Ivalice-Alliance

จดหมายถึงผู้สัญจร

posted on 15 Oct 2006 22:55 by ffplanet  in Ivalice-Alliance

*แปลจากข้อมูลจริงในเกมนะครับ

จดหมายถึงผู้สัญจร

พูลาเนียที่รัก

การตรวจสอบอย่างละเอียดและการมานะพยายามแปลเอกสารที่เธอส่งให้ฉันเมื่อสองสัปดาห์ก่อนได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ฉันจะรีบส่งผลสรุปกลับไปให้เธอโดยเร็วที่สุด เอกสารปริศนานี้คาดว่าคงถูกเขียนขึ้นตั้งแต่ครั้งโบราณกาล มันได้สร้างความลำบากเล็กน้อยให้กับผู้แปลที่มีสายตาเฉียบคมอย่างฉัน

เอกสารฉบับนั้นไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าบันทึกประจำวันของช่างประดิษฐ์อาวุธในสมัยโบราณ ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องในบันทึกจะเป็นเรื่องจริงหรือเป็นเพียงแค่นิยาย แต่ฉันสงสัยว่าน่าจะเป็นอย่างหลัง

ฉันจะกลั้นใจรอการกลับมาของเธออย่างช้าๆ โอกาสหน้าขอให้เธอนำอะไรที่ท้าทายกว่านี้มาให้ฉันก็ได้ ฉันคาดหวังเช่นนั้นอยู่เสมอ

ยอดรักของเธอ

ฟาร์ริสเตอร์ นักโบราณคดี

บันทึกแผนการ 1

12/24/27

มีคำขอจากลูกค้า อยากให้ช่วยประดิษฐ์สิ่งที่สามารถล้มอสูรกาย...หรือว่าปิศาจ...หรือว่า !&c (ช่างมันเถอะ) ฉันคงไม่คิดที่จะถามเขาว่าเขาต้องการมันไปปราบตัวอะไร เพราะนั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ

ไม่ใช่ว่าสิ่งประดิษฐ์จะเป็นอย่างไรก็ได้ ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการ ฉันก็ต้องสร้างมันในรูปแบบที่เป็นสมัยนิยม และมีเสน่ห์พอที่จะกระตุ้นความละโมบของลูกค้าได้ บางที...ฉันอาจต้องสร้างมันในรูปแบบของหีบกล่อง

19/26/27

โปรโตไทป์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันแอบสร้างมันอย่างลับๆโดยไม่ให้ผู้ช่วยของฉันรู้ ทันทีที่เขาได้เห็นมันเขาก็ช็อคและตกอยู่ในความตื่นตะลึงในทันที ตอนนี้ฉันจึงเหลือเพียงแค่การคิดวิธีโจมตีแบบเท่ห์ๆให้มันเท่านั้น

บันทึกแผนการ 2

29/26/27

ส่งงานเรียบร้อย

1/27/27

ได้รับการต่อว่าจากลูกค้า แท้จริงแล้วเป้าหมายที่เขาจะเอาไปสู้ด้วยนั้นคือมังกรที่ทรงพลัง แล้วทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้ละเฟ้ย! ช่างเถอะยังไงฉันก็ว่าอะไรลูกค้าไม่ได้อยู่แล้ว ท่ามกลางเข่าที่งอและคอที่ตกด้วยความผิดหวังและอ่อนล้า ฉันต้องบวกค่าต้นทุนสินค้าและค่าใช้จ่ายเพิ่มลงไปในบัญชี สำหรับการที่ต้องคืนเงินให้ลูกค้า

ฉันจะไม่มีวันลืมเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างเด็ดขาด

5/27/27

ทำอย่างไรถึงจะสามารถเอาชนะสิ่งที่ไม่สามารถเอาชนะได้ๆ?

ฉันคิดว่า...มืดแปดด้าน

บันทึกแผนการ 3

6/28/27

ร้อน...ร้อนจนแทบทนไม่ได้ ฉันว่าฤดูนี้เป็นฤดูที่ไม่น่าอยู่ที่สุด ท่ามกลางสภาพเช่นนั้น ฉันได้คิดค้นแผนสำหรับโปรเจคท์ใหม่ขึ้นมาได้ ถ้าเราไม่รู้กำลังของศัตรู สิ่งแรกที่เราต้องทำก็คือการตรวจสอบศัตรู เราถึงจะได้รับพลังที่จำในการกำจัดศัตรูมา ใช่แล้ว! อาวุธของฉันจะต้องเป็นสิ่งที่เรียนรู้และเติบโตได้!

16/29/27

เริ่มขึ้นโครงร่างของสิ่งประดิษฐ์ชิ้นใหม่ แท้จริงแล้วต้องบอกว่าฉันไม่ได้สร้างมันด้วยตัวของฉันเอง ฉันจะสร้างมันให้มีชีวิต และทุกสิ่งมีชีวิตก็ต้องมีแม่ ตัวแม่นั่นแหละคือสิ่งที่ฉันกำลังจะสร้างต่อไป

14/30/27

สร้างตัวแม่เสร็จเรียบร้อยมันกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆเพื่อที่จะออกลูกออกหลานต่อไป ทุกๆวันเธอจะให้กำเนิดตัวอ่อนของอาวุธเล็กๆ ตัวของพวกมันเองจะมีรูปเป็นหีบกล่องเหมือนแม่ของมันไม่มีผิด นี่ก็เหมือนกับการวางไข่ คนที่มาเห็นจะต้องเป็นบ้าแน่ๆแต่มันก็ดูน่าหลงใหลทีเดียว ในไม่ช้าห้องทดลองของฉันคงจะเต็มไปด้วยเจ้าหีบกล่องพวกนี้ สงสัยว่าฉันต้องนำพวกมันไปเก็บบ้างซะแล้ว

บันทึกแผนการ 4

29/30/27

และแล้วฉันก็ได้ดูการต่อสู้ที่เกิดขึ้นระหว่างสิ่งประดิษฐ์ของฉันกับศัตรูผ่านคริสตัลที่ผนึกอยู่ในร่างของเหล่าเจ้าพวกหีบกล่องตัวหนึ่ง ต้องบอกว่ามันเป็นมังกรที่มีขนาดใหญ่เหลือเชื่ออย่างแท้จริง! แม้ว่าการโจมตีของสิ่งประดิษฐ์ของฉันจะเป็นของจริง แต่เจ้าสิ่งมีชีวิตตัวนี้ก็ไม่ได้ด้อยกว่ามันเลย ฉันตัวสั่นระริกด้วยความตื่นเต้นและครุ่นคิดว่าจะต้องรอคอยการเติบโตของมันอีกนานแค่ไหนก่อนที่จะให้มันไปแสดงความสามารถที่แท้จริงในเดธแมตช์นี้

1/31/27

ได้รับการต่อว่าจากลูกค้า แกกล้าปล่อยให้เจ้าตัวที่แพ้แล้วหนีไปได้อย่างไร? อะไรทำนองนั้น ฉันเรียบเรียงคำพูดอธิบายให้เขาฟังว่าเวลาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเรียนรู้วิธีที่จะเอาชนะมันได้ ลูกค้าของฉันฟังแล้วก็รู้สึกเหมือนได้ยินตลกร้าย เขาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟทันที ช่างเป็นคนที่ไม่มีเหตุผลเลย แย่จริงๆ!

ฉันรู้สึกขมขื่นกับเหตุการณ์นี้มาก ฉันจึงถอนตัวจากงานนี้ ทว่าตอนที่ชั้นได้ย่องลงไปที่ห้องใต้ดินของลูกค้านั่นเองฉันก็ได้พบเจ้าตัวแม่ที่ยังอ่อนวัยอยู่ที่นั่น อีกไม่กี่ปีเขาจะต้องประหลาดใจแน่

5/31/27

ฉันไม่รู้ว่าเจ้า Mark XII หายไปไหน? ทั้งคริสตัลที่ใช้สอดแนมและเครื่องส่งสัญญาณต่างก็พังไปในการต่อสู้แล้ว ฉันได้แต่คาดการณ์ว่ามันคงจะหนีไปกบดานอยู่ในที่ๆมีมิสท์หนาแน่น เพื่อที่มิสท์จะได้ช่วยทำให้มันเติบโตได้ต่อไป ฉันหวังว่ามันคงจะโชคดี!

(นี่เป็นบันทึกสุดท้าย)

บันทึกของบัลแฟรย์

posted on 12 Oct 2006 22:17 by ffplanet  in Ivalice-Alliance

วันที่ xx เดือน xx ศักราชวาเลนเดียนเก่าที่ 708

เมื่อคืนนี้มีเรื่องอัปมงคลเกิดขึ้นกับชีวิตฉันมากมาย เพียงเพราะความละโมบต่อหินเพียงก้อนเดียว ทำให้ฉันต้องเข้าไปนอนในเรือนจำตั้งหนึ่งคืน

ฉันกับฟรานวางแผนที่จะลอบเข้าไปในพระราชวังราบานัสต้าในค่ำคืนแห่งการเลี้ยงฉลอง เราทั้งสองต่างเชื่อว่าจักรวรรดิคงกำลังเพ่งความสนใจไปที่การรับมือกลุ่มต่อต้าน พร้อมกับที่ต้องจัดงานเลี้ยงฉลองอย่างไม่ให้เป็นพิรุธไปด้วย นั่นจึงทำให้การป้องกันปัญหาเล็กๆอย่างเรื่องการโจรกรรมสมบัติอ่อนแอลง และนั่นก็เป็นโอกาสทองที่ฉันจะได้ลอบเข้าไปในห้องเก็บสมบัติของราชวงศ์ได้

โชคร้ายที่คนที่คิดแบบฉันไม่ได้มีเพียงแค่คนเดียว ที่ห้องเก็บสมบัตินั่นเองฉันก็ได้พบกับ วาน เจ้าโจรกระจอกที่บังอาจตัดหน้าขโมยสมบัติที่ฉันหมายปองอยู่ไปได้ก่อน เจ้านั่นออกจะดูโง่ๆเซ่อๆ แต่ก็เป็นคนดีไม่น่าจะมีลับลมคมนัยอะไร

ฉันวิ่งไล่จับเจ้าวานอยู่พักนึงเพื่อบอกให้บอกให้มันยอมส่งสมบัติชิ้นนั้นมาแต่โดยดี ระหว่างนั้นเองสิ่งที่ฉันคาดการณ์ไว้ก็เกิดขึ้น กลุ่มต่อต้านได้ปรากฏตัวขึ้นมา พวกเขาแบ่งกำลังออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งก่อจลาจลอยู่ด้านนอกเพื่อล่อพวกทหารยามที่อยู่ด้านในวังออกมา ขณะที่อีกส่วนหนึ่งก็ลอบเข้าไปสังหารเวย์น เจ้ากงสุลคนใหม่ผู้มาจากอาร์เคเดีย แต่ดูเหมือนว่าฝ่ายที่ติดกับจะเป็นเจ้าพวกกลุ่มต่อต้านเสียเอง เวย์นน่ะจงใจใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อเจ้าพวกกลุ่มต่อต้านให้ปรากฏตัวออกมาตั้งแต่แรกแล้ว ขณะที่เขาเองก็เตรียมยานรบอิฟรีทและกองกำลังเอาไว้ปราบพวกกลุ่มต่อต้าน งานนี้จัดจ์มาสเตอร์อย่างกาบรัสก็มาร่วมงานกับเขาด้วย

เมื่อกลุ่มต่อต้านปรากฏตัวขึ้นมา เวย์นก็เรียกยานรบอิฟรีทที่ซุ่มอยู่ให้ออกมาจัดการกับเจ้าพวกที่อยู่นอกวัง ส่วนพวกที่ลอบเข้าไปในวังแล้วก็ล้วนโดนกองกำลังของเวย์นจัดการซะเรียบ ช่างเป็นแผนที่สิ้นคิดแท้ๆ

ฉันกับฟรานไม่สามารถหลบหนีด้วยยานได้ ถึงบินขึ้นฟ้าไปเราก็คงจะโดนอิฟรีทสอยล่วงลงมา อีกทั้งยานก็ดันมาเสียพอดี เมื่อไม่มีทางเลือกฉันจึงต้องจำใจเดินฝ่าทางระบายน้ำไปพร้อมๆกับวาน

วานพยายามที่จะแบกพวกผู้ต่อต้านที่บาดเจ็บขึ้นหลังไปด้วย แต่ว่าฉันห้ามมันไว้ ฉันคิดว่าลำพังแค่การที่เราจะหลบหนีออกไปจากทางน้ำใต้ดินได้อย่างปลอดภัยก็มีน้อยอยู่แล้ว ขืนแบกคนเจ็บขึ้นหลังไปด้วย การเดินทางของเราก็จะยิ่งช้าลง โอกาสรอดก็จะยิ่งมีน้อยลงไปใหญ่

และแล้วคราวเคราะห์ก็มาถึง ระหว่างที่พวกเรากำลังหาทางออกอยู่นั่นเอง ฉันก็ได้มาเจอกับสมาชิกของกลุ่มต่อต้านคนหนึ่ง เธอบอกว่าเธอมีชื่อว่าอามาเลีย หน้าตาท่าทางเธอก็ไม่เลวหรอกนะ ดูเหมือนพวกชนชั้นสูงเลย น่าเสียดายที่ถึงแม้ว่าเธอจะงดงามเพียงใด แต่เธอก็ไม่ฉลาดพอแถมยังหยิ่งกว่าที่ฉันคิดไว้มาก ทว่ามันก็เป็นเรื่องธรรมดาของพวกคุณหญิงคุณชายส่วนใหญ่ น่าสงสัยจริงว่าแท้จริงแล้วเธอเป็นใครกันแน่?

ตัวฉันเองไม่อยากจะตัวเข้าไปยุ่งกับปัญหา และก็ไม่อยากจะให้ใครเข้าใจผิดว่าฉันเป็นพวกเดียวกับกลุ่มต่อต้าน เพราะนั่นอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้ค่าหัวของฉันเพิ่มขึ้น ดังนั้นฉันจึงไม่ต้องการที่จะรวมเดินทางไปกับเธอ แต่ว่าดูเหมือนว่าจะไม่มีทางเลือกสำหรับฉัน เจ้าวานดันชวนเธอให้เดินทางไปด้วยกัน ตัวเธอเองทำท่าทำทางขยะแขยงพวกเราเป็นอย่างมาก แต่สุดท้ายเธอก็ยอมร่วมเดินทางไปกับเรา (อย่างสุดแสนจะเต็มใจ)

พวกเราเดินทางต่อมาด้วยกันจนอุตส่าห์มาถึงปากทางออกจากทางน้ำใต้ดินแล้วแท้ๆ แต่ฉันกับต้องเจอโชคชั้นที่สาม เมื่ออัคคีเทพได้ปรากฏตัวขึ้นมาต่อหน้าพวกเรา ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่ากันมาว่าเมื่อครั้งที่มนุษย์เลิกที่จะนับถือไฟในฐานะสิ่งศักดิสิทธิ์ หากแต่นำมันมาใช้เพื่อฆ่าฟันกันในยามสงคราม นั่นเป็นเหตุที่ทำให้อัคคีเทพโกรธเกรี้ยวและปรากฏตัวขึ้นมาเข่นฆ่ามนุษย์ภายใต้รูปลักษณ์ของม้าตัวผู้ที่โตเต็มวัย ทั่วร่างของมันนั้นถูกปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงที่ไม่สามารถหาค่าความร้อนได้

ว่ากันว่านานทีปีหนเท่านั้นที่อัคคีเทพจะปรากฏตัวขึ้นที่ทางน้ำใต้ดินแห่งนี้ ถ้าเช่นนั้นวันนี้ก็คงเป็นคราวซวยของฉันสินะ ที่ทำให้ฉันได้พบกับมัน

เราเสียเวลาสู้กับอัคคีเทพเป็นเวลานาน แม้ว่าฉันจะสามารถขับไล่มันไปได้ แต่พวกจักรวรรดิก็ตามเรามาทัน สุดท้ายแล้วทุกคนจึงถูกจับข้อหาร่วมกันปล้นสมบัติในวัง ในตอนนั้นนั่นเองที่อามาเลียได้สร้างความประทับใจขึ้นมาให้ฉันนิดนึง เธอตวาดใส่พวกจักรวรรดิอย่างไม่เกรงกลัวว่าให้ปล่อยพวกฉันไปเพราะพวกฉันไม่ได้รู้เห็นอะไร แต่ว่าความประทับใจของฉันก็ต้องมลายไปในเสี้ยววินาที เมื่อประโยคต่อมาที่เธอพูดคือ อย่ารบกวน!! ข้ากำลังใช้ความคิด!!

คืนนั้น ฉัน ฟราน และวาน ถูกจับตัวมาที่เรือนจำใต้ดินของเมืองนัลบิน่า ตัวฉันเองไม่ได้พิศวาสอะไรที่แห่งนี้เท่าไหร่ จึงอยากจะออกไปจากที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุด การแหกคุกอาจจะเป็นเรื่องที่ยากสำหรับมนุษย์อย่างฉัน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับฟราน ฉันไม่แปลกใจเลยที่ไม่ได้เห็นวิเอร่าแม้แต่คนเดียวในคุกนี้ เดิมทีนั้นเผ่าวิเอร่าที่ออกมาผจญโลกภายนอกก็มีน้อยอยู่แล้ว คงเป็นเรื่องแปลกน่าดูหากจะมีวิเอร่าถูกจับมาขังคุกแห่งนี้ เผ่าวิเอร่าน่ะเป็นเผ่าที่มีพลังและสติปัญญาสูงที่สุดในบรรดาทุกเผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่บนดินแดนอิวาลิซ เป็นเรื่องยากที่เผ่าอื่นจะสามารถประเมินพลังของวิเอร่าออกมาได้ และแน่นอนว่าคุกกระจอกๆที่ถูกสร้างด้วยน้ำมือของเผ่าอื่นๆ ย่อมไม่สามารถจะจองจำวิเอร่าให้อยู่ในคุกแห่งนี้ได้ (ถ้าคุกนี้ถูกสร้างด้วยฝีมือของวิเอร่าก็ว่าไปอย่าง แต่ปกติวิเอร่าน่ะไม่ร่วมมือกับมนุษย์อยู่แล้ว) ไม่ใช่ว่าการป้องกันของคุกไม่ดีพอหรอก พวกเราไม่ได้ใช้กำลังในการหนีออกมาอย่างซื่อๆ หากแต่ใช้สติปัญญาและจมูกอันเฉียบแหลมของฟราน ในการค้นหาทางออกที่ๆคงไม่มีใครคาดถึงกัน

ระหว่างการแหกคุก ฉันได้เจอจัดจ์มาสเตอร์กาบรัส โชคดีที่มันไม่เห็นฉัน และฉันก็คิดว่าฉันไม่ควรจะมาเสียเวลากับมัน นอกจากนี้ฉันยังได้เจอกับบาช อดีตแม่ทัพของดัลมัสก้าที่ทุกวันนี้ถูกเรียกว่าคนทรยศไปแล้ว แต่จะไปว่าเขาแบบนั้นก็ไม่ได้เพราะฉันเองก็ไม่ได้เห็นเขาฆ่าใครด้วยตาของฉันเอง

วานอาละวาดทันทีที่เห็นบาช ฉันได้ยินว่าพี่ชายของหมอนั่นตายในสงคราม หมอนั่นปักใจเชื่อว่าบาชเป็นต้นเหตุที่ทำให้พี่ของมันตาย แต่ฉันมองว่าวานมันก็แค่อยากจะหาใครซักคนเป็นแพะรับบาปให้กับการจากไปของพี่ชายของมันก็เท่านั้นเอง ฉันหวังว่าซักวันนึงหมอนั่นคงรู้สึกตัว และสามารถปล่อยให้เรื่องในอดีตเป็นเพียงเรื่องที่จบไปแล้วได้

ท่านแม่ทัพพยายามอธิบายให้ทุกคนฟังว่าเขาไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับการตายของราชาแห่งดัลมัสก้า คนที่เป็นคนสังหารราชารามินัสคือฝาแฝดของบาชต่างหาก ฟังดูน่าเหลือเชื่อมั้ยล่ะ!?

พวกเราหลบหนีออกมาจากคุกผ่านเส้นทางใต้ดินบัลไฮม์ เมื่อมาถึงปากทางออกฉันก็ได้เจอกับมิมิคควีนสิ่งมีชีวิตสุดอันตรายที่มีชีวิตอยู่มานานนับร้อยปี ฉันเคยได้ยินมาว่ามันยังสามารถออกลูกได้ถึงวันละร้อยตัวอีกด้วย ตกลงว่ามันเป็นกบหรือเป็นตัวอะไรเนี่ย?

ทุกคนร่วมมือกันจัดการกับมิมิคควีนได้อย่างงดงาม แต่ว่าก็เกิดการระเบิดขึ้นทำให้พวกเราต้องรีบหนีออกมาโดยเร็ว สุดท้ายแล้วทางเข้าทางใต้ดินบัลไฮม์ถึงถูกหินถล่มและปิดตายลง ตอนแรกฉันคิดว่าคงไม่เป็นไร แต่เมื่อฉันได้ยินว่ามีคนยังติดอยู่ในนั้น ฉันก็เริ่มรู้สึกผิดขึ้นมา แต่ว่าจะทำไงได้ล่ะ ทั้งหมดนี้มันเป็นเพราะเจ้าศิลาอัปมงคลที่ฉันอยากได้นักอยากได้หนาแท้ๆ

เมื่อกลับมาถึงเมืองราบานัสต้าได้อย่างปลอดภัย ฉันจึงล่ำลากับบาช วานถามฉันว่าแล้วจะเอายังไงกับเจ้าหินอัปมงคลนั่น ทั้งๆที่เจ้านั่นก็อยากได้หินนั่นจนตัวสั่นแล้วแท้ๆ แต่กลับมาถามว่าฉันอยากได้มั้ย? ฉันล่ะไม่เข้าใจมันจริงๆ แต่เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ฉันเห็นว่าเจ้านั่นมีความดีความชอบ จะให้หินอัปมงคลนั่นเป็นของรางวัลตอบแทนเล็กๆน้อยเพื่อให้มันนำไปขายเป็นเงินแล้วพาแฟนของมันไปเลี้ยงอาหารค่ำ ก็คงไม่เสียหายอะไร

สลัดอากาศ บัลแฟรย์
โบยบินอย่างเสรีทุกที่เมื่อใจใฝ่หา

Note* [ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ผมแต่งขึ้นนะครับ]

เมื่อหลายพันปีก่อนประภาคารริเดิ้ลอาน่าเป็นที่ๆมีมิสท์ปกคลุมอยู่อย่างหนาแน่นมากที่สุดในโลก เหล่าโอควิเลียที่ต้องการจะใช้ประโยชน์จากมิสท์พวกนั้นในการสร้างศิลาอาถรรพ์ จึงได้เอารังไหมสุริยเทพไปเก็บซ่อนไว้ที่นั่น เพื่อให้รังไหมค่อยๆดูดกลืนมิสท์ปริมาณมหาศาลที่ล่องลอยอยู่รอบๆเกาะเข้าไป ในขณะที่โอควิเลียเองก็ได้สร้างยัสมัทขึ้นมาเป็นผู้ปกป้องรังไหมจากผู้บุกรุก

ต่อมา เหล่านักสำรวจได้สังเกตได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับระดับความหนาแน่นของมิสท์ที่ริเดิ้ลอาน่า พวกเขาต้องการจะหาสาเหตุของการปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดนี้ ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มออกเดินทางเข้าไปที่นั่นเพื่อค้นหาต้นตอของสาเหตุ แต่พวกเขาก็เจอยัสมัทที่คอยเฝ้าปกป้องรังไหมอยู่ไล่ตะเพิดออกมาอย่างไม่ใยดี

ทว่าหลังจากที่ต้องหนีตายมาจากยัสมัทนั้นแล้ว เหล่านักสำรวจก็ยังคงไม่ละทิ้งความพยายามที่จะค้นหาความจริงของสิ่งที่พวกเขาไม่รู้ให้ได้ ดังนั้นพวกเขาจึงไปจ้างนักประดิษฐ์ผู้มีชื่อโด่งดังให้ช่วยสร้างสุดยอดศาสตราวุธขึ้นมาต่อกรกับเจ้ามังกรเทพตนนั้น

นักประดิษฐ์ได้สร้างสุดยอดศาสตราวุธขึ้นมาต่อกรกับยัสมัทถึงสองครั้ง ครั้งแรกผลงานของเขาถูกมังกรเทพขยี้เละซะไม่เหลือมาด ส่วนครั้งที่สองเขาได้ส่ง Mark XII ออกไปสู้ ซึ่งมันก็โดนถล่มเละซะจนกลับบ้านไม่ถูกทาง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเหล่านักสำรวจจึงได้แต่ตัดใจ

Mk.XII หนีตายจากการต่อสู้ครั้งนั้นมาได้สำเร็จ มันออกเดินทางไปตามหาที่ๆมีมิสท์ปกคลุมอยู่อย่างหนาแน่น เพื่อที่มิสท์เหล่านั้นจะได้ช่วยให้อาวุธที่มีชีวิตอย่างมันสามารถเติบโตได้โดยเร็ว หลังจากนั้นมันก็คอยไปท้าสู้กับยัสมัทใหม่เรื่อยๆ เพื่อเรียนรู้ เพื่อพัฒนาตัวมันเอง จนกว่าจะถึงวันที่มันจะสามารถเอาชนะมังกรเทพเจ้าตนนี้ได้

จนกระทั่งวันหนึ่งที่ Mk.XII ได้เติบโตและแข็งแกร่งขึ้นมาก การเผชิญหน้าระหว่างสุดยอดสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นโดนเทพเจ้า และสุดยอดอารยธรรมโบราณที่ถูกสร้างขึ้นด้วยน้ำมือของมนุษย์จึงได้อุบัติขึ้นที่ริเดิ้ลอาน่าอีกครั้ง Mk.XII ที่มีพลังป้องกันที่สูงส่งสามารถต่อสู้กับยัสมัทได้อย่างสูสี จนกระทั่งเหล่าโอควิเลียเริ่มตระหนักได้ว่าหากปล่อยให้การต่อสู้ยังคงยืดเยื้อต่อไป หากปล่อยให้เจ้า Mk.XII พอสู้แพ้แล้วก็ชิ่งหนีเพื่อไปวางแผนใหม่ต่อไปเรื่อยๆ ซักวันหนึ่งยัสมัทต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และนั่นย่อมเป็นการไม่ปลอดภัยต่อรังไหมเป็นแน่ ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจที่จะออกโรงเองและใช้พลังอำนาจจัดการโยกย้าย Mk.XII ไปจองจำ ณ ส่วนลึกที่สุดของนครโบราณกิลเวกัน และขนานนามให้มันว่า Omega Mk.XII ในฐานะที่มันเป็นสุดยอดศาสตราวุธโบราณชิ้นสุดท้ายของมวลมนุษย์ที่คิดต่อกรกับเทพเจ้า

หลังจากนั้นไม่นานรังไหมที่อยู่ในสภาพปลอดภัยดีเพราะมียัสมัทเป็นผู้ปกป้องจึงได้ดูดกลืนมิสท์จำนวนมหาศาลที่อยู่รอบๆริเดิ้ลอาน่าเข้าไปจนหมด และเมื่อกาลเวลาผ่านพ้นไปนับพันปี เมื่อเราไปถึงที่เกาะนั้น เราจึงไม่พบมิสท์อีกนั่นเอง

สำหรับ Omega Mk.XII หลังจากที่ถูกเหล่าโอควิเลียโยกย้ายไปจองจำไว้ที่ส่วนลึกสุดของกิลเวกัน มันก็ได้ปิดสวิตซ์การทำงานของตัวเองและเข้าสู่ช่วงแห่งการหลับใหลอันยาวนาน ในขณะที่ยัสมัทเองก็เข้าสู่ช่วงแห่งการหลับใหลเพื่อรอคอยวันเวลาที่จะตื่นขึ้นมาจัดการผู้บุรุกเช่นกัน

เมื่อรังไหมถูกทำลายโดยพวกพ้องของวีรสตรีผู้ถูกเลือก และเมื่อมาจินริวซึ่งเป็นร่างจำแลงของตนนั้นได้ตายลง มังกรเทพยัสมัทจึงได้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง มันมุ่งหน้าไปยังโคลอสเซี่ยมและรอคอยวันเวลาที่จะได้จัดการกับศัตรูผู้ตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับเทพเจ้า ทว่าเมื่อยัสมัทตื่นขึ้นมา Omega Mk.XII เองก็รับรู้ได้ถึงการปรากฏตัวของมังกรเทพตนนี้เช่นกัน เดิมทีแล้ว Omega Mk.XII นั้นมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป้าหมายเดียวคือการกำจัดยัสมัทเท่านั้น เมื่อยัสมัทฟื้นขึ้นมา กลไกการทำงานของ Omega Mk.XII จึงเริ่มต้นทำงานอีกครั้งเพื่อหาทางออกจากนครโบราณกิลเวกัน เพื่อหาทางดิ้นรนหนีออกจากการจองจำของพระเจ้า และเพื่อหาทางออกไปกำจัดยัสมัท ศัตรูเพียงหนึ่งเดียวของมัน

หมายเหตุ* ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ผมแต่งขึ้นโดยอิงจากข้อมูลเท่าที่ได้รับมาจากพี่ Mastermuneฉะนั้นระวังอย่าให้อ่านแล้วเคลิ้มจนคิดว่ามันเป็นข้อเท็จจริงภายในเกมล่ะครับ

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองสำหรับการวางจำหน่ายของเกม Final Fantasy XII ซึ่งเป็นเกมที่ได้รับคะแนนเต็มจากทีมงานวิจารณ์ของแฟมิซือทางเมืองนิวยอร์คจึงได้ประกาศให้วันที่ 11 ตุลาคม หรือเมื่อวานนี้นั่นเอง เป็นวัน Final Fantasy XII Day และก็ได้มีการจัดงานฉลองขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่ย่านจัตุรัสไทม์แสควร์

เมื่อสอบถามจากความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมงานก็พบว่าส่วนใหญ่เห็นว่างานไม่ค่อยมีชีวิตชีวาเท่าไหร่ สิ่งที่พอจะสร้างสีสันให้กับงานได้ก็มีแต่คอสเพลย์เท่านั้น อันนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพวกแฟนๆพันธุ์แท้ของเกมนี้มัวแต่กบดานอยู่แต่ในบ้านเพื่อเล่น FFXII รึเปล่านะครับ เราไปดูภาพบรรยากาศกันดีกว่า

มีการรายงานว่าสำหรับ Original Sound Track ของเกม Final Fantasy XII เวอร์ชั่นที่จะวางจำหน่ายในแทบทวีปอเมริกาเหนือนั้น จะมีแถมโบนัสพิเศษเป็นแผ่น DVD ซึ่งบรรจุมิวสิควีดีโอเพลงธีมของฉากจบเกม ซึ่งก็คือเพลง Kiss Me Good-Bye ที่ข้บร้องโดยคุณแองเจล่า อากิ และแต่งทำนองโดยคุณฮิโตชิ ฮากิโมโตะนั่นเอง

นอกจากนี้ สำหรับ OST ล็อตแรกที่จะวางขาย จะเป็นชุดพิเศษซึ่งเป็น Limited Edition ที่มีแพ็คเกจเป็นรูปภาพอาร์ทเวิร์คจากเกม

ในตอนนี้มีข่าวว่า Square Enix กำลังดำเนินการจัดพิมพ์หนังสือ Final Fantasy XII Ultimania Ω อยู่ โดยทีมงานได้กำหนดการวางจำหน่ายหนังสือเล่มนี้ไว้ที่วันที่ 24 พฤศจิกายนนี้ และจะวางขายในราคาเพียง 1,890 เยนเท่านั้น ไว้ถ้ามีรายละเอียดสิ่งต่างๆภายในเล่มรวมทั้งภาพปกเมื่อไหร่ ก็จะรีบนำมาให้ชมกันครับ

ขณะเดียวกันทาง VJump ก็เตรียมจะวางจำหน่าย VJump Book Final Fantasy V Advance Master Guide ในวันที่ 12 ตุลาคมนี้ (วันเดียวกับการวางจำหน่ายตัวเกม) และจะวางขายในราคาเพียง 1,100 เยนเท่านั้น ก็คอยติดตามชมกันให้ดีละกันครับ

สืบเนื่องจากเมื่อไม่นานมานี้ได้มีผู้ที่ประสงค์ดีต่อความสนุกสนานของชาวโลก ไปจิ๊กแผ่น Final Fantasy XII Final Beta Test Versionออกมาจากบริษัท จึงส่งผลให้ปัจจุบันนี้ มีผู้คนมากมายได้สัมผัสกับความยิ่งใหญ่ของ Final Fantasy XII ภาคภาษาอังกฤษเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทว่าการคลอดก่อนกำหนดในครั้งนี้นั้นคิดเป็นเวลาล่วงหน้ากว่า 1 เดือนทีเดียว จึงอาจเรียกได้ว่าความเลินล่อในการปล่อยให้มีมือดีมาจิ๊กไปได้ในครั้งนี้ เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ของ SQEX งานนี้ขอบอกว่า ตัวใครตัวมัน ไปหากันเองนะครับ ~ ส่วนผมกว่าจะเล่นก็หลังสอบเสร็จนู่น ~