Subasekai

สรุป Mr.H - Secret Report ฉบับที่ 2

posted on 23 Apr 2008 00:05 by ffplanet  in Subasekai

ฉันรู้สึกได้ถึงวิญญาณที่ปะทุขึ้นมาอย่างแรงกล้า และที่แหล่งกำเนิดของมัน ฉันก็ได้พบกับตัวแทนที่ Composer เลือกขึ้นมา เขาคือเนกุ ซากุราบะ

หลังจากที่อันตรายได้ผ่านพ้นไป วิญญาณของเขาก็ค่อยๆ สงบลง

ฉันจะอธิบายถึงวิญญาณที่ดำรงอยู่ใน UG ในภายหลัง สำหรับตอนนี้ให้รู้ว่ามันคือพลังงานที่ค้ำจุนอยู่ในตัวของแต่ละบุคคลก็พอ

วิญญาณที่ไม่เสถียรของเขาเป็นผลลัพธ์มาจากช่องว่างระหว่างร่างกายและจิตใจ สาเหตุที่มันไม่ประสานกันตามปกติน่าจะมาจากเหตุเหล่านี้:
1: ความเข้มข้นและองค์ประกอบทั้งหมดของวิญญาณ
2: ความสับสนทางอารมณ์
3: ความสับสนนั้นทวีหนักขึ้นด้วยการสูญเสียความทรงจำ ซึ่งเขาต้องเสียมันไปเพื่อเป็นค่าเข้าร่วมเกม

ใครก็ตามที่มีวิญญาณอันหลากหลายสามารถกลายเป็นผู้ใช้จินตนาการอันน่าสะพรึงกลัวได้ Composer คิดถูกแล้วที่เลือกเด็กหนุ่มคนนึ้ขึ้นมา ชะตากรรมของชิบุยะอาจขึ้นอยู่กับว่าขาจะสามารถควบคุมเสถียรภาพทางวิญญาณของเขาได้ดีแค่ไหน ดังนั้นเพื่อที่จะวัดเสถียรภาพของเขา ฉันได้มอบเข็มกลัด Harmonizer ที่จะสามารถใช้ได้ก็ต่อเมื่อเขาร่วมมือกับคู่หูของเขาเท่านั้น

การประสานเข้ากับคนอื่นขึ้นอยู่กับความสามารถในการควบคุมวิญญาณของตนให้มั่นคง ดังนั้นการที่เขาสามารถใช้เข็มกลัดนี้ได้จึงบอกได้ว่าเขาได้ก้าวหน้าขึ้นแล้ว ยิ่งเขาทำให้พลังจิตของเขากับคู่หูประสานกังวานในการหลอมรวมกันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เสถียรภาพทางวิญญาณของเขาค่อยๆ ดีขึ้นเท่านั้น

ฉันจะเฝ้าสังเกตความก้าวหน้าทางวิญญาณของเขาต่อไป

สรุป Mr.H - Secret Report ฉบับที่ 1

posted on 22 Apr 2008 21:53 by ffplanet  in Subasekai

* หมายเหตุก่อนเริ่มอ่าน
- ผมแปลว่าว่า Vibe แทนด้วยคลื่นชีวิต ใครหาคำแปลที่เหมาะสมกว่านี้ได้ก็ช่วยแนะนำด้วยนะครับ
- Composer = โยชิยะ คิริว (โจชัว)
- Conductor = คิตานิจิ เมกุมิ
- คนเขียนบันทึก = ซานาเอะ ฮาเนโกมะ
- คำที่สื่อถึงโลก ดินแดน มิติ ผมจะคงภาษาอังกฤษเอาไว้ เหมือนกับที่ไม่แปลคำว่า Realm ใน KH น่ะแล...
- นี่คือการแปลเป็นภาษาบอนๆ หากรู้สึกว่ามันไม่ใช่ภาษาไทย...ก็อย่าไปเอาอะไรกับมันมาก
 

=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=

อย่างที่รู้กันดีว่าเกมมากมายที่ดำเนินอยู่ใน UG เกิดขึ้นภายใต้การควบคุมของพวกเรา ทว่าเกมพิเศษในคราวนี้กลับตกอยู่ในสถานการณ์ที่แทบไม่น่าเชื่อ ทำให้พวก Higher Plane เริ่มให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก ดูเหมือนว่าตอนนี้ฉันคงต้องออกโรงมากขึ้นซะแล้ว รายละเอียดดังกล่าวจะเป็นตามบันทึกฉบับนี้

เกมในคราวนี้มีปัจจัยหลักที่เปลี่ยนไปหลายอย่างดังต่อไปนี้
1: บทบาทของมันในฐานะแผนการทำลายล้างชิบุยะ
2: Composer ได้ออกไปจาก UG
3: การจำกัดพลังของเขา
4: เกมกำลังถูกเล่นโดยตัวแทนของเขา

Composer ได้บอกฉันว่าเขาคิดที่จะทำลาย UG ทิ้ง แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะปล่อยให้ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของเกมที่เขาเล่นอยู่กับ Conductor ซึ่งเกมที่พวกเขาเล่นนั้นมีกฏข้อหนึ่งที่ว่า Composer จะต้องล่าถอยออกไปจาก UG ก่อน ซึ่งการที่ Composer ออกจาก UG ไปในระหว่างที่เกมยมทูตกำลังดำเนินอยู่เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ฉันไม่รู้ว่าจะมีผลกระทบอะไรตามมาบ้าง

นอกจากนี้ Composer ต้องทำการลดความถี่คลื่นชีวิตของตัวเอง เพื่อเดินทางจาก UG ไปยัง RG ซึ่งนั่นจะทำให้ความสามารถของเขาลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และมันจะทำให้การสืบสวนแผนของ Conductor เป็นเรื่องยากนรกแตก  ยิ่งตอนนี้ดันมีเฉพาะ Composer คนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่าฉันเป็นใคร นั่นแปลว่าถ้าฉันมัวอ้อยอิ่งเขียนรีพอร์ทอยู่ใน UG แบบนี้ก็คงเป็นเรื่องที่เสี่ยงตายเอามากๆ

(เพราะคนอื่นไม่รู้ฐานะที่แท้จริงของผู้เขียน ดังนั้นถ้าเหล่ายมทูตเกิดเจอผู้เขียนขึ้นมา ก็อาจมีเหตุการณ์รุมกระทืบเกิดขึ้นได้)

ในเกมนี้ Composer ได้ทำการคัดเลือกตัวแทนหนึ่งคนเพื่อทำการแข่งขันกับ Conductor แทนที่ตัวของ Composer เอง ในตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลของเขาคนนั้น

ขณะที่สถานการณ์ดูเลวร้าย ฉันเชื่อว่ากุญแจที่เปิดหนทางข้างหน้าได้อยู่ในมือของเรา ฉันได้พบกุญแจนั้นแล้ว และนั่นก็คือเข็มกลัดที่ Conductor ร้องขอให้ช่วยทำให้

โดยปกติแล้วการสำแดงพลังจิตของเข็มกลัดจะขึ้นอยู่กับจินตนาการของแต่ละคน ดังนั้นถ้าเอาเข็มกลัดมาวิเคราะห์ ก็จะรู้ถึงจินตนาการของผู้ใช้ หรือกระทั่งเจตนาที่แท้จริง โชคร้ายที่คำสั่งที่คนออกคำสั่งให้วิเคราะห์นี้ก็คือ Composer ซึ่งยังไม่เคยมีคำสั่งให้วิเคราะห์ถึง Conductor เลย...ดังนั้นฉันจึงไม่สามารถใช้มันเพื่อบ่งชี้ธาตุแท้แห่งจินตนาการของเขาได้

ฉันเองก็ได้ลดความถี่คลื่นชีวิตของตัวเองลงมาเพื่อจูนให้เข้ากับโลกใน UG ซึ่งมันก็ทำให้ความสามารถของฉันถูกจำกัดลง อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้แค่รู้ว่าเข็มกลัดคือกุญแจแห่งความอยู่รอดก็เพียงพอแล้ว ดังนั้นความเป็นไปได้ในการขัดขวางแผนการทำล้ายล้าง UG ก็ยังคงอยู่ต่อไป

=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=

ข้อสังเกต 

- การที่ฮาเนโกมะบอกว่าเขาลดความถี่คลื่นลงมาเข้ากับ UG แปลว่าเขาไม่ได้เกิดใน UG

- ผมคิดว่าสาเหตุที่ฮาเนโกมะมองว่าเข็มกลัดกะโหลกแดงคือความหวังที่จะช่วยไม่ให้ชิบุยะถูกทำลายได้ คงเป็นเพราะลุงเค้าเห็นว่าในเมื่อ Conductor ต้องการใช้เข็มกลัดทำให้ทุกคนในชิบุยะมีความคิดเหมือนกันหมด ส่วนหมากของ Composer ก็คือเนกุซึ่งจำต้องต่อสู้กับ Composer เพื่อพิสูจน์ว่าความคิดของ Composer นั้นมันผิด การที่โลกนั้นเต็มไปด้วยความคิดที่แตกต่างกันก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว การต่อสู้ของเนกุกับอิทธิพลของเข็มกลัดกะโหลกแดงของ Conductor จะเป็นสิ่งที่แสดงมุมมองในด้านอื่นๆ ให้ Composer โจชัวเห็นว่าชิบุยะยังเต็มไปด้วยความเป็นไปได้อีกมากมายที่จะอยู่รอด หากเนกุเอาชนะ Conductor ได้เขาก็จะเป็นตัวแทนของมนุษย์ที่แสดงให้ Composer เห็นว่ามนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองและเติบโตขึ้นได้ เพราะเป็นมนุษย์ถึงกล้าที่จะดิ้นรนต่อสู้ต่อไป ไม่ใช่หนีปัญหาด้วยการทำลายเมืองทิ้ง

- ในทางกลับกันถ้า Conductor เลือกที่จะแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่น เนกุก็จะเล่นไปจนจบเกมโดยไม่เข้าใจว่าปัญหาจริงๆ มันคืออะไร จะเถียงก็เถียงไม่ถูก การต่อสู้ของเขาก็จะไม่ได้พิสูจน์อะไรเลย และถึงเนกุจะชนะ Conductor ได้ แต่เขาก็จะไม่สามารถชนะใจ Composer ได้อยู่ดี 

........

.........................

T____________,T

หลังจากที่หมดเวลาไปกับการเล่นแบบเจาะลึกทะลุมิติอยู่นานในอาทิตย์ ในที่สุดผมก็เล่นเกม The World Ends With You จบลงพร้อมกับปากกา 2 ด้ามและสมุดอีก 37 หน้า.... ตอนนี้ผมไม่รู้จะบรรยายความประทับใจที่ผมได้รู้สึกจากเกมนี้ให้ฟังอย่างไรดี มันเป็นความรู้สึกสุดยอดที่ผมไม่เคยได้พบจากเกมไหนๆ มาก่อน จะเอาไฟนอลมาซักกี่ภาค ก็ไม่มีภาคไหนเลยที่จะสร้างทั้งเนื้อหา ระบบ และเพลงประกอบ ได้สมบูรณ์เท่ากับเกมนี้อีกแล้ว

เอาเป็นว่าผมจะขอรีวิวเกมนี้ไปทีละส่วน ตามลำดับความคันปากของผมล่ะกัน

-เนื้อเรื่อง-

ประเด็นของเกมนี้อยู่ที่เอาผมปัญหาในจิตใจของเด็ก 3 คนขึ้นมาเล่น ปัญหาของเด็กทั้งสามก็คือการหลอกตัวเองว่าเราเกลียดโลกใบนี้ การหลอกตัวเองว่าเราเกลียดตัวเอง การหลอกตัวเองว่าเราช่างอ่อนแอ ซึ่งในชีวิตจริงของเราๆ ก็มักจะประสบพบเจอคนที่เป็นแบบนั้นอยู่บ่อยๆ ผมเชื่อว่าในบางครั้งที่เรารู้สึกท้อแท้ บางทีเราก็รู้สึกว่าโลกนี้มันเลวร้าย ตัวเราช่างอ่อนแอ แต่เมื่อใดที่หนทางทั้งหน้านั้นเปิดกว้าง ปัญหานั้นถูกคลี่คลาย เราก็จะรู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่เดียวดายอีกต่อไป

เนื้อเรื่องของเกมนี้เกิดขึ้นในสังคมเมืองของญี่ปุ่น โดยจะจับจุดไปที่ชิบุยะซึ่งเป็นแหล่มรวมของวัยรุ่นทั้งหลาย ในเกมเราจะได้เห็นการเสียดสีสังคม มุมมองที่มีต่อสังคมของบุคคลในระดับต่างๆ ซึ่งก็จะมีคนทั้งคนที่มองโลกในแง่ดีและมองโลกในแง่ร้ายกระจัดกระจายกันออกไป ซึ่งเรื่องนี้ค่อนข้างเน้นในเรื่องที่ผู้คนนั้นไม่ค่อยมีความเป็นตัวของตัวเอง เอาแต่ทำตัวตามกระแส ผู้คนเอาแต่วิ่งไล่ตามสิ่งแปลกใหม่ ยอมเปลี่ยนตัวเองเพื่อพยายามจะตามเข้าไปในโลกของผู้อื่น เพื่อที่จะได้มีเพื่อน ดังนั้นแล้วจะมีทางออกอื่นใดที่ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและยังได้เป็นตัวของตัวเอง

ตัวเอกของเกมเป็นเด็กที่ตายไปแล้วและติดอยู่ในโลกหลังความตาย ตัวเขาสูญเสียความทรงจำและไม่รู้ว่าตัวเขาตายไปได้ยังไง สมัยที่ยังมีชีวิตเขาเป็นคนที่ไม่มีเพื่อน เพราะตัวเขาเอาแต่ปิดใจ ปิดกั้นโลกของตัวเองจากการเขาถึงของผู้อื่น เขาสรุปว่าโลกมันเลวร้าย ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วปัญหามันไม่ได้อยู่ที่โลก แต่อยู่ที่ตัวเขาไม่กล้าที่จะเริ่มต้นสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นเเอง

ทว่าการที่เขาได้ใช้ชีวิตในโลกหลังความตาย ได้เข้าร่วมการแข่งขันเกมยมทูตเพื่อคัดเลือกคนที่จะได้รับโอกาสให้คืนชีพ มันทำให้เขาค่อยๆ เข้าใจการเป็นมนุษย์ และทำให้เรารู้สึกว่าเขากำลังมีชีวิตอยู่มากกว่าตอนที่เขายังไม่ตายเสียอีก

ในมุมองของคนเล่นเกม เนื้อเรื่องของเกมแบ่งเป็น 3 ส่วนใหญ่ แต่ละจุดก็มีหน้าที่ต่างกัน และมันก็ทำเป้าหมายของมันเองได้อย่างสุดยอด ช่วงแรกของเกมเป็นการแนะนำกฎกติกาของเกมยมทูต นิสัยของตัวเอก เป็นการเกริ่นนำเรื่องราวต่างๆ ให้เราเข้าใจ ส่วนที่สองจะเป็นการปลุกเร้าเราด้วยการเอ่ยถึงปริศนาต่างๆ เรื่องที่ชวนให้สงสัย แล้วก็จะมีการพูดถึงปรัชญา การเสียดสีสังคมให้เราฟังเป็นระยะๆ สำหรับส่วนที่สามถึงเป็นส่วนสุดท้ายก็จะเป็นการค่อยๆ แก้ผมปัญหาในเรื่องไปทีละส่วน ขณะเดียวกันยิ่งปมถูกแก้ไปมากเท่าไหร่เราก็จะรู้สึกถึงความซับซ้อนในเรื่องมากยิ่งขึ้นเท่านั้น เวลาที่เราเล่นเราก็จะสงสัยว่าคนนู้นเป็นบอสใหญ่รึเปล่า คนนี้เป็นบอสใหญ่รึเปล่า ซึ่งกว่าจะเล่นไปจนจบ หลายคนก็คงถูกหลอกไปนับรอบไม่ถ้วนเลยทีเดียว

สำหรับผมแล้วการที่เกมนี้เอาประเด็นเรื่องเด็กมีปัญหามาเล่น เป็นอะไรที่ผมชอบเอามากๆ เนื้อเรื่องก็ซับซ้อนเอามากๆ แถมยังเล่าเรื่องได้ชวนติดตามมากๆ ด้วย ระหว่างที่เล่นเนื้อเรื่องส่วนที่สามอยู่ผมแทบจะลงแดง เพราะอยากจะรู้ให้ได้ว่าใครคือคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดกันแน่ แต่พอเล่นไปจนจบแล้วผมก็ได้รู้ตัวว่าผมโดนหลอก (ไปหลายรอบเลยทีเดียว) จริงๆ แล้วคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดก็คือคนที่พูดว่าเขาต้องการกำจัดคนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดนี่เอง (งงอ่ะดิ๊!?)

(วินาทีที่ผมเล่นจบเกมและเห็นชื่อพระเจ้าโนมุระขึ้นมา บอกตรงๆ ว่าผมอยากบินไปกราบตีนพระเจ้าที่ญี่ปุ่นซะตอนนั้นเลย ฮาๆ)

-ระบบ-

คนเล่นเกมนี้ไม่มีสิทธิบ่นว่าเกมยากไปหรือง่ายไป เพราะตัวเกมสามารถเลือกปรับได้ตลอดเวลาว่าจะเล่นแบบ easy, normal, hard และถ้าใครยังไม่สะใจเขายังมีโหมด ultimate hard ไว้ให้พวกโรคจิตที่ชอบโดนเอาตีนเขี่ยทีเดียวตายมาเล่นด้วย ดังนั้นใครที่อารมณ์แปรปรวน บางทีก็อยากเล่นเกมง่ายๆ บางทีก็ยากเล่นเกมยากๆ เกมนี้แหละคือเกมที่สามารถตอบสนองความต้องการของคุณได้เต็มที่ อย่างผมนี่ปกติก็จะเล่น normal แต่ถ้าช่วงไหนอยากเก็บของหายากก็จะปรับความยากให้เป็นแบบ Hard

นอกจากนี้คุณยังสามารถกดลดเลเวลของคุณได้ตลอดเวลา สมมติว่าคุณมีเลเวล 50 แล้วคุณก็สามารถกดลดเลเวลคุณเหลือ 41 ได้...ซึ่งการลดเลเวลนี้จะทำให้ Max HP ของคุณลดลง แต่ข้อดีคือมันจะทำให้อัตราดรอปของเพิ่มมากขึ้น ถ้าลดไป 9 เลเวลนี่อัตราการดรอปก็จะเพิ่มขึ้น 10 เท่าเลยทีเดียว ต้องบอกว่ามันเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่คุ้มค่ามากๆ นอกจากนี้เรายังสามารถปรับเลเวลของเราให้กลับมาเท่าเดิมได้ด้วย

ในเรื่องการต่อสู้ ตัวเอกของเกมจะเป็นไซคิกอัจฉริยะ ดังนั้นระบบของเกมก็จะเป็นการใช้พลังจิตในรูปแบบต่างๆ ในเกมจะมีพลังจิตทั้งหมด 300 รูปแบบ เราสามารถเลือกติดตั้งพลังจิตเข้าไปใช้ในฉากต่อสู้ได้สูงสุด 6 รูปแบบ โดยการขยับ Stylus ที่แตกต่างกันก็จะก่อให้เกิดพลังจิตที่มีรูปแบบต่างกัน ถ้าขีดที่ศัตรูรัวๆ ก็เป็นพลังจิตแบบนึง ถ้าจิ้มค้างแล้วปล่อยก็เป็นแบบหนึ่ง ถ้ากด ตวัดขึ้น ตวัดลง บลาๆๆๆ ก็จะเป็นพลังจิตในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป จุดเด่นของระบบนี้คือตัวเราเองจะได้ขยับมือขวาตลอดเวลา ต้องใช้มันตวัดเขี่ยตลอดเวลาจนไม่มีโอกาสได้พัก ถ้าสู้กับศัตรูเก่งๆ นานๆ นี่ก็ทำให้ปวดมือได้เลยทีเดียว อย่างเมื่อกี้ผมพึ่งสู้กับบอสใหญ่มา ใช้เวลาไป 4 นาที แต่เป็น 4 นาทีที่ผมต้องเอาจริงเต็มที่ ต้องแดชหนี ต้องกระโดดหลบ ต้องโจมตีท่าต่างๆ อย่างต่อเนื่องและรวดเร็วในแบบที่ก่อความผิดพลาดให้น้อยที่สุด พอชนะได้นี่มือขวาแทบจะหมดแรงเลยครับ

ยัง...อย่าคิดว่ามือซ้ายของคุณจะสุขสบาย เกมนี้เค้าให้คุณบังคับตัวละครสองตัวพร้อมกัน ตัวนึงใช้ Stylus บังคับ ส่วนอีกตัวก็ใช้ปุ่มกดตามปกติ นั่นแปลว่าระหว่างที่คุณเล่นเกมนี้ทั้งมือซ้ายและมือขวาของคุณจะไม่มีโอกาสได้พักเลย เวลาต่อสู้ตัวละครตัวหนึ่งจะสู้กับศัตรูอยู่บนจอบน ส่วนตัวละครอีกตัวก็จะอยู่บนจอล่าง เวลาผมเล่นผมก็จะตั้งใจเล่นตัวนึง ส่วนอีกตัวก็จะกดมั่วๆ ไป แต่ในบางครั้งที่เราเจอศัตรูเก่งๆ เราก็จะกดมั่วไม่ได้ ก็ต้องตั้งใจมองมันทั้งจอบนและจอล่าง ต้องแบ่งสมาธิให้ดี และควบคุมมือซ้ายมือขวาให้ทำงานอย่างไม่มีผิดพลาดถึงจะชนะมันได้

(จริงๆ จะตั้งให้ AI บังคับตัวละครตัวนึงให้อัติโนมัติก็ได้ แต่มันกากกว่าบังคับมั่วเอง เลยไม่อยากพูดถึง)

ปกติเวลาเราเล่นเกมอื่นๆ มันจะไม่ต้องใช้สมองช่วยจำและประมวลผลมากซักเท่าไหร่ สังเกตได้จากเวลาเราเล่นเกมอื่นเรายังสามารถมีเวลาไปคิดเรื่องอื่นได้ แต่สำหรับเกมนี้ การต่อสู้แบบที่ต้องแบ่งแยกประสาทมือซ้ายมือขวา และต้องดูจอบนและจอล่างพร้อมกัน มันแทบจะกลืนกินหน่วยความจำชั่วคราวในสมองของเราจนหมด ถ้าไม่อยากเหนื่อยคุณก็ต้องเล่นแบบกดมั่วตัวนึง (หรือไม่ก็หาคนมาช่วยบังคับตัวละครไปตัวนึง) ขอบอกเลยว่าบอสลับของเกมในแบบ Ultimate Hard นั้นยากนรกแตกมาก ถ้าถามว่ายากขนาดไหน ก็ยากถึงขั้นที่ (หากคุณเล่นคนเดียวแบบผม) คุณต้องสามารถแบ่งแยกประสาทมือซ้ายมือขวา แบ่งแยกการควบคุมระหว่างจอบนจอล่างได้อย่างสมบูรณ์ และบังคับตัวละครไม่ให้เกิดความผิดพลาดขึ้นเลย คุณถึงจะสามารถเอาชนะมันได้

(มันส์สะใจไปเลยพี่น้อง!!)

-เพลงประกอบ-

เนื่องจากตัวเอกของเกมนี้จะใส่เฮดโฟนครอบหูและเปิดเพลงฟังตลอดเวลา ดังนั้นเพลงประกอบในเกมส่วนใหญ่ก็จะเป็นเพลงอินดี้ในแบบที่มีเสียงคนร้อง ทั้งนี้ก็เพื่อให้เราได้อารมณ์เหมือนกับว่าเรากำลังเป็นตัวเอกที่เปิดเพลงฟังอยู่ตลอดเวลานี่เอง ตอนผมดูรายชื่อ Vocalist หลังจบเกม.....พบว่ามีคนร้องอยู่เกือบๆ 20 คนได้เลยละมั้ง

ปกติเกมๆ หนึ่งมักจะมีเพลงโดนใจผมอยู่ไม่เกิน 3 เพลง....แต่กับเกมนี้ผมพบว่ามีเกมที่มันกระแทกใจผมมากๆ อยู่ถึง 6 เพลงด้วยกัน (ตอนนี้ก็กำลังฟังวนไปวนมาอยู่) เพลงที่ผมชอบส่วนใหญ่ก็เป็นเพลงร็อคมันส์ๆ ที่จะบรรเลงขึ้นมาในฉากต่อสู้ คิดดูละกันว่าถ้าระหว่างที่มือขวาของเรากำลังตวัด Stylus อย่างบ้าระห่ำ มือซ้ายก็กดปุ่มใช้ท่าต่างๆ อย่างเร็วที่สุด แล้วยังมีเพลงร็อคมันส์ๆ ดังขึ้นเพื่อช่วยส่งอารมณ์ของเราให้ทะยานไปกับเกมด้วย มันจะสุดยอดมากแค่ไหน!? บ่อยครั้งเลยที่พอสู้จบแล้วผมก็ยังปล่อยหน้าจอทิ้งไว้แบบนั้นไม่ให้มันตัดฉาก เพื่อที่จะได้ฟังเพลงเหล่านี้ต่อจนกว่าจะเสร็จสมอารมณ์

(ไม่พลาด OST เวอร์ชั่นอังกฤษแน่)

-สรุป-

เกม Crisis Core เป็นเกมที่ผมชอบที่สุดในบรรดาเกมที่เล่นในปีที่แล้ว แต่ The World Ends With You เป็นเกมที่ดีกว่า Crisis Core ในทุกๆ ด้าน เนื้อเรื่องซับซ้อนและน่าสนใจกว่า สมดุลเกมก็ทำได้ดีกว่า เพลงประกอบโดยรวมก็โดนใจผมมากกว่า จะมีด้านนึงที่ไม่ได้เหนือกว่า Crisis Core ก็คือกราฟฟิค แต่จะว่าไปมันก็เอามาเทียบกันไม่ได้ เพราะ The World Ends With You เค้าใช้กราฟฟิคแบบภาพลายวาดลายเส้น ซึ่งมันก็มีสเน่ห์อันน่าหลงใหลที่ทำให้ไม่สามารถเอาไปเทียบกับโพลิก้อนได้อยู่


พูดจริงๆ ว่าตั้งแต่เล่นมาไม่มีส่วนไหนในเกมที่มันขัดใจจนผมรู้สึกอยากติเลย ตอนแรกผมคิดจะเล่นเกมนี้แบบเผาจบแล้วรีบกลับไปเจาะลึกทะลุมิติกับ FFXII ต่อ...แต่พอรู้สึกตัวอีกที ผมก็ได้ขายวิญญาณให้กับ The World Ends With You ไปแล้ว

เล่นเกมนี้จบแล้ว....จะรักทีม Jupiter และคุณโนมุระขึ้นอีกเยอะเลยครับ!

โจชัว...

เบื้องหลังบุคลิกภาพที่ดูเอื่อยเฉื่อยขี้คร้าน จริงๆ แล้วโจชัวเป็นคนที่มีสติปัญญาที่เฉียบแหลมและสามารถเข้าใจอะไรได้มากกว่าคนทั่วไป เขามักจะพูดยียวนคนอื่นและทำตัวลึกลับ เพราะนั่นเป็นวิธีแสดงออกที่จะทำให้สิ่งรอบๆ ตัวเขาดูสนุกขึ้นมา

ในขณะที่ทุกๆ คนกำลังใช้ชีวิตไปตามปกติ โจชัวกลับมองเห็นยมทูตและเหล่าคนตายมาตั้งแต่เด็ก ยิ่งโจชัวเติบโตขึ้นเขาก็ยิ่งสงสัยว่าคนเรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร การมีชีวิตก็คือการทำงานที่ซ้ำซากในแต่ละวัน ผู้คนพยายามทำความเข้าใจกันและกัน แต่กลับไม่มีใครเอะใจเลยว่าคนเราไม่มีทางที่จะเข้าใจกันได้หรอก ด้วยเหตุนี้โจชัวจึงเริ่มเล่นเกมบางอย่าง เพื่อตัดสินชะตากรรมของชิบุยะ

เนกุ...

การแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการใคร ไม่ต้อนรับใคร เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเนกุ สมัยที่ยังมีชีวิตอยู่เนกุไม่เคยมีเพื่อนเลยแม้แต่คนเดียว เขาไม่รู้จักการจับกลุ่ม ไม่รู้จักการไปไหนมาไหนกับใคร เนกุคิดว่าทุกๆ คนช่างน่ารำคาญ โลกใบนี้น่ะมีเขาคนเดียวก็พอแล้ว

แต่ในก้นบึ้งของจิตใจ เนกุก็มอบหัวใจให้กับศิลปินคนหนึ่งที่ใช้นามแฝงว่า CAT ศิลปินผู้ที่ไม่เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อ และไม่เคยเผยแพร่ภาพออกสู่สาธารณะ แต่ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมและคติประจำใจที่ว่า "มีความสุขทุกวินาที กับทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็น" ก็ทำให้เนกุรู้สึกนิยมชมชอบในตัวของ CAT และอยากที่จะมีชีวิตที่อิสระ ไม่ยึดติดอยู่กับสิ่งใดแบบเขาคนนั้น

หลังจากที่โจชัวได้เข้ามาใน Under Ground (โลกหลังความตายซึ่งซ้อนทับอยู่กับโลกแห่งความเป็นจริง) เขาได้ชักชวนให้เนกุทำสัญญาเป็นคู่หูกับเขา ถ้าเนกุตาย...โจชัวก็จะตาย ในทางกลับกันหากโจชัวตาย...เนกุก็จะตายด้วย

เนกุรู้สึกว่าโจชัวเป็นคนที่ประหลาด ชอบทำตัวเป็นปริศนาและไม่ค่อยยอมบอกอะไรกับเนกุ ในบางครั้งที่เนกุได้ลองใช้เข็มกลัดอ่านความคิดของโจชัวดู ภาพที่เขาเห็นก็คือภาพของโจชัวที่กำลังลั่นกระสุนใส่เขาด้วยสีหน้าของฆาตกร นั่นจึงทำให้เนกุปักใจเชื่อว่าโจชัวเป็นคนฆ่าเนกุอย่างแน่นอน

ในวันที่ 5 ของการแข่งขันเกมยมทูต เกมที่จะคัดเลือกผู้ตายเพียงหนึ่งคนให้ได้รับสิทธิในการคืนชีพอีกครั้ง โจชัวได้สารภาพกับเนกุว่าเขาสามารถมองเห็นโลก UG ได้ตั้งแต่สมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ เขาเห็นทุกๆ สิ่งทุกๆ อย่าง ทั้งเกมยมทูต ผู้เล่น ตัวยมทูต นอยส์ รวมทั้งการทำงานทั้งหมดของพวกมัน

โจชัวยังคงพูดต่อไปด้วยสีหน้าที่แฝงด้วยเลสนัยว่าเกมยมทูตได้ดึงดูดให้เขารู้สึกสนใจ ยิ่งเขาได้ฟังเรื่องของ UG จากคุณลุงร้านกาแฟมากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งหลงใหลในเกมมากขึ้นเท่านั้น เขาหลงใหลในการแข่งขันเพื่อแบ่งแยกระหว่างความเป็นกับความตายของคนในเมือง มันทำให้เขารู้สึกตื่นเต้น อย่างน้อยที่สุดมันก็น่าสนใจกว่าชีวิตประจำวันอันน่าเบื่อหน่ายที่ต้องทำแต่เรื่องเดิมๆ สำหรับโจชัวแล้วการมีชีวิตอยู่ก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากการตาย ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะมาอยู่ที่ UG ด้วยความต้องการของเขาเอง

ครั้งหนึ่งเด็กหนุ่มอัจฉริยะคนนี้เคยพูดกับเนกุว่าการใช้เข็มกลัดทำให้เราสามารถอ่านใจผู้อื่นได้ และนั่นก็ทำให้เราสามารถเข้าใจผู้อื่นได้อย่างแท้จริง ถ้าอ่านใจคนได้ด้วยเข็มกลัด เราก็ไม่จำเป็นต้องพูดให้ยุ่งยาก  และยังสามารถรับรู้เรื่องที่คนอื่นๆ พยายามโกหกเราได้อีกด้วย

โจชัวคิดว่าต่อให้คนเราคุยกันไปจนวันตายก็ไม่มีทางได้รับรู้ความเป็นจริง เพราะทุกคนต่างก็เห็น ต่างก็มองสิ่งต่างๆ ไม่เหมือนกัน

เนกุคิดว่าสิ่งที่โจชัวพูดมันก็จริง เราอาจไม่เห็นตัวตนที่แท้จริงของคนอื่น เราอาจไม่รู้ว่าคนอื่นกำลังคิดอะไรอยุ่ ดังนั้นผู้คนจึงพยายามที่จะหาคำตอบมัน CAT เคยบอกกับเขาว่าจงเปิดโลกของเรา จงเปิดใจของเราให้กับคนอื่นๆ นั่นคือหนทางที่จะทำให้เราสามารถมีความสุขได้ทุกเวลา เนกุคิดว่าด้วยเข็มกลัดอ่านใจอันนี้มันอาจจะทำให้เขาสามารถเป็นแบบ CAT ได้... แต่แล้วเขาก็รู้สึกสะกิดใจขึ้นว่าทำแบบนั้นแล้วจะสามารถมีความสุขได้อย่างไร CAT เองก็ไม่ได้ใช้เข็มกลัดอ่านใจ ดังนั้นตัวเขาเองก็ควรจะหาทางเปิดโลกกว้างด้วยวิธีของตัวเขาเองมากกว่า

ตอนท้ายของการแข่งขันวันที่ 5 เนกุได้รู้ความจริงจากยมทูตว่าโจชัวยังมีชีวิตอยู่ ขณะที่ผู้เล่นคนอื่นๆ เป็นคนที่ตายไปแล้ว และต้องมาที่ UG ทั้งๆ ที่ไม่ได้อยากมา แต่โจชัวกลับเลือกที่จะหาทางเดินทางมายัง UG ด้วยวิธีพิเศษและด้วยความตั้งใจของเขาเอง พอเนกุได้รับรู้ความจริงเนกุก็รู้สึกหัวเสียเป็นอย่างมาก ยิ่งโจชัวบอกว่าเขามาที่นี่เพราะเขาเบื่อการใช้ชีวิตอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง นั่นก็ยิ่งทำให้เนกุรู้สึกเกลียดโจชัว แต่แล้วเนกุก็ต้องสะอึกเมื่อถูกโจชัวโยนคำถามๆ หนึ่งมาให้ คำถามนั้นก็คือ "แล้วนายเข้าร่วมเกมเพราะอยากมีชีวิตใหม่จริงๆ เหรอ ยังอยากจะกลับไปใช้ชีวิตอีกเหรอ" มันเป้นคำถามที่เนกุที่ยังอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่สามารถตอบได้ เพราะตัวเขาเอง...ไม่ว่าจะในโลกแห่งความเป็นจริงหรือจะเป็นโลกหลังความตาย เขาก็ปิดใจไม่ต้อนรับคนอื่น และทำตัวเหมือนอยู่คนเดียวมาตลอด

ในวันที่ 6 ซึ่งเป็นวันที่มีนอยส์อาละวาดไปทั่วเมือง เนกุจะเสียใจมากที่ไม่สามารถไปช่วยคนอื่นๆ ได้ทันเวลา ยิ่งได้ยินคนที่กำลังจะหายไปพูดล่ำลาเขามากขึ้นเท่าไหร่ มันก็ยิ่งทำให้เนกุรู้สึกเสียใจมากขึ้นเท่านั้น พอเห็นเนกุรู้สึกแย่ โจชัวเลยหันไปถามว่านายรู้สึกเห็นใจคนอื่นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เขานึกว่าเนกุจะไม่รู้จักแคร์คนอื่นซะอีก

เนกุบอกว่าไม่...แม้ว่าทุกคนจะเป็นแค่คนแปลกหน้า ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร ไม่รู้ว่าพวกเขามาจากไหน ไม่รู้ว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร แต่ว่า...ตั้งแต่ที่ฉันได้เข้ามาใน UG ฉัน...ก็ได้เริ่มต้นพูดกับพวกเขาบ้าง ได้เริ่มรู้จักพวกเขามากขึ้นทีละเล็ก และเข้าใจพวกเขามากขึ้นทีละน้อย ฉันรู้สึกว่าโลกของฉันได้เติบโตขึ้น แม้จะแค่ทีละนิดก็ตาม... ทุกอย่างได้เปลี่ยนไป พวกเขาไม่ใช่แค่คนแปลกหน้าอีกต่อไปแล้ว ฉันไม่สามารถปิดใจจากทุกคนแบบนั้นได้

พอโจชัวได้ยินแบบนี้ก็บอกว่าพูดแบบนี้ไม่เห็นเหมือนเนกุที่เขารู้สึกเลย ดี! แต่อย่าหวังสูงเกินไปนักล่ะ นายไม่มีวันเข้าใจผู้คนรอบข้างได้จริงหรอก แต่เนกุก็บอกว่าการมีความสุขทุกวินาที การมีความสุขไปกับโลกของเราก็คือการเปิดโลกของเราให้กว้างขึ้น ในที่สุดฉันก็เข้าใจแล้ว เพราะโลกที่คนๆ หนึ่งมองเห็นนั้นช่างดูเล็ก ดังนั้นเราจึงต้องรู้จักเข้าถึงผู้อื่นนั่นเอง

เนื้อเรื่องในเกมดำเนินไปกว่า 60% แล้ว... เนกุในตอนนี้ได้เปลี่ยนไปจากเนกุในตอนเริ่มเกมเป็นอย่างมาก จากเดิมที่เขาเป็นคนที่ไม่เปิดใจให้ใคร ทว่าการที่เขาได้ทำตามคำสั่งสอนของคนที่เขาเคารพ การได้ลองใช้เข็มกลัดอ่านความคิดของผู้อื่น มันทำให้เขารู้สึกว่าโลกนี้กว้างใหญ่มากกว่าที่เขาคิด เขาเคยมีความคิดว่าโลกนี้ช่างน่าเบื่อ แต่นั่นคือโลกที่มีแต่ตัวเขาเองเพียงคนเดียว

เนกุพูดอยุ่เสมอว่าเขาต้องการโลกที่มีแต่ตัวเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่จริงๆ เขาไม่ได้ต้องการแบบนั้น ที่เนกุมีความทุกข์ก็เพราะเขาปิดใจไม่ยอมให้ใครเข้ามาในโลกของเขา ทว่าตั้งแต่ที่เขาเริ่มใช้เข็มกลัดอ่านใจ มันทำให้เขาเข้าถึงโลกของคนอื่นได้ง่ายขึ้น พอได้คุยกับคนอื่น ได้ช่วยเหลือคนอื่น เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าโลกของเขาค่อยๆ เติบโตขึ้น และนั่นก็ทำให้ชีวิตของเขามีความสุขมากยิ่งขึ้น

ถ้าไม้ค้ำช่วยพยุงคนที่เจ็บขาให้สามารถเดินได้ เข็มกลัดอ่านใจก็เหมือนสิ่งที่ช่วยพยุงให้เนกุผู้มีอาการป่วยทางจิตสามารถใช้ชีวิตอย่างคนปกติได้เช่นกัน ในไม่ช้าเมื่อเนกุหายดี เข็มกลัดอ่านใจก็คงไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับเขาอีกต่อไป เพราะในตอนนี้เนกุก็ได้รู้สึกตัวแล้วว่าต้องทำอย่างไร ถึงจะสามารถใช้ชีวิตให้มีความสุขได้

โลกจะน่าเบื่อหรือเต็มไปด้วยความสุข...มันขึ้นอยู่กับตัวของเราเอง

เพราะนี่แหละคือ... The World Ends With You

โปรดติดตามไตต่อปอน

ในวันที่ 3 ของการแข่งขัน เนกุและโจชัวได้มีโอกาสไปดูร้านราเม็งเปิดใหม่ในชิบุยะ พวกเค้าสังเกตว่าในย่านนั้นมีร้านราเม็งอยู่สองร้านด้วยกัน

ร้านหนึ่งเป็นร้านราเม็งเล็กๆ ที่เปิดมานานชื่อราเม็งดง เจ้าของร้านเป็นคุณลุงแว่นอ้วนท้วมหน้าตาใจดี เขาทำราเม็งได้ไม่น่ากินซักกะนิด แต่ภายในกับแฝงไปด้วยรสชาดที่อร่อยเหาะ และความรักที่ลุงแกอยากมอบให้กับเหล่าคนรักราเม็ง แน่นอนว่าตามบทของละครน้ำเน่าแล้วร้านแบบนี้มันต้องไม่มีคนเข้า และกำลังจะโดนซื้อกิจการไปในไม่ช้า

อีกร้านหนึ่งเป็นร้านที่เปิดใหม่ชื่อชาโดว์ราเม็ง (ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าไม่ดี) เจ้าของร้านเป็นคนหนุ่มไฟแรงที่พึ่งลาออกจากงานเก่ามาเปิดกิจการเป็นของตัวเอง เขามีชื่อว่ามาโคโตะ หรือที่เพื่อนๆ ชอบเรียกกันว่ามิค มาโคโตะคิดว่าปัจจัยสำคัญที่จะทำให้สินค้าขายได้หรือไม่ได้อยู่ที่การนำเสนอ ราเม็งในร้านของเค้าอาจจะมีรสชาดที่ดาดๆ ธรรมดาๆ แต่กลับมีรูปร่างที่ชวนหลง นอกจากนี้มาโคโตะยังจ้างแดนเซอร์มาช่วยแดนซ์โชว์ระหว่างที่ลูกค้ากำลังรออาหาร มีการแจกของแถม แล้วก็ให้ดาราดังอย่างเอย์จิช่วยเขียนลงใน Blog ด้วยหว่าราเม็งของที่นี่อร่อยสุดยอด ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ความจริง...(ไม่ต้องบอกก็คงรู้กันว่าไอ้ร้านนี้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า)

 

โจชัวที่เห็นปัญหาของร้านราเม็งดงก็เริ่มเห็นใจตาลุงแว่นและเริ่มคิดหาวิธีที่จะทำให้ลุงไม่ต้องขายกิจการทิ้ง โจชัวเริ่มต้นด้วยการสอบถามเด็กหญิงที่กำลังรอเพื่อนอยู่ในร้านชาโดว์ราเม็งว่าทำไมถึงเลือกมากินราเม็งของที่นี่ เด็กหญิงบอกว่าเพราะดาราดังอย่างเอย์จิได้เขียนลงใน Blog ว่าราเม็งของที่นี่ช่างบรรเจิดมาก ถึงจะตกราคาชามละ 5,000 เยนแต่ถ้ากินแล้วสามารถเอาไปคุยฟุ้งกับเพื่อนได้ว่าได้มากินราเม็งของที่นี่แล้วนะ มันก็ถือว่าคุ้มใช่มั้ยล่ะ! เนกุได้ยินเลยพยายามจะเตือนสติเธอโดยถามเธอว่าแล้วรสชาดล่ะเป็นยังไงบ้าง แต่เด็กหญิงก็บอกว่าต้องอร่อยแน่นอนสิก็เอย์จิเองยังบอกว่ายอด ดังนั้นมันก็ต้องยอด (แล้วเนกุก็จะมองด้วยสายาตาสงสัยว่าไอ้ราเม็งร้านนี้มันอร่อยตรงไหนฟะ) โจชัวลองถามต่อว่านอกจากที่นี่แล้วยังมีกินราเม็งของที่ไหนอีกมั้ย แต่เด็กสาวบอกว่าปกติเธอไม่ได้ชอบกินราเม็งหรอก ก็เลยไม่ได้กินร้านอื่นอีก

หลังจากช่วยกันคิดไปคิดมาทั้งโจชัวและเนกุก็เลยไปเสนอให้ลุงแว่นทำราเม็งแบบรสหวานออกมา ทั้งคู่คิดว่าการหาเมนูใหม่ๆ มาประดับร้านอาจจะช่วยเรียกลูกค้าเข้ามาได้ พอลุงปรุงราเม็งสูตรหวานเสร็จแล้วก็เอามาให้ทั้งสองคนชิม ซึ่งทั้งสองก็เห็นว่าราเม็งของลุงนั้นอร่อยสุดยอดจริงๆ ลุงแว่นจะบอกว่าเขาเสียใจจริงๆ ที่เด็กสมัยนี้เอาแต่เลือกกินตามแฟชั่นโดยไม่สนรสชาด เนกุก็พยายามปลอบลุงว่าราเม็งของที่นี่รสชาดดีแล้วล่ะเพียงแต่ไม่มีใครเค้ารู้ก็เท่านั้นเอง คนที่เขาไปต่อคิวอีกร้านน่ะมีแต่พวกที่ไม่สนรสชาดของอาหารกันทั้งนั้น ทึ่มกันจริงๆ ได้ยินแบบนั้นโจชัวก็เลยโชว์ภูมิว่านี่แหละเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ผู้คนเค้าก็แค่อยากจะทำอะไรที่ทำแล้วทำให้ตนมีเรื่องไปพูดกับคนอื่น บอกว่าฉันมาแล้ว ได้มาต่อคิวแล้ว ได้มากินราเม็งที่นี่แล้ว สิ่งที่พวกเขาไล่ตามไม่ใช่อาหาร แต่เป็นเรื่องที่จะเอาไปพูดกับคนอื่น นี่แหละคือชิบุยะ.... (ฟังแล้วได้ฟีลเดียวกับที่นี่ประเทศไทยเลยเหวย..)

พอทั้งคู่ออกจากร้านราเม็งดงของลุงแว่นมา ก็เห็นมาโคโตะที่เป็นเจ้าของร้านชาโดว์ราเม็งกำลังคุยกับเอย์จิอยู่ที่หลังร้าน มาโคโตะกำลังต่อว่าเอย์จิที่ไม่ยอมเขียน Blog ตามข้อความที่มาโคโตะเตรียมไว้ เดิมทีแล้วทั้งคู่ได้เคยทำสัญญาก่อนมาก่อนว่าเอย์จิจะต้องใช้ Blog ของเขาช่วยโปรโมตร้านของมาโคโตะ แล้วมาโคโตะจะมอบส่วนแบ่งของผลกำไรให้ ทว่าตอนนี้เอย์จิไม่อยากจะเขียน Blog ตามที่มาโคโตะสั่งอีกแล้ว เอย์จิบอกว่าถ้าขืนฉันยังเขียน Blog ตามข้อความที่นายเตรียมไว้มันก็จะไม่ใช่ Blog ของฉันอีกต่อไป อีกอย่างราเม็งของนายมันก็ไม่ใช่ว่าจะรสชาดดีด้วย ตอนที่นายให้ฉันชิมมันก็ยังรสชาดแจ่มอยู่ ทว่าตอนนี้.... ฉันไม่อยากจะโกหกแฟนๆ Blog ของฉันอีกแล้ว

มาโคโตะยังพยายามที่จะชักจูงให้เอย์จิเชื่อฟังตนต่อไป เขาบอกว่าคนสมัยนี้ไม่มีใครเขามาสนใจเรื่องรสชาดหรอก เชื่อฉันสิ ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับภาพลักษณ์ คนที่ขายได้เยอะก็คือผู้ชนะ แล้วคืนนี้ฉันจะส่งข้อความและภาพไปให้ พรุ่งนี้ฝากนายอัพขึ้น Blog ด้วยนะ

หลังจากที่มาโคโตะเดินจากไปแล้ว เอย์จิคิดว่าเขาต้องหาทางคุยกับมาโคโตะซะใหม่ เขาอยากจะเขียน Blog ด้วยความรู้สึกของเขาเอง เขียนถึงราเม็งที่เขาอยากกินจริงๆ  ตอนนี้อยากกินราเม็งแบบง่ายๆ ที่มีเส้นและน้ำอุ่นๆ

พอเห็นสถานการณ์แบบนี้แล้วโจชัวก็บอกว่าทุกคนต่างก็มีโลกส่วนตัวแบบนี้แหละ ทุกคนต่างก็มีสวนลับที่มีเพียงตัวเองเท่านั้นที่จะสามารถย่างกรายเข้าไปได้ การทำความเข้าใจคนอื่นไม่ใช่เรื่องยากหรอก แต่มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ต่างหาก เนกุได้ยินก็ยอมรับว่าใช่ ถึงเขาจะสามารถเข้าไปในโลกของคนอื่นได้เขาก็ไม่อยากจะเข้าไปหรอก เชิญแต่ละคนดูแลสวนของตัวเองให้ดีเถอะ

ต่อจากนั้นทั้งคู่จะเอาเรื่องราเม็งง่ายๆ สไตล์ดั้งเดิมไปบอกให้ลุงแว่นลองทำดู พอลุงทำเสร็จเจ้าเอย์จิที่กำลังมองหาราเม็งสไตล์ดั้งเดิมก็เดินเข้ามาในร้านพอดี เขาลองสั่งราเม็งแบบดั้งเดิมกับลุงดู ปรากฏว่าราเม็งที่ลุงทำเป็นที่ถูกปากเอย์จิมาก เอย์จิพรรณาถึงรสชาดของราเม็งเป็นภาษามนุษย์ต่างดาวแบบที่ผมฟังไม่รู้เรื่อง แล้วก็บอกว่าเขาสัมผัสได้ถึงความรักที่ลุงใส่ลงไปในราเม็งชามนี้ มันเป็นความรักที่มีต่อเหล่าคนรักราเม็ง

พอพูดถึงตรงนี้มาโคโตะก็จะเดินเข้ามาในร้านพอดี มาโคโตะจะตำหนิว่าเอย์จิเป็นพรีเซนเตอร์ให้ร้านเขานะ มากินร้านอื่นแบบนี้ได้ไง เอย์จิเลยบอกว่าตัดสินใจแล้ว เขาจะไม่ช่วยมาโคโตะอีกแล้ว เขาไม่อยากที่จะหลอกทุกๆ คนอีก ราเม็งของร้านนี้แหละที่ขายสิ่งที่เรียกว่ารสชาดจริงๆ ผู้คนควรที่จะพูดถึงร้านๆ นี้ ร้านที่ใส่ความรักลงไปในชามราเม็งให้ทุกๆ คนที่มากิน นี่แหละคือร้านที่ฉันอยากให้ผู้คนได้รู้จัก

เรื่องราวหลังจากนี้ผมเชื่อว่าถึงไม่พูดทุกๆ คนก็คงจะคิดได้ว่ากิจการของทั้งสองร้านจะเป็นยังไงต่อไป ของแบบนี้มันสามารถเขียนเป็นบทละครได้แค่แบบเดียวอยู่แล้วเนอะ แต่ที่น่าสนใจก็คือความคิดของโจชัวหลังจากที่เรื่องเหล่านี้จบลง โจชัวบอกว่าทุกคนในชิบุยะต่างก็พยายามจะเข้าถึงโลกของคนอื่น พอโลกของคนอื่นเปลี่ยนไปตัวเองก็เริ่มหวาดกลัว แล้วก็คิดว่าเราต้องรู้จักเปลี่ยนตัวเองเพื่อที่จะตามเข้าไปในโลกของคนอื่นให้ได้ แม้จะต้องทิ้งตัวตนของตนเองก็ตาม เนกุบอกว่าใช่ ถึงไม่อยากจะเปลี่ยนตัวเองก็ต้องทำ เพราะไม่มีใครอยากถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

โจชัวคิดว่าก็เราอยู่บนโลกคนเดียวไม่ได้นี่เนอะ เราเป็นส่วนนึงของสังคม แต่ยิ่งเรารู้จักกับผู้คนมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งผูกติดอยู่กับกฎเกณฑ์ของสังคมมากยิ่งขึ้นเท่านั้น เนกุบอกว่าเขาถึงไม่ชอบชีวิตแบบนี้ เขาอยากจะใช้ชีวิตอย่างอิสระแบบ CAT (ช่างศิลป์ผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ในเรื่อง) การเป็นตัวของตัวเองน่ะเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุดแล้ว ไม่มีใครเป็นภาระ และไม่ต้องผูกพันกับใคร เราไม่จำเป็นต้องทำอะไรตามคนอื่น โจชัวบอกว่าเขาก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน การที่นายคิดแบบนี้ได้นายจึงใส่เฮดโฟนนั่นสินะเนกุ? เนกุไม่ได้ตอบอะไรแต่ก็คิดในใจว่าใช่.. ดังนั้นฉันจึงไม่ชอบสุงสิงกับคนอื่น ไม่ว่าที่ไหน ไม่ว่าเมื่อไหร่ ฉันก็ไม่อยากให้ใครเข้ามายุ่งกับใจของฉัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันต้องการก็คือโลกของฉัน จะมียกเว้นก็แต่...

เนกุสะกดความคิดของเขาให้จบลงแค่ตรงนี้ แต่ผมคิดว่าลึกๆ แล้ว สิ่งที่เนกุปรารถนานอกจากโลกของเขา ก็คือชิกิ เพื่อนคนแรกที่สามารถละลายหัวใจอันเย็นชาของเนกุได้นั่นแหละครับ

โปรดติดตามไตต่อปอน

เรื่องของชิกิ

posted on 17 Apr 2008 16:00 by ffplanet  in Subasekai

เนื่องในวาระที่ The World Ends With You หรือ Subarashiki Kono Sekai เวอร์ชั่นยุโรปได้ถูกจับมาวางจำหน่ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในฐานะเว็บไซท์ Final Fantasy ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกก็ย่อมมีน่าที่ๆ จะต้องไปขุดคุ้ยเรื่องราวที่น่าสนใจของเกมนี้มาให้อ่านกัน

หลายคนอาจสงสัยว่า The World Ends With You มันไปเกี่ยวกับ Final Fantasy ได้ยังไง....นั่นสิครับ ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะเกี่ยวกันตรงไหนเหมือนกัน ลองพยายามนึกหาเหตุผลเพื่ออ้างความชอบธรรมให้กับตัวเองอยู่นานสองนานก็นึกไม่ออก เอาเป็นว่าเกมนี้มันทำโดยทีม Jupiter ที่สร้างเกม Kingdom Hearts -Chain of Memories- ก็ต้องถือว่ามันเป็นญาติกับ Kingdom Hearts

เมื่อเราถือว่า Final Fantasy เป็นพี่น้องกับ Kingdom Hearts แล้ว งั้นเราก็ต้องถือว่า The World Ends With You ก็เป็นญาติกับ Final Fantasy เหมือนกัน เย้~!!! (...ปวดสีข้าง...)

เรื่องที่จะนำมาพูดถึงในวันนี้เป็นเรื่องของนางเอกของเกมที่มีชื่อว่า Shiki หรือที่ผมชอบอ่านแบบตามใจฉันว่าชิกิ ลักษณะของการเล่าเรื่องในคราวนี้ จะขอเล่าในเชิงอธิบายให้คนที่เคยเล่นภาคญี่ปุ่นมาแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจเนื้อเรื่องได้เข้าใจกันนะครับ สำหรับคนที่ไม่เคยเล่นเกมนี้มาก่อนก็อาจจะอ่านเอาเพลินๆ ได้ แต่ถ้าอยากให้สนุกก็ต้องไปลองหาเกมนี้มาเล่นดูเอง! รับประกันความว่าจะได้อารมณ์ซึ้งๆ เน่าๆ ไม่แพ้ KH1 เลยเอ้า!

มาเข้าเรื่องของเรากันซักที หลังจากที่เกมยมทูตซึ่งเป็นเกมที่ "คนตาย" ต้องจ่ายค่าเข้าร่วมเพื่อทดสอบว่าจะมีคุณสมบัติที่จะได้รับโอกาสให้มีชีวิตใหม่หรือไม่ ได้เริ่มดำเนินขึ้นแล้ว โชคชะตาก็ชักพาให้ชิกิและเนกุได้มาเจอกันใน UG (Under Ground) ซึ่งเป็นโลกในอีกโซนที่ทับซ้อนอยู่กับโลกแห่งความเป็นจริง ณ ที่แห่งนี้ชิกิได้ชักชวนให้เนกุมาทำสัญญาเป็นคู่หูของกันและกัน เพื่อช่วยกันแก้ไขปริศนาและเอาชนะเกมยมทูตให้ได้

ตลอดเวลา 4 วันแรกของการแข่งขัน เนกุได้เห็นชิกิที่เป็นคนร่าเริง มีชีวิตชีวา เอาแต่พูดเรื่องมิตรภาพ เพื่อนฝูง และความเป็นห่วงเป็นใยผู้อื่นมาตลอด ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เนกุขาดไป และเนกุก็เริ่มรำคาญที่ชิกิเอาแต่พูดเรื่องแบบนี้ เนกุคิดว่านั่นคือตัวตนที่แท้จริงของชิกิ แต่แท้จริงแล้วมันไม่ได้เป็นแบบนั้น

 

ในวันที่ 5 ของการแข่งขัน โยได ฮิกาชิซาวะ ซึ่งเป็นผู้แทน Game Master ได้มาหาชิกิและเนกุ เขาบอกว่าที่เขามาก็เพื่อมาดูถ่านดำๆ ที่เปรียบเหมือนความริษยาภายใต้จิตใจที่โคตรเอ็กไซท์เหมือนบาร์บีคิวย่างของชิกิ (นึกภาพจิตใจของชิกิเป็นเตาบาร์บีคิวที่มีบาร์บีคิวย่างอยู่ มันเปรียบว่าถ่านที่อยู่ในเตาก็เหมือนความริษยาในจิตใจของชิกินั่นเอง)

โยไดบอกว่าชิกิน่ะเอาแต่พูดถึงเรื่องมิตรภาพ ความเป็นเพื่อนมาตลอด แต่จริงๆ แล้วชิกิน่ะเอาแต่อิจฉาคนอื่นที่ดีกว่าตัวเอง ชิกิเกลียดตัวเองมากๆ แต่ว่าตอนนี้ชิกิได้สิ่งที่ต้องการมาแล้วนี่!? ยังไม่พอใจอีกใช่มั้ย...ไม่มีใครรักเธอหรอก และเธอก็ไม่เคยรักตัวเอง เธอก็แค่คนที่ถูกความอิจฉาเข้าครอบงำ มิตรภาพน่ะไม่ได้ช่วยเยียวยาความเห็นแก่ตัวในจิตใจของเธอ เธอคิดว่าตัวเองสำคัญกว่าใคร แล้วก็เริ่มริษยาคนอื่นที่ได้ดีกว่าไปตน ถึงคืนชีพไปก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่ว่ายังไงเธอก็จะยังเป็นเธอเหมือนเดิม!

พอพุดมาถึงตรงนี้เนกุก็จะงงว่าคืนชีพหมายถึงอะไร โยไดก็เลยช่วยชี้แจงเรื่องที่เนกุคับข้องใจมานานว่าจริงๆ แล้วเนกุน่ะเป็นคนที่ตายไปแล้ว ผู้เล่นทุกคนที่เข้าร่วมเกมก็ด้วย เกมยมทูตก็คือการทดสอบว่าใครมีค่าควรที่จะได้รับโอกาสให้มีชีวิตใหม่นั่นเอง

ในการแข่งขันวันที่ 6 ชิกิจะเอาแต่เศร้าซึม ไม่ยอมเป็นชิกิที่พูดมากเหมือนทุกที ชิกิเข้ามาสารภาพกับเนกุว่าจริงๆ แล้วเธอเป็นคนไม่น่ารัก เธออยากเป็นคนแบบเอริที่เป็นเพื่อนของเธอ เธอคิดว่าถ้าเธอได้มีชีวิตใหม่อะไรๆ มันก็คงจะดีขึ้น แต่ในเมื่อยมทูตบอกว่าถึงจะมีชีวิตใหม่แล้วชิกิก็จะยังเป็นชิกิคนเดียว เธอก็เลยเสียใจ

ระหว่างที่กำลังคุยกันอยู่เนกุก็ตกใจว่าทำไมผู้หญิงที่เดินมาจากด้านข้างถึงมีหน้าตาเหมือนชิกิเลย ซึ่งชิกิก็จะพูดต่อว่าสิ่งที่เธอใช้เป็นค่าเข้าร่วมเกมยมทูตก็คือการมีอยู่ของตัวเธอเอง ฉันทิ้งตัวฉันเองมา และร่างที่เนกุเห็นอยู่นี้ก็คือร่างของเอริ ผู้หญิงที่เดินมานั่นก็คือเอริตัวจริง

ตอนที่ชิกิเข้ามาใน UG ครั้งแรกและเห็นว่าร่างของเธอกลายเป็นร่างของเอริ เธอรู้สึกดีใจจนแทบบ้าเพราะการได้มีตัวตนใหม่ก็คือสิ่งที่ชิกิใฝ่ฝันตลอด

เนกุบอกว่าไม่ใช่แบบนั้นหรอก ลองคิดดูสิว่าทำไมยมทูตถึงเอาร่างของชิกิไป ในเมื่อพวกนั้นต้องการสิ่งที่สำคัญที่สุดของเธอเป็นค่าเข้าร่วมไม่ใช่รึ แต่เธอกลับบอกว่าเธอเกลียดตัวเธอเอง ถ้าเธอเกลียดตัวเองยมทูตก็คงไม่เอาร่างของเธอไป

ชิกิบอกว่าเธอก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่เธอก็ดีใจที่ได้กลายเป็นเอริ หลังจากที่เกมเริ่มขึ้นเธอก็เริ่มทำตัวร่าเริง ทำตัวเป็นค่าน่ารักแบบเอริ แต่นั่นมันก็แค่การเสแสร้ง ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าแท้จริงแล้วเธอก็คือเธอ เธอเข้าใจแล้วว่าตัวเองไม่สามารถเป็นเอริได้ ลึกๆ แล้วเธอคงไม่ได้อยากที่จะเป็นเอริ เธอก็แค่อิจฉา...เอริมีทั้งรูปร่างที่ดี มีทั้งหัวสมอง เซนส์ในการออกแบบ มีเพื่อนเยอะแยะมากมาย...

ดังนั้นการที่ชิกิได้เอาร่างของเอริใช้ ถึงแวบแรกที่ชิกิเห็นตัวเองในกระจอกชิกิจะดีใจ แต่ลึกๆ แล้วเธอกลับยิ่งรู้สึกเจ็บปวด และเธอก็เริ่มเก็บความรู้สึกที่ว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับเธอก็คือตัวเธอเองไว้ในก้นบึ้งของจิตใจ

เนกุที่ได้ยินคำสารภาพของชิกิก็เริ่มเข้าใจว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ชิกิก็สับสนในเรื่องราวต่างๆ ไม่ต่างไปจากเขา จริงๆ แล้วชิกิก็แค่กลัว แต่พยายามจะพูดเหมือนกล้า... เธอกลัวการกลับไปมีชีวิตใหม่ และไม่อยากกลับไปมีชีวิตที่ต้องทนอิจฉาเอริอีกแล้ว

แต่แล้วเนกุก็พูดคำพูดนึงที่ทำให้ผมต้องแคะหูของตัวเองอยู่สองสามรอบเพื่อเช็คให้แน่ใจ นั่นก็คือ "แต่ฉันก็ชอบชิกิในแบบที่ชิกิเป็นนะ" เนกุพูดพลางเบือนหน้าลงต่ำ....ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเนกุพูดแบบนี้เพราะอะไร ไม่รู้ว่าเพราะลึกๆ แล้วเนกุก็เริ่มมีใจให้ชิกิขึ้นมา หรือเพราะเนกุรำคาญความอ่อนแอของเอริกันแน่

ในจุดนี้เนกุเป็นคนที่ต่างจากชิกิโดยสิ้นเชิง ขณะที่ชิกิอ่อนแอและเอาแต่อิจฉาคนอื่น แต่เนกุคิดว่าตรูข้าเนี่ยแหละประเสริฐที่สุดในโลก ในแผ่นดินนี้มีข้าคนเดียวก็พอแล้ว พอคิดได้แบบนี้เนกุก็เลยไม่เคยอิจฉาใคร แล้วก็พาลรู้สึกไม่อยากปล่อยให้ชิกิเป็นคนที่อ่อนแอแบบนี้ต่อไปด้วย

เสียดายที่พอเนกุพูดจบประโยคก็ดันมีคนเข้ามาขัดจังหวะพอดี ไม่งั้นคงได้เห็นอะไรดีๆ กว่านี้ ฮึ่ม!!

หลังจากนั้นทั้งสองจะเข้าไปฟังการสนทนาระหว่างเอริกับเพื่อน เอริบอกว่าช่วงนี้เธอไม่ได้ดีไซน์อะไรเพิ่มเลย และเธอคิดจะเลิกทำมันแล้ว เอริบอกว่าทั้งหมดนี้ก็เพราะชิกิ...

พอชิกิได้ยินถึงตรงนี้ก็วิ่งหนีไป เนกุก็รีบวิ่งตามไปดูว่าชิกิเป็นอะไร เธอบอกว่าเธอไม่อยากฟังสิ่งที่เอริพูดถึงเธออีกแล้ว เธอรู้สึกกลัว...เอริได้เคยพูดกับเธอว่าเธอน่ะไม่เหมาะที่จะเป็นดีไซเนอร์หรอกนะ ชิกิได้ยินก็เลยคิดว่าเอริคงเบื่อชิกิแล้ว แต่เนกุก็พยายามปลอบว่าชิกิก็คือชิกิ เธอไม่ใช่เอริ และจะไม่มีวันเป็นเอริ... เธอก็คือเธอ เธอต้องมีชีวิตของเธอเอง ถ้าเขาทำได้เธอก็ต้องทำได้ สิ่งที่สำคัญคือชิกิต้องรู้จัก "พยายาม" จะคิดว่าตัวเองโชคดี หรือจะคิดว่าคนอื่นช่างน่าอิจฉา เธอเท่านั้นที่เป็นคนเลือกเอง

=[]=.........................................!!

(ฟังมาถึงตรงนี้แล้วอยากอุทาน แม่จ้าวววว เนกุมันพูดอะไรแบบนี้ได้ด้วย นึกว่าจะพูดเป็นแต่หนวกหู! หุบปาก!!)

หลังจากนั้นทั้งสองก็จะเข้าไปฟังสิ่งที่เอริพูดต่อ เอริบอกว่าชิกิได้ตายไปแล้วเมื่อวันก่อน ชิกิเคยอุทิศชีวิตให้การทำชุดของเอริเป็นจริง แต่พอชิกิตายไปแล้วตอนนี้ไม่มีใครที่จะช่วยเอริทำชุดได้อีกแล้ว  ชิกิเป็นคนพิเศษ เป็นคนที่แคร์คนอื่น และยังมีความช่างสังเกต ถ้าเธอดีไซน์ตรงไหนพลาดไป ชิกิคือคนเดียวที่สามารถเตือนเอริได้ จำตุ๊กจาแมวของชิกิได้มั้ย เอริเองยังไม่รู้เลยว่าชิกิเริ่มทำมันขึ้นมาได้ยังไง ชิกิต้องเป็นคนที่มีสายตาที่แหลมคม มีทักษะการใช้มือที่ยอดเยี่ยม ซึ่งทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เอริขาดไป

วันก่อนจะเกิดอุบัติเหตุ เอริได้เข้าไปพูดอะไรบางอย่างกับชิกิที่ทำให้เอริต้องรู้สึกเสียใจไปตลอด ตอนนั้เอริเห็นว่าชิกิกำลังไม่สบายใจเพราะคิดว่าตัวเองคงเป็นดีไซเนอร์ไม่ได้ เอริอยากเข้าไปให้กำลังใจเธอ เลยเข้าไปพูดว่าเธอไม่เหมาะที่จะเป็นดีไซเนอร์หรอก จริงๆ แล้วเอริก็แค่หมายถึงชิกิเหมาะที่จะเป็นช่างเย็บผ้ามากกว่า คำพูดนี้คงทำให้ชิกิเจ็บปวดมาก เอริคิดจะขอโทษชิกิในวันต่อไป แต่เธอกลับไม่มีทางได้พบกับชิกิอีกแล้ว

กระทั่งถึงตอนนี้ชิกิก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเอริ เอริอยากให้ชิกิ กลับมา เพื่อที่จะได้ขอโทษเธอ และทั้งสองจะได้ทำงานร่วมกันอีกครั้ง

 

พอได้ยินมาถึงตรงนี้ก็ไม่รู้ว่าต่อมความซึ้งของเนกุมันแตกออกมารึไง เนกุถึงบอกไปว่าพวกเธอต้องการกันและกันไม่ใช่เหรอ ในชิบุยะก็มีคนอยู่มากมายหลายประเภทน่ะแหละ แต่จะมีใครอีกที่ทำตุ๊กตาหมูแบบนี้ได้นอกจากเธอ (...นั่นมันแมวนะพ่อคุณ..) ชิกิได้ยินก็หันหน้ามาหาเนกุและก็เริ่มยิ้มออกมา เธอบอกว่าอยากจะเจอเอริอีกครั้ง แล้วเราจะได้ทำงานร่วมกันอีก ฉันพร้อมที่จะมีชีวิตใหม่แล้ว เนกุก็พูดส่งท้ายว่างั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จงชนะ จงมีชีวิตอยู่ เหลืออีกแค่วันเดียวเท่านั้น

พอถึงวันที่ 7 ก่อนจะเข้าไปสู้กับโยได ชิกิจะพูดเพื่อเตรียมบอกลากับเนกุก่อนว่าเธอเริ่มรู้สึกว่าเธอช่างโชคดี ที่ได้ใช้ชีวิตแต่ละวันในการตื่นไปคุยกับเอริที่โรงเรียน ได้กลับบ้านมาดูทีวี กิน แล้วก็นอน มันอาจฟังดูเหมือนเรื่องธรรมดา แต่เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่านี่ล่ะคือการมีชีวิตอยู่ หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ในที่สุดเธอก็เข้าใจเรื่องเหล่านี้แล้ว เธอรู้สึกว่าเธอมีชีวิตขึ้นมามากกว่าตอนที่ยังไม่ตายซักอีก ชิกิขอบคุณเนกุและชมเนกุว่าเป็นคู่หูที่บรรเจิดมาก เนกุจะหันหลังแล้วก็พูดแบบอายๆ ว่าเก็บคำพูดนั้นไว้พูดตอนที่ชนะเกมแล้วดีกว่า OK นะ?

หลังจากที่วันที่ 7 จบลงแล้วทั้งสองก็จะสัญญาว่าไว้คืนชีพแล้วให้ไปเจอกันที่รูปปั้นฮาจิโกะ ซึ่งเป็นที่ๆ ทั้งสองคนได้เจอกันเป็นครั้งแรก เนกุถามว่าไปเดทกันใช่ม้า~! หลังจากนั้น Conductor ของเกมก็ปรากฏตัวออกมา เขาบอกว่า Composer สั่งมาว่าผู้ที่จะได้รับสิทธิในการมีชีวิตใหม่สำหรับรอบนี้มีแค่คนเดียว นั่นก็คือคนที่ทำคะแนนได้สูงสุดในเกมซึ่งก็คือชิกิ ตอนแรกชิกิก็งอแงบอกว่าเธอจะไม่กลับไปคนเดียว ยังไงก็ต้องมีเนกุไปด้วย แต่เนกุบอกว่าชิกิกลับไปก่อนเถอะ ชิกิมีเป้าหมายที่จะต้องกลับไปให้ได้ ในขณะที่เนกุยังไม่รู้เลยว่าตัวเองตายได้ยังไง และจะกลับไปเพื่ออะไร เมื่อได้ยินแบบนั้นชิกิก็เลยทำใจและก็ขอตัวกลับไปก่อน ซักพักนึงร่างของชิกิก็สลายไป...เนกุหวังว่าชิกิจะมีชีวิตใหม่ที่ดี

เรื่องของชิกิดูเหมือนจะจบแล้วแต่จริงๆ แล้วมันยังไม่จบ เนกุขอเข้าร่วมเกมใหม่อีกครั้งเพื่อแย่งชิงสิทธิในการได้รับชีวิตใหม่ ซึ่ง Conductor บอกว่างั้นเขาก็จะขอรับสิ่งที่สำคัญที่สุดของเนกุในตอนนี้ไปเป็นค่าเข้าร่วม ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดของเนกุในตอนนี้ก็คือ "ชิกิ" ว่าแล้วแทนที่ชิกิจะได้กลับไปมีชีวิตใหม่ก็ต้องถูกพวกยมทูตกักตัวไว้แทน เนกุต้องเริ่มเกมใหม่อีกครั้งโดยคราวนี้เขามีชีวิตของเขา และชีวิตของชิกิเป็นเดิมพัน

"ฉันต้องชนะเกมนี้ให้ได้ เพื่อเธอ และเพื่อตัวฉันเอง"

โปรดติดตามไตต่อปอน

บัดนี้เว็บไซท์หลักของ Square Enix Members North America ได้อัพโหลด The World Ends With You ฉบับ Manga ตอนที่ 1 มาให้อ่านกันเรียบร้อยแล้ว โดยฉบับ Manga ที่ Square Enix เอามาให้อ่านกันนี้เป็น Manga ที่วาดโดยคุณชิโระ อามาโนะ ผู้วาด Kingdom Hearts ฉบับการ์ตูนให้ Square Enix นั่นเอง ใครที่กลัวว่าจะอ่านกันไม่รู้เรื่องก็ไม่ต้องตกใจ เพราะเนื้อหาที่ถูกอัพขึ้นเว็บนั้นเป็นเนื้อหาถูกเรียบเรียงเป็นภาษาอังกฤษเรียบร้อยแล้ว แหม่! เห็นชื่อคนวาดแถมเห็นภาษาอังกฤษแบบนี้แล้ว รับประกันได้เลยว่างานนี้มีแต่ความฮา!!


อ่อ...บอกกันซักนิดนึงก่อนว่าคนที่จะเข้าไปอ่านได้ ต้องลงทะเบียนเป็นสมาชิกของเว็บไซท์ Square Enix Members ก่อนนะครับ การลงทะเบียนนั้นก็แค่ตอบคำถามง่ายๆ แล้วก็ไม่เสียค่าใช้จ่ายด้วย โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยครั้ง ฉะนั้นใครที่ยังไม่ได้สมัครก็ขอให้รีบแจ้นไปสมัครกันแต่โดยไว

นอกจากนี้ในเว็บไซท์ยังมีเทรลเลอร์ตัวที่ฉายตามร้านค้าให้โหลดไปดูด้วย ใครสนใจก็ลองเข้าไปในส่วนของ Video ได้เลยครับ

ที่มา : Square Enix Members NA

ดูเหมือนว่า The World Ends With You (Subarashiki Kono Sekai) เกมชื่อดังที่มีความแปลกใหม่จากค่าย Square Enix จะเป็นที่ติดอกติดใจนักวิจารณ์เกมชาวอเมริกาเป็นอย่างมาก หลังจากที่สื่อต่างๆ ได้ลองเล่นเกมนี้แล้ว ทุกสำนักล้วนให้คะแนนวิจารณ์ที่ดี และยังให้คำชมในเรื่องของการนำระบบทัชทกรีนมาใช้ในการต่อสู้อย่างเต็มที่ เนื้อเรื่องที่ลึกซึ้ง พร้อมทั้งดนตรีประกอบที่รับประกันว่าถูกใจวัยโจ๋แน่นอน!! ถึงแม้ว่าเกมนี้จะไม่ได้มียอดขายที่ดีเลิศในญี่ปุ่นซักเท่าไหร่ แต่ใครก็รู้ว่ายอดขายไม่ได้เป็นสิ่งที่วัดค่าคุณภาพของเกมได้ถูกต้องเสมอไป!

ทั้งนี้สื่อต่างๆ ได้ให้คะแนนวิจารณ์เกม The World Ends With You ไว้ดังนี้

Game Pro : 9/10

Nintendo Power : 9/10