Ivalice-Alliance

โซดิอาร์ค

หลังจากที่เราครอบครองพลังแห่งสัตว์มายาได้ถึง 10 ตนแล้ว หากเราเข้าไปคุยกับ ยูเกลุ (Yugelu) ที่หมู่บ้านจาฮาร่า เขาจะเล่าให้เราฟังว่าที่ส่วนลึกของเหมืองเฮนเน่มีพลังอันยิ่งใหญ่หลับใหลอยู่ บางทีเราอาจจะสามารถค้นพบพลังนั้นและเข้าครองครองมันได้ หรือหากไม่เป็นเช่นนั้น เราก็อาจพลาด แล้วก็ตายไป

ยูเกลุบอกว่าเขาจะช่วยส่งนักรบชาวการิฟไปเปิดทางเข้าไปยังส่วนลึกของเหมืองให้ พร้อมกันนี้ยังขอเตือนเราไว้ไม่ให้ประมาท เพราะพลังที่ว่านั้นแข็งแกร่งเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้

หลังจากนี้ถ้าเรากลับเข้าไปในเหมือง จะพบว่ารั้วยักษ์ที่เคยถูกปิดไว้ได้ถูกนักรบชาวการิฟเปิดออกแล้ว เมื่อเราเดินเข้าไปก็จะพบฝูงผีห่าซาตานมากมายเข้ามารอต้อนรับเราอย่างไม่ขาดสาย ทว่าระหว่างการเดินทางเข้าไปยังส่วนลึกของเหมือง เราก็จะพบข้อความเข้าใจยากที่แปะไว้ข้างกำแพง มันดูเหมือนเป็นหน้ากระดาษที่ตัดออกมาจากบันทึกของคนงานเหมืองคนหนึ่ง ข้อความส่วนมากนั้นเปรอะเปื้อเลอะเทอะจนไม่สามารถอ่านได้ แต่สามารถจับใจความได้ว่าคนงานดังกล่าวได้เอาสมบัติไปฝังไว้ที่ปลายของเลข 4

หากเราเปิดแผนที่เหมืองขึ้นมา จะพบว่ามีบริเวณหนึ่งที่ทางเดินนั้นคดเคี้ยวออกมาเป็นรูปเลข 4 และถ้าเราเดินไปที่ส่วนหัวบนสุดของตัวเลข แล้วลองขุดของที่อยู่ในดินขึ้นมา เราก็จะพบ Megalixir และ Bacchus’s Wine ซึ่งเป็นของที่คนงานซ่อนเอาไว้

หลังจากนั้นเราก็จะเดินทางเข้าไปกำจัดโซดิอาร์ค แล้วก็กลับไปหามองบลังซ์ มองบลังซ์จะประทับใจมากที่ในที่สุดเราก็สามารถนำพลังของ 13 สัตว์มายามาเป็นของเราเองได้  แล้วเขาก็จะมอบข้อความและไอเทมที่ ยูเรค (Eurek) ฝากมาส่งต่อให้กับเรา โดยข้อความดังกล่าวมีว่า

“Down time’s vast halls resound this rime I’ve penned, and herewith I my tale bring to its end. -Eurek-”

เราจะได้รับหินมณี Serpentarius และ Teleport Stone 2 ชิ้นเป็นรางวัลตอบแทน

45. ยัสมัท

ตำนานเล่าขานว่าในแผ่นดินนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดชั่วร้ายไปกว่ามัน ทว่าในที่สุดเวลาที่จะพิชิตมันก็ได้เดินทางมาถึงแล้ว มองบลังซ์ได้เตรียมการรอนักรบผู้มีจิตใจกล้าหาญที่จะมารับคำท้านี้ และเมื่อเราไปคุยกับเขา มองบลังซ์ก็บอกว่าในที่สุดเขาก็ได้พบฮันเตอร์ที่คู่ควรกับงานนี้ แน่นอนว่าเขากำลังพูดถึงเรา!

มองบลังซ์เริ่มเล่าให้ฟังว่าเขาก่อตั้งแคลนนี้ขึ้นมาด้วยความหวังว่าซักวันหนึ่ง เขาจะสามารถปลุกปั้นฮันเตอร์ที่มีความกล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับเป้าหมายที่เขากำลังจะเล่าให้เราฟังได้  เขาบอกว่าเรามีสิทธิที่จะปฏิเสธคำขอของเขาโดยที่เขาจะไม่ขอถามเหตุผลใดๆ จากเรา แต่เขาก็ขอให้เรารับฟังคำร้องขอของเขาก่อนที่จะทำการตัดสินใจ

พอเราเลือกที่จะรับฟัง มองบลังซ์จะขอบคุณและบอกว่านั่นเป็นเรื่องที่มีความหมายกับเขามาก แล้วผู้นำแคลนคนนี้ก็จะเริ่มลังเลไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเล่าจากตรงไหนดี เขาบอกว่าเขาจะพยายามย่อให้สั้นเข้าไว้ละกัน

“ก็อย่างที่รู้ว่าฉันมีพี่น้องอีก 5 คน เราต่างก็มีชีวิตที่สดใสในแบบของเราเอง ตั้งแต่คนที่เป็นช่างเครื่องเรือเหาะ ไปจนถึงคนเลี้ยงโจโคโบะ พวกเราได้เคยเรียนรู้วิธีการทำธุรกิจของพวกเรามาจากอาจารย์ท่านหนึ่ง เขาเป็นนายผู้ปราดเปรื่องซึ่งเราให้ความเคารพไว้สูงสุด คุโปะ! แต่แล้ววันหนึ่งที่สัตว์ร้ายตนนั้นได้ปรากฏกายขึ้น จากนั้นมาพวกเราก็สูญเสียชีวิตที่แสนสุขไปตลอดกาล”

“นายของเราได้ต่อสู้อย่างสุดความสามารถเพื่อขับไล่สัตว์ร้ายกลับไป มันเป็นการต่อสู้อันดุเดือดที่กินเวลายาวนานหลายสัปดาห์ ทว่าในท้ายที่สุดกลับมีเพียงสัตว์ร้ายเท่านั้นที่ยังยืนหยัดอยู่ได้ เจ้านายได้ใช้พลังของเขาไปจนหมด ร่างกายของเขาอ่อนเพลียมาก เขาได้ทุ่มทุกสิ่งทุกอย่างลงไปในการต่อสู้ครั้งนี้ และเขาก็เกือบที่จะมีชัยอยู่แล้ว...อย่างน้อยฉันก็คิดแบบนั้นน่ะนะ”

“ตอนนั้นฉันยังเป็นเด็กที่ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าการยืนดูสัตว์ร้ายที่กำลังเคลื่อนที่จากไปอย่างช้าๆ คุโปะ! หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่เคยมีใครพบเห็นมันอีก แต่มันยังมีชีวิตอยู่แน่คุโปะ! นายต้องหามันให้พบและกำจัดมันให้ได้!”

“ถ้าฉันมีพลังฉันก็คงจะลงมือเอง ทว่าสัตว์ร้ายนั้นก็ทรงพลังเกินกว่าที่จะกล่าวถึงด้วยคำพูดได้ ไม่มีอ่อนข้อ! ไร้ความปรานี! และน่าสะพรึงกลัวที่สุดในอิวาลิซ ถ้านายสู้กับมัน นายอาจต้องตายไปพร้อมความบากบั่นอันน่ายกย่อง กระนั้นแล้ว..ฉันก็อยากขอร้องนาย ช่วยกำจัดสัตว์ร้ายนั้นที...พิชิตยัสมัทให้จงได้!!!”

หลังจากที่เราสามารถกำจัดยัสมัทได้แล้ว พอกลับมายังบ้านแคลนอีกครั้ง เราก็จะพบขบวนพี่น้องของมองบลังซ์ที่กำลังเดินทางมายังบ้านแคลน เราจะวิ่งผ่านพวกเขาเข้าไปคุยกับมองบลังซ์

“นายทำได้แล้วจริงๆ เหรอ? นายกำจัดยัสมัทได้แล้วงั้นเหรอ? คุโปะ...?”
“ฉัน....ฉันไม่รู้จะพูดยังไงดี คุโปะ...ฉันดีใจ แต่ ฉ....ฉันพูดไม่ออกเลย”

มองบลังซ์ยังคงมีท่าทีอ้ำอึ้ง เขารู้สึกตกใจกับช่วงเวลาที่เขาไม่เคยคิดฝันว่ามันจะมาถึงได้ในที่สุด

โนโนะ (Nono) : ตอนที่ฉันได้ยินว่ายัสมัทถูกโค่นลงแล้ว ฉันก็รีบจ้ำมายังที่แห่งนี้โดยเร็วที่สุด คุโปะ! ไม่ต้องห่วงสตราห์ลหรอกนะ.... ฉันแค่อยากจะมาขอบคุณเป็นการส่วนตัวก็เท่านั้นเอง ฉะนั้นก็...ขอบคุณมากนะ! คุโปะ! ทุกคนต้องตื่นเต้นกับข่าวนี้แน่

ซอร์เบ็ต (Sorbet) : เป็นข่าวดีสุดๆ เลย ฉันไม่เคยคิดเลยว่าเราจะสามารถหาคนมากำจัดยัสมัทได้ คุโปะ!

ฮาร์ดี (Hurdy) : นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้มาอยู่พร้อมหน้ากันหลังจากที่นายของเราเสียไป คุโปะ พวกเราแยกย้ายกันออกไป ด้วยความหวังที่ว่าพวกเราจะสามารถตามหาใครซักคนที่สามารถพิชิตยัสมัทมาได้ นั่นเป็นช่วงเวลาที่เปล่าเปลี่ยวสำหรับพวกเรามาก คุโปะ!

ฮอร์เน่ (Horne) : ฉันไม่คิดเลยว่าพวกเราทั้ง 6 จะได้มาอยู่กันพร้อมหน้าอีกครั้ง ทว่าในที่สุดพวกเราก็ได้มาอยู่กันพร้อมหน้าในที่แห่งนี้แล้ว นี่เป็นเหตุดีที่ทำให้ครอบครัวของเราได้กลับมาพบหน้ากันอีกครั้ง! ขอบคุณนะ คุโปะ!

การ์ดี (Gurdy) : นายกำจัดสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดในอิวาลิซไปแล้ว นั่นหมายความว่าตอนนี้นายได้กลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดแล้วล่ะ คุโปะ!

มองบลังซ์ : ในที่สุดนายของเราก็จะได้ไปสู่สุขคติเสียที คุโปะ เราจะไม่มีวันลืมพระคุณของนาย ขอขอบคุณอีกครั้ง ฉันมีบางอย่างที่จะมอบให้นาย ของเล็กน้อยแทนความยินดีอันเปี่ยมล้นของฉัน โปรดรับมันไว้พร้อมกับคำขอบคุณของฉันด้วย คุโปะ

(ได้รับเงิน 30,000 กิล พร้อมกับ Godslyer’s Badge)

แม้ว่าจะไม่มียัสมัทอีกต่อไปแล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าแคลนแห่งนี้จะต้องปิดตัวลง ขณะที่พี่น้องของมองบลังซ์ก็แยกย้ายกลับไปทำธุรกิจของตน มองบลังซ์เองก็จะทำหน้าที่หัวหน้าแคลนต่อไป ดังนั้นไม่ว่าเมื่อไหร่ที่เรากลับมาเยี่ยมบ้านแคลนแห่งนี้อีกครั้ง แคลนเซนทริโอก็พร้อมยินดีต้อนรับเราเสมอ

มองบลังซ์จะบอกว่าเขาไม่มีงานให้เราทำอีกแล้ว เราได้กำจัดเป้าหมายทั้งหมดที่มีแล้ว! เราคือฮันเตอร์ที่เก่งที่สุดเท่าที่อิวาลิซเคยมีมาอย่างไม่ต้องสงสัย และเราก็ได้ทำให้มองบลังซ์ผู้นำแคลนอันดับหนึ่งบนผืนแผ่นดินอิวาลิซภาคภูมิใจมาก

Godslayer’s Badge - เหรียญรางวัลสำหรับการกำจัดสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ มหาเทพมังกร “ยัสมัท” นี่คือสัญลักษณ์ของอัศวินที่แท้จริงแห่งอิวาลิซ

นิตยสาร EGM ฉบับประจำเดือนมิถุนายนได้ทำการรีวิวข้อดีข้อเสียของเกมที่กำลังจะวางจำหน่ายในเดือนหน้าให้อ่านกัน แน่นอนว่าในรีวิวนั้นก็มีการพูดถึงเกม Final Fantasy Tactics A2 -Grimoire of the Rift- ที่กำลังจะวางจำหน่ายที่แถบอเมริกาเหนือในวันที่ 24 มิถุนายนอีกด้วย  โดยสำหรับเกมนี้นทีมงาน EGM ได้ให้คะแนนรีวิวอยู่ที่ B-, B-, B จุดเด่นของเกมคือความซับซ้อนของเนื้อเรื่องในเกมที่มีให้เล่นกันกว่า 300 เควส แถมยังสามารถเซตติ้งตัวละครได้หลากหลายมากๆ แต่จุดเสียก็คือในบรรดาเนื้อเรื่องที่มันมีอยู่มากเกินไปนั้น หลายๆ ส่วนมันก็ดูไร้แก่นสาร เหมือนจะใส่ๆ มาให้มันครบๆ 300 เควสว่างั้นเถอะ

ขณะเดียวกันนิตยสาร Nintendo Power ก็ได้ให้คะแนนเกมนี้อยู่ที่ 7 คะแนน ซึ่งในความคิดผมแล้วทั้ง EGM และ Nintendo Power ต่างก็ให้คะแนนเกมนี้ได้เหมาะสมแล้ว ถ้าว่ากันด้วยระบบอย่างเดียว ผมว่าเค้าให้คะแนนมากเกินไปด้วยซ้ำ (ฮาๆ)

ที่มา : NeoGAF, Forever-Fantasy

วางจำหน่ายที่อเมริกาวันที่ 24 มิถุนายน หลังจากนั้น 3 วันต่อมาก็จะเริ่มวางขายที่ยุโรปครับ สำหรับรูปปกนั้นส่วนตัวแล้วผมชอบปกเวอร์ชั่นนี้มากกว่าปกของเวอร์ชั่นญี่ปุ่นเดิมครับ


ที่มา :
FF7AC Reunion

เนื่องในมหาโอกาสที่ไม่มีข่าวความเคลื่อนไหวของเกมในสังกัด Square Enix ออกมาระยะหนึ่ง ทำให้อัตราผู้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บ It's a Wonderful World ตกลงอย่างฮวบๆ ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหาที่อาจจะนำพาไปสู่บทอวสาน จึงเป็นหน้าที่ของผู้กู้โลกที่จะหาเรื่องไร้สาระมาอัพๆ เขียนๆ ให้ท่านผู้ชมได้อ่านกันอีกครา

เรื่องที่ทำให้หลอดไฟที่ลอยอยู่เหนือศีรษะของผมส่องสว่างปิ๊งป่องขึ้นมาก็คือประวัติการเล่น Final Fantasy XII ระยะหลังมานี้ผมติดใจและชอบเขียนบรรยายความคืบหน้าในการเล่นเกมต่างๆ มาก มันเหมือนเป็นอนุสรณ์แห่งความทรงจำที่เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว หากเราได้ย้อนกลับมาย่ำอ่านอนุสรณ์แห่งนี้อีกครั้ง เราก็จะรู้สึกได้ถึงความฝันและความสุขในวันวานได้เป็นอย่างดี

ค่ำคืนของวันศุกร์ที่ 10 มีนาคม 2006 เป็นหนึ่งในวันที่แฟนๆ Square Enix ต้องจดจำไว้ไม่รู้ลืม เพราะนั่นคือวันที่บิทปลอมของเกม FFXII ออกอาละวาดตามแผงบิททั่วโลก ผมจำไม่ได้ว่าไฟล์ปลอมนั้นมีขนาดประมาณเท่าไหร่บ้าง แต่ที่จำได้แม่นคือพอมีคนลองงัดแงะไฟล์ดังกล่าวออกมาดูแล้ว มันกลับเป็นไฟล์หนังกำลังภายใน... งานนี้รู้สึกจะมีคนที่เขางอกเสียเวลาโหลดกันไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนคนทั่วโลกเลยนะเนี่ย

ต่อมาในค่ำคืนของวันอังคารที่ 14 มีนาคม 2006 นั่นเป็นช่วงเวลาที่ไฟล์ iso ของเกม Final Fantasy XII ออกอาละวาดตามแผงบิททั่วโลก ช่วงนั้นบอร์ดเกมทุกบอร์ดต่างก็คึกคักกันเป็นอย่างมาก ถึงขนาดมีกระทู้พูดคุยเรื่อง FFXII ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดซ้ำกันบอร์ดละ 3-5 กระทู้เลยทีเดียว

น่าเสียดายที่ช่วงนั้นผมยังไม่มี DVD Writer เลยต้องอดทนร้องเพลงรอคอยไปอีกหนึ่งคืน เวลาผ่านไปจนกระทั่งถึงเช้าวันพุธ ผมรีบตื่นขึ้นมาแต่เช้าและมองหารถที่จะนำพาผมไปสู่ร้านเกมเจ้าประจำซึ่งก็คือร้าน JZone ของ MBK ชั้น 7 ได้ แน่นอนว่าผมไปถึงในสภาพที่ตัวร้านยังคงปิดอยู่ ผมยืนรออยู่พักใหญ่ๆ จนกระทั่งพี่ป๊อปที่เป็นเวรดูแลร้านอยู่ก็มาเปิดร้าน แล้วเค้าก็บอกกับผมว่าเค้ากะแล้วว่าผมต้องมายืนรอร้านเปิดแน่ๆ หลังจากคุยกันอยู่พักหนึ่งก็มีคนเอากองแผ่นไรท์ของเกม FFXII มาส่งที่ร้าน แต่เป็นแผ่นเปล่าๆ ที่ยังไม่มีปกอะไร พี่เค้าบอกผมว่าต้องรออีกซักครึ่งชั่วโมงกว่าที่ปกจะมา แต่ด้วยความกระหายที่อยากจะเอาแผ่น FFXII ไปเปิดเล่นที่บ้านซะตอนนั้น ผมบอกพี่เค้าว่าไม่เป็นไร ผมเอาแค่แผ่นเปล่าๆ นี่แหละ ว่าแล้วผมก็จัดแจงจ่ายเงินแล้วก็รีบโบกรถกลับบ้านในทันที

ตลอดช่วง 5 วันของการผจญภัย ผมแทบจะตัดขาดตัวเองจากโลกโดยสมบูรณ์ จากเดิมที่วันๆ หนึ่งผมเสียเวลาไปกับการออนไลน์อยู่ในโลกไซเบอร์เป็นเวลานาน แต่ในช่วงวันดังกล่าวผมบังคับตัวเองให้ใช้เวลากับการออนไลน์ขึ้นมาเช็คข่าวไม่เกินวันละครึ่งชั่วโมง ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันการโดนสปอยล์ และก็เพื่อทุ่มเวลาให้กับการเล่นเกมแบบสปีดเพลย์อย่างเต็มที่

ในวันแรกของการเล่น ผมเปิดเกมขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น พอจบ Prologue แล้วผมก็บังคับวานออกไปวิ่งเล่นนอกเมือง ดำเนินเกมไปตามเนื้อเรื่อง ขึ้นรีเวียธานไปสู้กับจัดจ์กีสด้วยเลเวล 9....แล้วก็วิ่งฝ่าโอกุลเอนซ่าเป็นเส้นตรงไปจนถึงสุสานเรธวอลล์ด้วยเลเวล 12... ดูเหมือนตอนนั้นผมจะยังเล่นเกมไม่ค่อยเป็น ไลเซนส์ก็อัพไม่ถูก มิสนัคก็ไม่เคยคิดจะอัพ ผมลองสู้กับการูด้าที่เป็นผู้เฝ้าสุสานอยู่หลายรอบแต่ก็ไม่สามารถชนะมันได้ ว่าแล้วก็เลยตัดใจปิดเกมแล้วเข้านอนมันซะตรงนั้น

เช้าวันที่สอง ผมตื่นขึ้นมาและพาลูกทีมไปเก็บเลเวลอีกซัก 2 เลเวลก่อนที่จะกลับมาสอยการูด้าจนร่วง พอเข้าสุสานเรธวอลล์ได้แล้วผมก็วิ่งฝ่าศัตรูเข้าไปอย่างราบรื่นไม่มีปัญหา พอออกจากสุสานได้แล้วขึ้นรีเวียธานแล้วก็กลับไปยังราบานัสต้า เป้าหมายต่อไปของผมคือการไปยังนครเทพเบอร์โอมิเซส ผมวิ่งฝ่าทุ่งกิซ่าและทุ่งออสโมเน่ไปอย่างทุลักทุเล การสู้กับศัตรูแต่ละตัวนั้นลำบากมาก ผมต้องอาศัยการลากศัตรูมารุมกระทืบทีละตัว แล้วก็พยายามวิ่งลัดเลาะเพื่อหาทางไปยังฉากต่อไปให้เร็วที่สุด

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าการเล่น FF เป็นเรื่องลำบากมาก เพราะก่อนหน้านี้หากไม่นับ FFXI แล้ว ไม่เคยมี FF ภาคไหนเลยที่ทำให้หมดต้องเปลืองพลังงานสมองเพื่อหาทางคิดเอาตัวรอดเหมือนภาคนี้ ผมเล่นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไปต้องไปบู๊กับเอลเดอร์ดราก้อนทั้งๆ ที่ผมพึ่งเลเวลแค่ 18 แถมยังเล่นไม่ค่อยจะเป็น ผมลองสู้กับมันอยู่ 2-3 รอบ หลังจากที่มั่นใจด้วยสภาพสมองที่ตอนนี้ต่อให้พยายามให้ตายผมก็คงชนะมันไม่ได้แน่ ผมเลยตัดใจปิดเกมซะ

ในวันที่สามผมตื่นขึ้นมาอย่างแจ่มใส แล้วก็หาทางเอาชนะเอลเดอร์ดราก้อนได้อย่างไม่ยากนัก ผมก็เล่นตามเนื้อเรื่องไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไปเล่นติดอยู่ในวิหารมิเลี่ยม ผมไม่รู้ว่าตัวเกมมันให้ทำอะไรต่อ ผมลองพยายามเดินวนไปมาอยู่ 2 ชั่วโมงแต่กลับไม่มีอะไรคืบหน้า ว่าแล้วก็เลยตัดสินใจเปิดอินเตอร์เน็ตเพื่อหาความช่วยเหลือ ผมคิดว่าต้องมีคนตั้งกระทู้ทำนองว่าเล่นติดอยู่ที่ตรงนี้เหมือนผมแน่ๆ แต่ผมกลับคิดผิด เพราะในตอนนั้นทั้งเว็บ Gconsole และ Gamer-gate กลับยังไม่มีคนพูดถึงวิหารมิเลี่ยมเลย ผมมั่นใจว่าคนที่เล่นสปีดเพลย์แบบผมคงจะเล่นทะลุตรงนั้นไปแล้ว และก็คงกำลังทุ่มเวลาให้กับการเล่นแบบเต็มที่ โดยไม่สนใจที่จะมาเสียเวลานั่งโม้ว่าตัวเองเล่นไปไกลแค่ไหนเป็นแน่

ผมเห็นท่าไม่ดีเลยรีบมองหาเว็บแฟนไซท์ของชาวญี่ปุ่นที่พอจะช่วยผมได้ ผมลองเข้าหลายเว็บอยู่เหมือนกันแต่ก็ยังไม่มีเว็บไหนที่อัพข้อมูลของวิหารมิเลี่ยมแล้ว โชคดีที่มีอยู่เว็บหนึ่งที่เจ้าของเขากำลังอัพข้อมูลพอดี พอผมกดรีเฟรชไปมาจู่ๆ ไอ้ข้อมูลที่เข้าอัพล่าสุดก็ปรากฏขึ้นมา และนั่นก็มีข้อมูลการผ่านวิหารมิเลี่ยมด้วย ผมลองอ่านคร่าวๆ และเข้าใจว่าเราต้องให้ตัวละครติดเครื่องประดับศิลารุ่งอรุณแล้วค่อยไปกดสวิตซ์ถึงจะไปต่อได้ ผมเห็นปุ๊บแล้วก็รีบไปทำตาม จากนั้นผมก็เล่นผ่านวิหารมิเลี่ยม กลับเบอร์โอมิเซส มุ่งหน้าผ่านมอสฟอร่า ป่าสาลิกา หาดโฟน วังใต้ดินโซเฮน จนกระทั่งไปถึงอาร์เคเดีย แล้วผมก็ยุติการเล่นในวันที่สามไว้ที่ตรงนั้น

วันที่สี่ผมจำไม่ค่อยได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่วันนี้ผมมีเวลาเล่นไม่มากนัก จึงเล่นผ่านอาร์เคเดีย กิลเวกัน แล้วก็กลับมาเซฟที่บาฟอนไฮม์ น่าเสียดายที่วันนี้เป็นวันที่ผมเล่นไม่ไปถึงไหนเอาซะเลย

วันที่ห้าผมตื่นขึ้นมาด้วยลางสังหรณ์แปลกๆ ผมคิดว่าตัวเกมมันออกมาถึง 4 วันแล้วป่านนี้ต้องมีคนจบเกมแล้วแน่ๆ ว่าแล้วผมก็เริ่มต้นด้วยการเปิดคอมเพื่อเช็คความคืบหน้า แล้วก็พบว่าพี่ Zirius ของ Gamer-Gate ได้จบเกมเป็นคนแรกของชนชาติไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ใครสนใจอยากจะเข้าไปดูกระทู้ประวัติศาสตร์ ก็คลิ๊กตามลิงค์ด้านบนไปได้เลยนะครับ

พอเห็นว่ามีคนจบแล้วผมก็รู้สึกร้อนใจอยากจะรีบไปปั่นต่อให้จบบ้าง ความรู้สึกตอนนี้มันเหมือนมีเอเวอร์เรสต์จุกอยู่ในอก ผมต้องรีบหาทางเอามันออกไปแต่โดยเร็ว เพื่อที่จะได้ไปพูดคุยกับกลุ่มคนที่จบแลวได้อย่างสบายใจไม่ต้องกลัวโดนสปอยล์ได้ซะที ว่าแล้วผมก็รีบเปิดเกม วิ่งฝ่าประภาคารฟารอส (ซึ่งตอนนั้นผู้คนเรียกกันว่าหอคอยร้อยชั้น หรือประภาคารริเดิลอาน่า) พอออกจากประภาคารได้ผมก็ขับชูตรัลบึ่งไปสู้กับบอสใหญ่ของเกมด้วยเลเวลแค่ 38...มิสนัคขั้น 1 ทุกตัว...เงินก็ไม่มี เครื่องป้องกันก็ห่วยแตก เล่นก็ไม่เป็นอีกต่างหาก แล้วผมก็...ก็... ก็โดนมันกระทืบเละไม่มีชิ้นดีเลยคร้าบบบ...

ผมคิดว่าตัวเองคนต้องเสียเวลากับการเก็บเลเวลอีกพักหนึ่งกว่าจะชนะมันได้ ผมลองไปถามพี่ Zirius เอาว่าพี่เค้าชนะบอสใหญ่ตอนเลเวลเท่าไหร่ พอได้คำตอบว่าเลเวล 45 ผมก็รีบจัดแจงเก็บเลเวลตัวละครให้ถึง 45 แล้วก็กลับเข้าไปถล่มบอสใหญ่อย่างสบายอุรา ฮูเร่ย์~

พอจบเกมแล้วเมฆหมอกที่บดบังจิตใจผมอยู่ก็สลายไป ในที่สุดภารกิจยกเอเวอร์เรสต์ออกจากอกก็เป็นอันจบสิ้นกันซักที ผมดูฉากจบของเกมที่มีเพลง Kiss Me Good-Bye บรรเลงคลอไปด้วยความซาบซึ้ง แต่บอกตามตรงว่าตอนแรกนี่ดูฉากจบไม่รู้เรื่องเลยฟ่ะ ฮ่าๆๆ ต้องไปให้คนอื่นเค้าอธิบายถึงเข้าใจว่านั่นมันแหวนของใคร แล้วบัลแฟรย์หายไปไหน มาคิดดูตอนนี้แล้วรู้สึกเสียดายที่ผมไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่น ถ้าได้เห็นฉากจบเกมครั้งแรกและเข้าใจเนื้อเรื่องไปด้วยเลย ก็คงจะรู้สึกประทับใจยิ่งกว่านี้มาก

หลังจากนั้นผมก็ต้องหยุดเล่น FFXII ไป 4 วันเพราะต้องรีบปั่นรายงานส่งอาจารย์ ผมรีบหาข้อมูลแล้วก็รีบพิมพ์หน้าตั้งจนเสร็จใน 4 วัน ผมคิดว่านั่นเป็นรายงานที่ดีที่สุดตั้งแต่ผมทำมา ถึงจะรีบทำแต่ก็เป็นรายงานที่ผมตั้งใจทำมาก พอส่งงานไปแล้วก็เป็นอันว่าผมได้เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการปิดเทอมซะที หลังจากนั้นผมก็เล่น FFXII ต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งทำเควสทั้งหมดเสร็จในวันที่ 2 เมษายน

ผมคิดว่าแต่ละคนคงมีนิยามของความสมบูรณ์ในการเล่นเกมไม่เหมือนกัน สำหรับมนุษย์ทั่วไปการทำเหตุการณ์ทั้งหมดครบก็คือสมบูรณ์แล้ว สำหรับคนที่ถลำเข้าไปในโลกแห่งเกมแล้วความสมบูรณ์ของเขาอาจต้องแลกด้วยการเก็บไอเทมให้ครบหรือปั๊มสเตตัสให้เต็ม ส่วนพวกมนุษย์ต่างดาวก็คงต้องทำเงินเต็ม จำนวนชั่วโมงที่ใช้ในการเล่นเกมเต็มด้วย

สำหรับเกม FFXII นี้คนไทยคนแรกที่สังหารยัสมัทและโอเมก้าได้ก็คือคุณ Ikki แห่งบอร์ด Gamer-Gate ผมจำได้ว่าก่อนหน้านั้นคุณ Ikki เคยเอาภาพถ่ายของคนญี่ปุ่นที่กำลังสู้กับเจ้าบอสสองตัวนี้มาให้ดู โดยเฉพาะยัสจมัทนั้นคุณ Ikki บอกว่ามันมี HP ถึง 100 ล้านด้วยกัน ตอนนั้นภาพเหล่านั้นเป็นที่ฮือฮามาก มีคนเอาภาพและข่าวพวกนั้นไปบอกต่อในบอร์ดต่างๆ มากมายจนเกิดเป็นกระแสฮือฮาไปทั่ว สำหรับเรื่องพลังของยัสมัทนั้นจริงๆ แล้วมันมี HP แค่ 50 ล้านเท่านั้น แต่ด้วยระยะเวลาในการสู้กับมัน ทำให้ผมคิดว่าคงไม่มีใครคนไหนสามารถประเมินพลังของมันได้ถูกต้องแน่ๆ เรื่องตัวเลข 100 ล้านนี้คงเป็นเรื่องที่คนญี่ปุ่นซักคนที่กำจัดมันได้เป็นคนแรกนำไปพูดต่อให้คนอื่นๆ ฟังมากกว่า

แม้ว่าจะมีเว็บบอร์ดมากมายที่พูดคุยเรื่องราวต่างๆ ของ Final Fantasy XII กัน แต่เมื่อนึกถึงเว็บบอร์ดที่รวมๆ แฟนๆ รุ่นเก่าของ Final Fantasy ไว้มากที่สุดยังไงก็ต้องนึกถึง Gamer-Gate เอาไว้ก่อน เดิมทีแล้วเว็บบอร์ดนี้เป็นเว็บบอร์ดที่รวบรวมเหล่าคนไทยที่เล่น FFXI ไว้มากที่สุด พอ FFXII ออกพวกเขาก็พาตัวเองออกจากวานาดีลเพื่อมาร่วมผจญภัยในอิวาลิซ แน่นอนว่าหลังจากที่พวกเขาเล่น FFXII จบลงแล้วต่างคนต่างก็มุ่งหน้ากลับไปผจญภัยในวานาดีลตามเดิม

ทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวการเล่น Final Fantasy XII อย่างคร่าวๆ ของผม ถึงเรื่องราวจะสิ้นสุดลงที่ตรงนี้ แต่การเล่น FFXII ของผมก็ยังไม่จบลง ทุกวันนี้ผมก็ยังต้องหยิบ FFXII ภาค US มานั่งทำเควส แปลบทสนทนาที่ค้างคาอยู่ต่อไปเรื่อยๆ แต่ไม่ว่าครั้งใดที่ผมหยิบเกมนี้ขึ้นมาเล่น ผมก็จะนึกถึงวันวานแห่งความสุขที่เคยใช้เวลาร่วมกับมัน ดังนั้นผมจึงอยากที่จะเขียนบทความนี้ขึ้นมา เพื่อที่ว่าเมื่อเวลาได้ผ่านพ้นไปแล้ว ไม่ว่าจะกี่สิบปีก็ตาม หากผมได้ย้อนกลับมาอ่านมันอีกครั้ง ผมก็จะจดจำช่วงเวลาแห่งความสุขในวัยเด็กนี้ได้ตลอดไป

หลังจากที่ FFXII ภาค US ถูกผมจับดองมานานเกินกว่า 1 ปี...ในที่สุดวันนี้ผมก็ได้เล่นเกมนี้จบแล้วคร้าบบ TvT

แต่จบนี่หมายถึงจบเฉยๆ นะ ยังเหลือต้องไปล่าม๊อบให้ครบ หาของ ทำเควสให้ครบอีก นี่กะว่าจะทำทุกอย่างให้เสร็จก่อนซึบาราชิคิที่จะออกปลายเดือนนี้ให้ได้ ไม่รู้ว่าจะเล่นจบทันรึเปล่า แต่ก็จะพยายามอย่างเต็มที่

พูดถึง FFXII แล้วก็อยากชื่นชมในฝีมือของทีมงานนี้จริงๆ โดยเฉพาะสคริปต์ของเกม ผมว่าภาค US ในภาษาค่อนข้างสวยมากแล้วนะ แต่พอไปดูของภาคญี่ปุ่นก็ใช้คำใช้การเขียนเรียงประโยคได้สวยไม่แพ้กัน บางจุดอ่านของญี่ปุ่นแล้วซึ้งกว่า บางจุดพอไปอ่านของฝรั่งแล้วก็ได้อารมณ์กว่า เมื่อกี้ผมพึ่งเปิดดูสคริปต์ภาษาอังกฤษจาก gamefaqs... สคริปต์ภาษาไทยที่แปลจากต้นฉบับญี่ปุ่นของอาจารย์ริวโกโอว แล้วก็สคริปต์ภาษาไทยที่แปลมาจากภาษาอังกฤษของอีกคนหนึ่งซึ่งขอไม่เอ่ยนามละกัน

อยากชื่นชมลุงริวแกจริงๆ เพราะว่าเค้าแปลได้อย่างสุดยอดมากๆ การใช้คำราชาศัพท์ การสรรหาคำมาพรรณาเหตุการก็ยอดเยี่ยม สมแล้วที่เป็นอาจารย์สอนภาษา ผมอ่านไปก็เคลิ้มไปเลย...อยากให้ยึดฉบับของลุงแกเป็น official สำหรับบทแปลภาษาไทยจริงๆ ครับ

จริงๆ แล้วการนำภาษาโบราณมาใช้อย่างสวยงามนี่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดีนะครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้สคริปต์แบบนี้คือคนอ่านเค้าจะพาลอ่านไม่รู้เรื่องกัน ผมเองเล่นจบแล้วแต่เข้าใจไม่ถ่องแท้เลยต้องมาเปิดสคริปต์อ่านซ้ำอีกรอบ แต่พอได้กลับมาอ่านซ้ำอีกทีก็รู้สึกว่าเกมนี้ช่างยิ่งใหญ่จริงๆ อยากแนะนำให้คนที่ไม่เคยเล่นลองเล่นเพื่อลิ้มรสชาดการใช้ภาษาของ FFXII ดูครับ ถ้าคนที่ชอบก็คงจะชอบมากๆ ไปเลย ส่วนคนที่เกลียดก็คงจะเกลียดแบบชาตินี้อย่าได้มาเจอกันอีก ประมาณนั้น...

ใครที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษคงจะเล่นเกมนี้ลำบากหน่อย ปัญหาอย่างแรกเลยคือคุณจะแปลบทสนทนาได้ผิดๆ ถูกๆ อาจจะเข้าใจไปคนละทางกับที่เค้าจะสื่อเลยก็ได้ ซึ่งสคริปต์ภาษาไทยฉบับที่แปลจากภาษาอังกฤษที่ผมไม่ขอเอ่ยชื่อคนแปลนั้นก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของการแปลแบบไปคนละทางกับต้นฉบับ จริงๆ จะว่าเข้าไม่เก่งมันก็ไม่เชิงนะครับ ตัวผมเองถ้าให้แปลเองก็คงจะแปลได้ผิดๆ ถูกๆ ไม่ต่างกัน แต่โชคดีที่ผมมีสคริปต์ของลุงริวไว้เปิดประกอบไปด้วย ผมเลยเข้าใจว่าจริงๆ แล้วมันต้องแปลยังไง และพอเราเข้าใจความหมายจริงๆ ของประโยคแล้ว เราก็จะเข้าใจไปด้วยว่าทำไมคนอื่นถึงแปลผิดเป็นแบบนู้นแบบนี้ได้

ก่อนจะหนีไปเล่นต่อ ขอ quote ประโยคเด็ดช่วงท้ายเกมที่ผมชอบมาให้อ่านกันซัก 3 ส่วนละกันครับ

=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=

Gabranth : Hear me, Basch! Do not think killing the kingslayer will win you back your honor!
When you abandoned home and kin, your name was forever stained with blood!

Basch : Aye, this stain is mine to bear. But I will bear it willingly,
knowing that I did all that I could…for hope!

=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=

Vayne : Ivalice will know a new Dynast-King, and Man will keep his own history!
The tyranny of the gods is ended! We are their puppets no more!
The freedom for which we have longed is at hand!

=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=

Vaan : You're wrong. What would change? I can't help my brother now. My
brother's gone. He's dead!

Ashe : Even with power, we cannot change what has passed. What is done, is done.

.

ป.ล. เล่นเกมนี้แล้วอยากกระโดดถีบอัลซิด...คนอะไรทั้งพูดเร็ว แถมสำเนียงยังฟังโคตรยากอีก...

เมื่อวานนี้ทาง Square Enix America ได้ทำการประกาศที่ลอสแองเจิลลิสว่าซีรียส์ล่าสุดของโปรเจคท์ Ivalice Allliance, Final Fantasy Tactics A2 -Grimoire of the Rift- มีกำหนดที่จะพาผู้เล่นเข้าไปท่องในดินแดนแห่งอิวาลิซในวันที่ 24 มิถุนายน 2008

เนื้อเรื่องอย่างคร่าวๆ ก็เกมนี้ก็คือ ในวันสุดท้ายของการเรียนก่อนปิดภาคฤดูร้อน ลูโซ เครเมนส์ เด็กหัวยุ่งผู้ซุกซนและเป็นตัวแสบอันดับต้นของโรงเรียนได้โดนคุณครูอัญเชิญเข้าไปในห้องสมุดและทำการกักบริเวณไว้ชั่วคราว ระหว่างที่กำลังเซ็งอยู่ในห้องสมุดนั้นลูโซก็ได้ไปเจอหนังสือลึกลับดูดเข้าไปในดินแดนอิวาลิซยุคเก่า ที่นั่นเขาได้ไปโผล่ท่ามกลางดงสนามรบ ลูโซได้ร่วมกลุ่มเดินทางไปกับซิด ช่วยกันทำภารกิจต่างๆ มากมายและค้นหาหนทางในการกลับบ้านไปพร้อมๆ กัน

สนใจเข้าไปดูเว็บไซท์ชั่วคราวของเกมที่ยังไม่มีข้อมูลอะไรอยู่เลยได้ที่ Square Enix NA

ที่มา : NeoGaf

ทีมงานเว็บไซท์ Kikizo ได้มีโอกาสไปนั่งจับเข่าคุยกับเหล่าผู้สร้าง Final Fantasy Crystal Chronicle -Ring of Fates- และ Final Fantasy XII -Revenant Wings- โดยเรื่องราวที่คุยส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับแรงบันดาลใจ ที่มาของเกม ทำไมถึงต้องทำลงเครื่อง NDS เป็นต้น ในที่นี้ผมจะสรุปเรื่องที่ผมสนใจเป็นข้อๆ ไว้ ส่วนใครที่อยากอ่านเนื้อหาการสัมภาษณ์แบบเต็มๆ นั้นลองคลิ๊กกับไปที่ลิงค์ของที่มาดูครับ

Revenant Wings (สัมภาษณ์คุณเอสึเกะ และโทริยามะ)

- ตอนแรกเราต้องการทำเกมนี้ลงบนเครื่อง NDS และเมื่อพิจารณาจากฐานลูกค้าของเครื่องนี้แล้ว พบว่ากลุ่มผู้เล่นนั้นมีขนาดใหญ่และมีความหลากหลายมาก ทว่าส่วนใหญ่นั้นก็ค่อนข้างเอนเอียงไปทางเด็ก เราคิดว่าต้องทำให้ Final Fantasy ภาคแรกที่เด็กพวกนั้นจะได้สัมผัสเป็นที่น่าประทับใจให้ได้ แรกเริ่มเราได้คิดถึงการเอาสไตลัสและทัชสกรีนมาใช้ และก็ได้บทสรุปว่าเกมแนว RTS น่าจะเอาคุณสมบัติของเครื่องมาใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด

- ถึงแม้จะเป็นภาคต่อจาก FFXII แต่ก็เป็นการผจญภัยครั้งใหม่ของวานและเหล่าผองเพื่อน แต่ผู้เล่นหน้าใหม่สามารถสนุกกับมันได้โดยไม่ต้องสับสนกับเนื้อหาของภาคเก่า ตัวเกมภาค RW นั้นสามารถสร้างความสนุกให้กับผู้เล่นได้ในตัวของมันเอง ถ้าผู้เล่นจะรู้สึกว่าเล่นแล้วอยากจะรู้เนื้อเรื่องของภาค XII เดิมด้วยเราก็ดีใจ ในทางตรงข้ามถ้าผู้เล่นภาค XII อยากรู้ขึ้นว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นก็เลยหยิบเกมของเราขึ้นมาเล่น เราก็เป็นปลื้มเช่นกัน

- สาเหตุที่ต้องทำตัวละครให้เป็น sprite แบบยุคเก่าก็เพราะเหตุผลสองข้อ หนึ่งคือภาพสไปรท์นั้นสามารถถ่ายทอดความศิลป์ในการแสดงภาพแบบ pixel ได้ดีกว่า สองคือฉากต่อสู้ในเกมนั้นจะประกอบด้วยตัวละครจำนวนมาก ดังนั้นการทำเป็น 3D จึงเป็นเรื่องยากสำหรับตัวเครื่อง

- ภาคอังกฤษจะเพิ่มความยากขึ้นอีกหลายขั้น การวางตำแหน่งศัตรูจะเปลี่ยนไป การรับมือต่อการกระทำของเราจะสมจริงมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีดัพดั้นเจี้ยนให้ฟัดกับยัสจังด้วย

 

- สำหรับเกมต่อไปในโปรเจคท์ Ivalice Alliance นั้นยังไม่มีไอเดียกันในตอนนี้ แต่จากความยิ่งใหญ่ที่ FFXII ได้สร้างทิ้งเอาไว้เราคิดจะหาทางสานต่อมันไปต่อไปในอนาคตแน่ๆ

- ตอนแรกคิดจะเก็บโหมดมัลติเพลเยอร์ไว้ทำเป็นลำดับสุดท้าย แต่ทำไปทำมามันดันทำไม่ทันกำหนดส่งงานซะงั้น ถ้ามีโอกาสได้ทำ RW อีกซักภาคหนึ่งเราก็อยากจะใส่โหมดมัลติเพลเยอร์เข้าไป

- เราวางแผนกันมานานแล้วว่าจะทำ FF ให้กับ NDS ซักภาคนึง แล้วความคิดที่จะทำ RW ก็เกิดขึ้นมาตอนทำ FFXII เนี่ยแหละ เรายังไม่ได้สร้างตั้งแต่ตอนนั้น แต่ไอเดียของเกมก็เริ่มคิดกันตั้งแต่ช่วงนั้นน่ะแหละ

- เราเลือกทำลงบน NDS แทนที่จะเป็น PSP เพราะฐานลูกค้าใหญ่กว่า และเกมเพลย์ที่มีสไตลัสให้ใช้เป็นเรื่องน่าสนใจ

- ตอนคิดเรื่อง storyline เราต้องนำไอเดียไปขอความเห็นชอบจากทีมสร้าง FFXII เดิม เรื่องบทบาทของตัวละครด้วยเช่นกัน แต่นอกนั้นแล้วเรามีอิสระในการทำงานเต็มที่ อย่างระบบต่อสู้นี่ก็ฝีมือทีมเราล้วนๆ

- เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะใส่ระบบการต่อสู้ที่ซับซ้อนของ FFXII ลงไปในเครื่อง NDS เราเองก็ไม่รู้ว่าผู้เล่นทั่วไปต้องการเกมเพลย์ที่ซับซ้อนแบบนั้นรึเปล่า แต่เราก็พยายามจำลองระบบของ FFXII ลงไปใน RW อย่างเช่นระบบแกมบิทไง

- เกม RPG นั้นกำลังเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ Square Enix เองก็ได้พยายามหาทางสร้างความแปลกใหม่ให้กับเกมประเภทนี้ ฮาร์ดแวร์เองก็มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงอยู่เหมือนกัน อย่างการที่ NDS มีทัชสกรีน หรือ Wii มีโมชั่นเซนเซอร์

- จากที่คนญี่ปุ่นไม่ค่อยคุ้นกับเกม RTS แถมยังน่าจะชอบ RPG แบบเก่ามากกว่า เราเองก็หวั่นๆ เหมือนกันพวกแฟนฮาร์ดคอร์เค้าจะรู้สึกยังไงกับภาคนี้ แต่เราก็อยากให้เข้าใจตัวฮาร์ดแวร์ของมันด้วย ถ้าฮาร์ดแวร์เปลี่ยนไปเกมเพลย์ก็ต้องเปลี่ยนไป RW เองก็มีความเป็นตัวของตัวมันเอง คงไม่ยุติธรรมเท่าไหร่ถ้าจะเอามันไปเทียบกับ FF ภาคอื่นๆ

- เราก็อยากให้ RW เป็นจุดเริ่มต้นของซีรียส์ใหม่แบบเดียวกับ FFT หรือ FFCC เช่นกัน มันเป็นเกมที่ผสมผสานความเป็น RPG และ RTS อย่างลงตัว ก็อยากให้ลองเล่นดูละกัน อย่างไรก็ตามถ้าถามว่านี่มันเกมแนวอะไร เราก็จะตอบไปว่ามันเป็นเกม RPG อยู่ดี (หัวเราะ)

- คุณเอสึเกะชอบวานที่กระฉับกระเฉงและร่าเริงตลอด ส่วนคุณโทริยามะชอบความน่ารักของคูซิธ

Ring of Fates (สัมภาษณ์คุณคามิยามะ และคาวาซึ)

- สำหรับ FFCC ภาคก่อนเป็นเกมที่สร้างมาให้เล่นกับเพื่อน ในส่วนการเล่นคนเดียวนั่นจึงทำมาได้เห่ยมาก แต่มาในภาคนี้คุณจะสามารถสนุกไปกับการเล่นโหมดมัลติเพลเยอร์กับเพื่อนๆ ได้ ขณะที่โหมดเล่นคนเดียวนั้นก็มีเนื้อเรื่องเบื้องลึกให้ศึกษาดูเหมือนกัน

- เราไม่มีแผนที่จะสร้างความเชื่อมต่อระหว่าง Wii The Crystal Bearers และ NDS Ring of Fates ตอนนี้ The Crystal Bearers ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาเราจึงพูดอะไรมากไม่ได้ แต่มันก็เป็นอีกเกมหนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับโลกของ Ring of Fates ถึงแท้ว่าสภาพโลกทัศน์มันจะเหมือนกันก็เถอะ

 

- โหมดมัลติเพลเยอร์ไม่ใช้ Wi-Fi แต่จะเป็น ad-hoc เท่านั้น ทั้งนี้เพราะเราอยากให้ผู้เล่นได้มานั่งใกล้ๆ และเล่นกับแบบเพื่อนๆ อย่างไรก็ตามตัวเกมก็ทำมาให้สามารถแลกของกับเพื่อนผ่าน Wi-Fi ได้ (...ไอ้ตัวแดงนั่นมันแถนี่หว่า...)

- เราไม่อยากบังคับให้ผู้เล่นต้องใช้สไตลัสกัน เราเลยออกแบบมาให้ผู้เล่นใช้นิ้วโป้งจิ้มมันได้สะดวกถ้าชอบที่จะใช้นิ้วจิ้มมากกว่าสไตลัส มันเป็นเกมแอ็คชั่นนี่เนอะ การใช้สไตลัสเลยไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ (แค่กดให้ทันก็แย่แล้ว จะเอาเวลาไหนมาจับปากกาแทน)

- เราเองก็ไม่อยากให้ RoF มันดูการ์ตูนเกินไปนัก แต่หน้าจอมันเล็กและระบบมันอำนวยมาแบบนั้น เราต้องการจะเน้นไปที่หน้าของตัวละครให้ชัดๆ แต่ก็ต้องทำช่วงตัวของพวกเขาให้ใหญ่ตามด้วย ภาพลักษณ์ที่มองออกมามันอาจดูเด็กๆ แต่เราอยากให้มองลึกไปถึงเกมเพลย์ที่อยู่เบื้องหลัง

- เกมของ Square Enix ที่ทำลง NDS มักจะมีการนำระบบมัลติเพลเยอร์มาใช้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม RPG นั้นมีภาพลักษณ์ที่ต้องเล่นคนเดียวเป็นที่ติดตาของผู้คน แต่หลังจากการกำเนิดของ FFXI เราต้องการจะมอบประสบการณ์ในการเล่นกม RPG แบบมัลติเพลเยอร์ให้มากขึ้น ตอนที่เราตัดสินใจทำเกมลงเครื่องพกพา เราก็คิดจะนำประสิทธิภาพของมันมาใช้อย่างเต็มที่ อย่างกรณีของ NDS มันก็ซัพพอร์ทมัลติเพลเยอร์ อย่างไรก็ตามนั่นไม่ได้แปลว่าเราตั้งใจจะทำ RPG ทั้งหมดให้เป็นมัลติเพลเยอร์ นั่นไม่ใช่เป้าหมายของเรา

ที่มา : Kikizo