว่าดะก็ยังพูดว่า "ไม่ต้องห่วง งานมันก็ยังคงเดินไปตามเส้นทางของมัน" คุณบอกเราได้มั้ยว่าจะมีการเปิดเผยข้อมูลของ Versus XIII ในเร็วๆ นี้หรือไม่?

จูเลียน : วาดะซังพูดถูกแล้วที่ว่า "งานมันยังคงเดินไปตามเส้นทางของมัน" ทั้งวาดะซังและผมต่างก็ทำงานหนักกับทีมที่ตั้งเป้าหมายไว้สูงมาก! แล้วผมว่าเป้าหมายของโปรเจคท์นี้มันค่อนข้างสูงซับซ้อนยากที่จะไปถึง แต่กระนั้น โยอิจิ วาดะก็จะพยายามผลักดันทีมและโปรเจคท์นี้ให้ไปได้ไกลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พวกเราทุกคนจึงทำงานหนักกันอย่างเต็มที่เพื่อช่วยทีมของเขาทำทุกอย่างให้ได้ตามที่ต้องการ ผมว่าเมื่อถึงเวลาที่เราสามารถเปิดเผยข้อมูลได้แล้ว ผู้คนต่างจะต้องดีใจที่ได้อดทนรอกันมา!

FFD : ยอดไปเลยครับ! ต่อไปก็ขอถามอะไรเล็กน้อยเกี่ยวกับ Final Fantasy XIV ที่ได้กลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง เราทราบมาว่าทีมงานได้เอาองค์ประกอบจาก FF ภาคก่อนๆ มารวมอยู่ด้วย (เช่น หอคอยคริสตัล โกลด์ซอเซอร์) คุณคิดว่าอารมณ์ร่วมเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากสำหรับ MMORPG ใช่มั้ย?

จูเลียน : ผมให้ความเคารพโยชิดะซังเป็นอย่างมาก (ผู้กำกับ FFXIV คนปัจจุบัน) ผมว่าสิ่งที่เขาทำกับ FFXIV นั้นเป็นสิ่งที่น้อยคนนักที่จะทำได้ เราต่างรู้ประวัติของโปรเจคท์นี้กันดี เราต่างรู้ถึงความยุ่งยากที่เขาต้องเผชิญ ผมว่าโยชิดะซังได้ทำในสิ่งที่ไม่มีใครในโตเกียวสามารถทำได้อีกแล้ว! ผมว่ามันเป็นงานที่มีคุณภาพสูงมาก และก็ต้องขอบคุณเขาที่ทำให้โปรเจคท์นี้ไม่เพียงได้เกิดใหม่บน PC แต่ยังได้ปรากฏบนเครื่องอื่นด้วย การบริหารที่ดีเป็นสิ่งที่ช่วยโปรเจคท์นี้มาก ผมเองก็สนิทสนมกับเขา และที่สำคัญเลยคือผมต้องเชื่อมั่น (หัวเราะ) เพราะเราได้ลงทุนกับมันไปมาก ความเป็นผู้นำของเขาได้เป็นกำลังใจให้ผมอย่างดีเยี่ยม นี่ไม่ใช่เรื่องราวที่จะมีคนญี่ปุ่นเพียงเท่านั้นที่เชื่อ แต่พวกเราที่อยู่นอกญี่ปุ่นก็เชื่อและต่างทุ่มเทให้กับเกมนี้ ประสบการณ์ที่คุณโยชิดะตั้งใจจะมอบให้นั้น จะแตกต่างจาก Final Fantasy XIV ที่ออกมาแล้วอย่างแน่นอน

FFD : โอเค เราได้คุยเรื่อง Final Fantasy Versus XIII ไปแล้วงั้นตอนนี้มาคุยเรื่อง Ligntning Returns -Final Fantasy XIII- กันบ้าง มันน่าประหลาดใจมากที่เราได้มาถึงเนื้อเรื่องตอนที่ 3 ของไลท์นิ่ง ตัวละครที่มีสเน่ห์และเป็นที่รักยิ่งของแฟนๆ กันแล้ว ว่ากันในด้านของเทคโนโลยีในการพัฒนา โปรเจคท์นี้มี Final Fantasy Versus XIII เป็นต้นแบบใช่รึเปล่า?

จูเลียน : ใช่แล้วในด้านของเทคโนโลยีในการพัฒนา คุณเข้าใจถูกแล้ว แต่ในด้านของครีเอทีฟ โปรเจคท์นี้มีธรรมชาติที่ค่อนข้างแตกต่างออกไป และจะมีการเอาองค์ประกอบด้านเกมเพลย์และการออกแบบต่างๆ จากซีรียส์ FFXIII มารวมเข้าไว้ด้วยกัน แต่ก็มีองค์ประกอบอีกมากมายที่เป็นลักษณะเฉพาะของมันเอง ซึ่งโทริยามะซังและคิตาเสะซังต่างก็พยายามจะทำให้แตกต่างจากที่ผ่านมา ตอนที่ผมไปโตเกียวอีกครั้ง ผมก็มีส่วนทำงานให้กับทีมนี้เป็นอย่างมาก ตอนนี้โปรเจคท์เราก้าวหน้าไปมาก แล้วก็กำลังทำการทดลอง พร้อมรับคำแนะนำจากภายนอกในการกำหนดทิศทางของโปรเจคท์ เนื่องจากภาคนี้จะเป็นตอนที่มีโดดเด่นแตกต่างไปจากโลกของ XIII แต่ผมก็เห็นว่าการได้พยายามส่งมอบประสบการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจให้ผู้เล่นนั้นก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจทีเดียว

FFD : Agni's Philosophy ที่ได้เผยโฉมตั้งแต่มิถุนายนที่ผ่านมาได้รับความนิยมอย่างมาก จากนั้นก็มีการนำไปแสดงต่อหน้าสาธารณะในอีกหลายวาระ ว่ากันว่าคุณอาจจะทำเดโมตัวใหม่มาโชว์ในเดือนมิถุนายนปีหน้า โดยอาจจะเป็นบนเครื่องคอนโซลตัวใหม่รึเปล่า?

จูเลียน : ประมาณเดือนมิถุนายนปีหน้า อาจจะมีอะไรบางอย่างที่แตกต่างออกไปเกิดขึ้นกับ Agni's Philosophy ที่เราเคยนำเสนอ บางทีมันอาจจะเป็นการปรากฏตัวบนเครื่องอื่นนอกจากเครื่อง (PC) ที่เราเคยนำเสนอไปก่อนหน้า ผมไม่สามารถพูดอะไรได้มาก แต่ผมบอกได้เพียงแค่ว่า...

FFD : ...ว่าไม่ใช่ทั้งบน PS3 และ Xbox 360!?

จูเลียน : ผมบอกได้เพียงแค่ว่ามันจะไม่ได้ปรากฏตัวแค่บน PC แน่นอน

FFD : ยอดไปเลยที่ได้รู้แบบนี้ จูเลียนครับ เราจะถามคำถามสุดท้ายแล้ว ง่ายๆ เลยว่าเกมใดบ้างที่คุณอยากจะเล่นในปี 2013? จะเป็นเกมนอก Square Enix ก็ได้ จะเป็นของ Konami หรือ Ubisoft ก็ได้ คุณอยากเล่นเกมไหนครับ?

จูเลียน : ตอนนี้ส่วนตัวแล้วผมสนใจแนว Open World หรือ Sand Box ว่าด้วยเหตุผลของเกมเมอร์ก็คือผมชอบเกมแนวนี้  แต่ถ้าว่าด้วยเหตุผลของวิชาชีพ ผมคิดว่า IP ประเภทนี้มันเป็นการเปิดโลกกว้างอันมีระบบการเล่าเรื่องที่ไม่เป็นเส้นตรง ฉะนั้นในปีหน้า เมื่อเพื่อนของเราอย่าง Take-Two, Rockstar, GTA V ออกมาแล้ว ผมจัดแน่นอน! แล้วผมก็จะเล่นเกมพวก Open World, Sand Box ทั้งหมด เพราะผมอยากรู้ว่าผู้พัฒนาเกมและผู้เล่นมีความรักชอบ มีความเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็น Open World และ Sandbox อย่างไร ปีนี้ผมได้คลั่งไคล้ใน Skyrim อย่างหนักไปแล้ว ซึ่งมันก็ทำให้พวกเรารู้สึกสนใจกันอย่างล้นหลาม ก็อย่างที่รู้กันว่าพวกเราเองก็มีแฟรนไชส์อยู่มากมาย คงจะดีไม่น้อยหากเราทำให้มันเป็น Open World มากขึ้น และมีการเล่าเรื่องเป็นเส้นตรงที่น้อยลง ด้วยระดับของเทคโนโลยีที่มี เราต้องมุ่งหน้าไปยังทิศทางนี้แหละ

FFD : เหล่านี้คือสิ่งที่ให้ไอเดียใหม่สำหรับการพัฒนาซีรียส์ต่อไปในอนาคตว่างั้นเถอะ?

จูเลียน : ชัวร์ป้าบ!

FFD : แล้วเจอกันอีกทีใน E3 ใช่มั้ย?

จูเลียน : แน่นอน!

ป.ล. เมื่อ 4 เดือนก่อน คุณจูเลียนนี่แหละที่เป็นคนหลุดปากพูดออกมาคนแรกว่าทางค่ายกำลังใช้ Crystal Tools สร้าง KH กันอยู่.... : อ้างอิง

ที่มา : FFDream